xs
xsm
sm
md
lg

จาก “รอยยิ้มและน้ำตา” ภาค 1 “บุพเพสันนิวาส” ถึง ภาค 2 ”พรหมลิขิต” กระแสนี้จะพาไทยไปถึงไหน !!!?

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ณ บ้านพระอาทิตย์
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

นอกจากละครบุพเพสันนิวาสที่กำลังโด่งดังในขณะนี้ได้ทำให้เกิดกระแสความสนใจความเป็นไทยกลับมาอีกครั้งทั้งในมิติที่เพิ่มพูนความรู้ด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภาษา ที่สามารถทำให้ประชาชนได้เรียนรู้สอดแทรกผ่านความบันเทิงอย่างแนบเนียนและไม่น่าเบื่อเหมือนหนังอิงประวัติศาสตร์ไทยเรื่องอื่น

“บุพเพสันนิวาส”ไม่ใช่กระแสความนิยมของละครไทยทั่วไปอีกต่อไปแล้ว เพราะสามารถยกระดับได้เป็น “ปรากฏการณ์” !!!!

เพราะขนาดหลายคนรวมถึงผู้เขียนบทความนี้ไม่ใช่ “คอละครไทย”เลย แต่ด้วยกระแสแวดล้อม “ออเจ้า” ของสังคมไทยตื่นตัวในระดับที่ “แรงมาก” จนต้องพาให้คนที่ไม่เคยสนใจละครไทยต้องหันมาสนใจดูวิดีโอคลิปย้อนหลัง เพื่อให้เข้าใจปรากฏการณ์สังคมไทยว่าเกิดอะไรขึ้น?

หากจะวิเคราะห์ตามความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์ “บุพเพสันนิวาส” ไม่ได้มาเพราะกระแสละครโดยลำพัง แต่อาจจะเป็นเพราะการได้กระแสพลังบวกทวีคูณจากงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” ที่มีการแต่งชุดไทยย้อนยุคเพื่อถ่ายภาพแล้วเผยแพร่แชร์กันเป็นแฟชั่นตามโซเชียล มีเดียดันกระแสความเป็นไทยให้ฟื้นกลับขึ้นมาด้วย ซึ่งแฟชั่นย้อนยุคในงาน “อุ่นไอรัก คลายความหนาว” นั้นได้กลายเป็นเวทีประชาสัมพันธ์กลิ่นไอละครบุพเพสันนิวาสไปโดยปริยาย จากคนที่ไม่รู้และไม่สนใจละครไทย ก็เลยต้องพลอยสนใจไปด้วย

ซึ่งละครดังกล่าวนี้อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทยทั้งในด้านการท่องเที่ยว การแต่งกายไทย อาหารไทย ฯลฯ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกระแสลุกลามจัดทำตัวอักษรใต้วิดีโอคลิปแปลเป็นภาษาอื่นๆ ทั้งซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้องและที่ละเมิดลิขสิทธิ์ซึ่งมีการเผยแพร่ไปในหลายประเทศ

เมื่อใดก็ตามที่อิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศหนึ่งนั้นสามารถสร้างความน่าสนใจและความนิยมแทรกซึมเข้าไปครองจิตใจของประชาชนอีกชาติหนึ่งได้ ก็จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างแนบเนียนและทรงพลังยิ่งกว่าการใช้อำนาจทางการทหาร จนแม้การทูตและการเมืองระหว่างประเทศก็ยังสั่นคลอนได้

เรื่องดังกล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะประเทศเกาหลี ก็สามารถในกระแสวัฒนธรรมสร้างพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทั้งในด้านการท่องเที่ยว อาหาร ความงาม ฯลฯ ก็ด้วยมาจากวัฒนธรรมของชาติเกาหลีที่นำเสนอผ่านบทละครและภาพยนตร์ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาแล้ว

ลองคิดดูว่าในรอบ 10 กว่าปีมานี้ เราได้เห็นเรื่องราวทางด้านเศรษฐกิจของเกาหลีได้เข้ามามีอิทธิพลต่อประชาชนชาวไทยเพียงใด ทั้งในเรื่องการท่องเที่ยวประเทศเกาหลี อาหารเกาหลี ขนมเกาหลี ศัลยกรรมและความงามเกาหลี ภาษาเกาหลี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้สร้างมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจต่อประเทศเกาหลีอย่างมหาศาล ภาพลักษณ์สินค้าเกาหลีหลายประเภทสามารถแซงหน้าญี่ปุ่นได้ด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีกระแสปรากฏมาก่อนในประเทศไทยเลย กระแสดังกล่าวได้เกิดขึ้นมาควบคู่กับช่วงเวลาที่ประเทศเกาหลีทุ่มเทและส่งเสริมงานทางด้านวัฒนธรรมทั้งในด้านละคร ภาพยนตร์ เพลง ฯลฯ

ประเทศไทยถูกคลื่นทางวัฒนธรรมของชาติอื่นถาโถมแทรกเข้ามาสร้างความนิยมอย่างต่อเนื่อง จากคลื่นของชนชาติอเมริกัน ญี่ปุ่น จีน จนถึงคลื่นแรงลูกหลังอย่างเกาหลี จนหลายคนอาจจะไม่คิดว่ากระแสรากเหง้าความเป็นไทยจะสามารถฟื้นกลับขึ้นมาอีกครั้งได้เลย

ก่อนหน้านั้น 10 กว่าปีก่อน อาจจะมีภาพยนตร์วัฒนธรรมอย่าง “โหมโรง” ของ “อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์” ซึ่งสามารถสร้าง “กระแส” จุดเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยหันกลับมาสนใจดนตรีไทยอีกครั้ง ถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ด้านดนตรีไทยในช่วงเวลานั้นให้หยั่งรากลึกเข้าไปในจิตใจคนในประเทศมิให้เลือนหาย แต่ก็ยังไม่สามารถลุกลามเป็นกระแสเข้าไปในชนชาติอื่นที่มีดนตรีประจำชาติและดนตรีสากลเป็นรากฐานอยู่แล้วได้

ซึ่งต่างจากละคร “บุพเพสันนิวาส” ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ไปไกลมากกว่านั้น !!!

ขอแสดงความชื่นชม “รอมแพง” ผู้เขียนบทประพันธ์ และ “ศัลยา” ผู้เขียนบทละคร ผู้กำกับ นักแสดง และทีมงานทุกคนที่ได้สร้างละครไทยให้เกิดปรากฏการณ์นิยมไทยอย่างที่ไม่เคยมีขนาดนี้มาก่อน

ความจริงแล้วจุดแข็งของความเป็นไทยมีของดีอยู่มากมายและไม่แพ้ชาติใดในโลก เพียงแต่ที่ผ่านมาเรายังไม่สามารถสร้างกระแสผ่านเวทีทางวัฒนธรรมได้มากเหมือนชนชาติอื่นได้

“อาหารไทย” มีความโด่งดังเป็นที่ยอมรับระดับโลกอยู่แล้วหากได้รับการส่งเสริมทางวัฒนธรรมว่ามีมากกว่ารสชาติความอร่อย แต่ยังมีภูมิปัญญาในเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพด้วย ประเทศไทยจะได้อะไรมากกว่านั้น

เพราะถ้า “อาหารไทย” ซึ่งโด่งดังอยู่แล้วได้ถูกนำเสนอด้านสุขภาพไปด้วย ก็พลอยจะทำให้เข้าใจภูมิปัญญาในการใช้สมุนไพรในอาหารไทยซึ่งจะเป็นบันไดต่อเนื่องทำให้แต่ละชนชาติได้เรียนรู้เพิ่มเติมในเรื่อง “ตำรับยาไทย”ที่มีภูมิปัญญาซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้งไม่แพ้ชนชาติใดในโลก

อย่าลืมว่าการจดบันทึก 81 ตำรับยาไทย เป็น “ตำราพระโอสถพระนารายณ์”นั้น คือ การบันทึกตำรับการแพทย์ภูมิปัญญาไทยที่ประสบความสำเร็จในสมัยกรุงศรีอยุธยา ทั้งๆ ที่ในยุคนั้นมีการแพทย์หลายรูปแบบจากหลายชนชาติให้เลือกก็ตาม

ในขณะที่ เมอสิเออร์ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ (Simon de La Loubère) เอกอัครราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ได้เขียนจดหมายเหตุพระราชพงศาวดารสยามครั้งกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เขียนจดบันทึกเข้าใจว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงไว้วางพระราชหฤทัยในแพทย์ชาวฝรั่งเศสมากที่สุด และบันทึกโจมตีว่าหมอสยามไม่มีความรู้ ไม่เป็นวิทยาศาสตร์

แต่ในความเป็นจริง เมอสิเออร์ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ กลับบันทึกยอมรับว่าแพทย์ชาวสยามสามารถรักษาผู้ป่วยให้หายป่วยได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงโรคที่รักษายากๆ และครั้นเมื่อ เมอสิเออร์ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ล้มป่วยลง สมเด็จพระนารายณ์กลับพระราชทานหมอภูมิปัญญาทั้งจีน สยาม และมอญมาตรวจและรักษาเมอสิเออร์ ซีมง เดอ ลา ลูแบร์ โดยมิได้พระราชทานให้แพทย์ชาวฝรั่งเศสมาตรวจหรือรักษาแต่ประการใด

การที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระราชประสงค์ให้ฝรั่งเศสเข้ามาถ่วงดุลอำนาจกับฮอลันดาและอังกฤษนั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงแสดงท่าทีหลายมิติรวมถึงทางการแพทย์เพื่อเป็นกุศโลบายให้ฝรั่งเศสมีความไว้วางใจอยุธยา ดังจะสังเกตได้ว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมิได้ทรงเปลี่ยนการนับถือศาสนาตามที่ฝรั่งเศสต้องการ และยังทรงไว้วางพระราชหฤทัยในแพทย์ภูมิปัญญาสยามในการดูแลความเจ็บป่วยของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเป็นภารกิจสำคัญยิ่ง ตอกย้ำตามมาด้วยหลักฐานการบันทึก “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ถึง 81 ตำรับ

แม้ว่าการบันทึก 81 ตำรับยาไทย จะใช้ชื่อว่า “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้ตำรับยาซึ่งเกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ตาม แต่ความจริงแล้ว “การรวบรวม” น่าจะเกิดขึ้นภายหลังรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2199-2231 ตำรับยาในตำราพระโอสถพระนารายณ์ในส่วนที่ระบุวันเดือนปีที่แพทย์ประกอบยาถวายส่วนมากจะอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2204 กับปี พ.ศ. 2204 ซึ่งเป็นเป็นปีที่ 4 และปีที่ 6 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตามลำดับ มีเพียงยาขนานเดียวที่ระบุว่าประกอบถวายในปี พ.ศ. 2230 อันเป็นปีที่ 32 ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อันเป็นช่วงปลายแผ่นดิน

โดยการที่เชื่อว่าการรวบรวมเกิดขึ้นภายหลังจากรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้น ก็เพราะเหตุว่าในตำราพระโอสถพระนารายณ์มีบันทึกตำรับยาขนานหนึ่งคือ ขนาดที่ 22 ยาแก้ขัดปัสสาวะไว้ดังนี้

“ยาแก้ขัดปัสสาวะ ให้เอาใบกระเพราเต็มกำมือหนึ่ง ดินประสิวขาวหนัก ๒ สลึง บดให้ละเอียด เอาใบชาต้มเป็นกระสาย ละลายถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนิพพานท้ายสระให้เสวย เมื่อเสวยพระโอสถแล้วกราบทูลให้เสวยพระสุธารสชาตามเข้าไปภายหลังอีก ๒ ที ๓ ที ซึ่งขัดปัสสาวะนั้นไปพระบังคนเบาสะดวก”

สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงนิพพานท้ายสระพระองค์นี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระวินิจฉัยไว้ว่าหมายถึง “สมเด็จพระเพทราชา” ดังนั้นตำราพระโอสถพระนารายณ์ อาจจะถูกรวบรวมขึ้นอย่างเร็วสุดในรัชสมัย “สมเด็จพระเจ้าเสือ”ขึ้นไปจนถึงอย่างช้าสุดคือ รัชสมัย “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ”

นั่นหมายถึงว่าหาก “บุพเพสันนิวาส” สิ้นสุดลงที่รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ก็มีโอกาสที่จะสร้างบทละครให้กล่าวถึง “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ในยุคสมเด็จพระเพทราชา หรือ หลังจากนั้นได้ ซึ่งหากจะมีบทละครที่กล่าวถึงในยุคถัดมาก็สามารถที่จะอยู่ในภาคที่ 2 เรื่อง “พรหมลิขิต” ได้

เชื่อว่าฝีมือระดับ “รอมแพง” กับ “ศัลยา” ย่อมสามารถทำเรื่องยากๆ ที่สังคมไทยและสังคมโลกยังไม่สนใจ ให้มาสนใจผ่านบทละครที่มีกระแสสูงได้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะสนใจที่จะถ่ายทอดและต่อยอดในเรื่องสำคัญเหล่านี้หรือไม่?

ความจริงแล้วประวัติการแพทย์แผนไทยนั้นได้ถูกพัฒนาเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น และบางตำรับยาไทยนั้นกลับตอบโจทย์ของปัญหาของบางโรคที่ยาในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถเอาชนะได้

แม้แต่กัญชาที่กำลังเป็นสมุนไพรดังระดับโลก ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ก็มีการบันทึกสะกดว่า “กันชา” ซึ่งไม่ได้ใช้เป็นยาเดี่ยว แต่เป็นยาตำรับรู้สรรพคุณยามาแล้วกว่า 300 ปี ดังเช่น

ยาทิพกาศ ให้เอายาดำ เทียนดำ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน พิมเสน สิ่งละส่วน การบูร ๔ ส่วน ฝิ่น ๘ ส่วน ใบกันชา ๑๖ ส่วน สุราเป็นกระสาย บดทำแท่ง น้ำกระสายให้ชอบโรคร้อนแลเย็น กินพอควร แก้สารพัดทั้งหลายอันให้ระส่ำระสาย กินเข้ามิได้ นอนมิหลับ ตกบุพโพโลหิต ลงแดง หายแลฯ”
และ

“ยาศุขไสยาศน์ ให้เอาการบูรส่วน ๑ ใบสเดา ๒ ส่วน สหัสคุณเทศ ๓ ส่วน สมุลแว้ง ๔ ส่วน เทียนดำ ๕ ส่วน โกฏกระดูก ๖ ส่วน ลูกจันทน์ ๗ ส่วน ดอกบุนนาค ๘ ส่วน พริกไท ๙ ส่วน ขิงแห้ง ๑๐ ส่วน ดีปลี ๑๑ ส่วน บกันชา ๑๒ ส่วน ทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง เมื่อจะกินเศกด้วยสัพพีติโย ๓ จบ แล้วกินพอควร แก้สรรพโรคทั้งปวงหายสิ้น มีกำลัง กินเข้าได้ นอนเป็นศุขนักแลฯ”

แต่เมื่อกัญชาถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติด บางตำรับยาสำคัญจึงแทบจะสูญหายไม่มีการใช้ให้ได้ผลต่อกันมาอย่างน่าเสียดายยิ่ง

โดยเฉพาะ “การนวดไทย” นั้นเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกว่าล่วยผ่อนคลายหายเมื่อย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ายังมีระดับการนวดเพื่อสุขภาพและการนวดกดจุดรักษาโรคด้วย และมีหลักฐานว่าในรัชสมัยพระเพทราชาซึ่งเป็นรัชสมัยต่อจากพระนารายณ์มหาราชนั้นได้ทรงไว้วางพระราชหฤทัยหมอนวดไทยมากกว่าหมอสมุนไพร

“การกอก (การดูดเอาเลือดออก) ก็ใช้สำหรับอาการโรคปวดหัวมัวตา โดยการใช้การกอกด้วยเขาควาย “ ซึ่งถูกบันทึกโดย เมอสิเออร์ นิโคลาส์ แชร์แวส ชาวฝรั่งเศสในคณะทูตของเชอวาลิเอร์ เด โชมองต์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ว่าเป็นวิธีการรักษาของ “แพทย์ชาวสยาม”

แต่ปัจจุบันแพทย์แผนไทยถูกโจมตีและขัดขวางว่าห้ามการดูดเลือดออกโดยใช้สูญญากาศ โดยอ้างว่าทำได้เฉพาะคนที่มีใบประกอบวิชาชีพเป็นแพทย์แผนจีนเท่านั้น !? ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเช่นกัน ที่คนไทยในยุคนี้ไม่รู้จักรากเหง้าและภูมิปัญญาของตนเอง

ทุกวันนี้การแพทย์ภูมิปัญญาของแต่ละชาติได้ทยอยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์บูรณาการระดับโลกแล้ว เช่น อายุรเวทของอินเดีย การฝังเข็มของจีน โฮมิโอพาร์ธีและสเต็มเซลล์ของเยอรมัน ฯลฯ แต่ประเทศไทยซึ่งมีของดีทางการแพทย์แผนไทยหลายอย่างไม่แพ้ชาติใด แทนที่จะช่วยกันส่งเสริม พัฒนาและผลักดัน กลับถูกกีดกั้น ขัดขวาง และโจมตีกันเองจากวงการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย การแพทย์แผนไทยจึงยังไม่สามารถฝ่าไปเป็นการแพทย์บูรณาการระดับนานาชาติได้

แต่บทละครทางด้านวัฒนธรรมนี่แหละที่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนทำให้การแพทย์แผนไทยอาจกลับฟื้นคืนมาแล้วยืนขึ้นในเวทีระหว่างประเทศได้ ไม่ว่าจะเป็น อาหารไทย การนวดไทย การกดจุดรักษาแบบไทย การประคบ การอบสมุนไพร การอยู่ไฟ การกอก การใช้สมุนไพร โดยเฉพาะเรื่องยากๆ อย่างการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค ฯลฯ

โอกาสที่จะเกิดกระแสเช่นนี้มีได้ไม่บ่อยครั้ง หรือบางทีอาจจะทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นก็ได้ จึงขึ้นอยู่กับว่าทุกส่วนที่เกี่ยวข้องจะช่วยกันประคับประคองกระแสนี้ไปในทิศทางใด?

แต่ที่แน่ๆ ต้อง “ให้กำลังใจ” ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับละครบุพเพสันนิวาสให้สามารถผ่านพ้นกระแสการถกเถียง วิจารณ์ สืบค้นเพื่อขุดคุ้ย จับผิด แก้ข่าว ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมุมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา และการถ่ายทำ รวมไปถึงพฤติกรรมของนักแสดง เพราะเรื่องที่มีคนสนใจมากก็ย่อมต้องมีเรื่องเหล่านี้คู่กันเป็นของธรรมดา เรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เฉกเช่นกับกรรมในอดีตของแม่หญิงการะเกด แต่เราควรอยู่กับปัจจุบัน และทำปัจจุบันให้ดีขึ้นเช่นเดียวกับการทำกรรมดีของเกศสุรางค์ จริงไหม?

ในโอกาสนี้ ใครที่สนใจเรื่องสมุนไพรไทย ภูมิปัญญาอาหารไทยเพื่อสุขภาพ การกดจุดรักษาแบบแพทย์แผนไทยประยุกต์ สามารถศึกษาโดยการลงสมัครเรียนได้ที่ หลักสูตรวิถีชีวาเวชศาตร์ (Lifestyle Medicine) ของสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ของมหาวิทยาลัยรังสิต ที่จะสอนหลายวิชาเพื่อให้คนธรรมดาให้เป็นหมอสำหรับดูแลตนเองและคนในครอบครัว ด้วยหลักคิดในการ“พึ่งพาตนเอง” ที่ว่า “ลดการใช้ยา ด้วยบูรณาการแห่งปัญญา รักษาที่เหตุแห่งโรค”

หลักสูตรวิถีชีวาเวชศาตร์ (Lifestyle Medicine) ได้เปิดรับสมัครรุ่นที่ 2 แล้ว ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 พฤษภาคม 2551 เรียนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน - 14 กรกฎาคม 2561ไม่จำกัดวุฒิและวัย รับจำนวนจำกัด

โดยผู้ที่จบหลักสูตรจะได้รับประกาศนียบัตรจากสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย มหาวิทยาลัยรังสิต วิชาที่สอนก็ล้วนมาจากอาจารย์และแพทย์ผู้มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จในการรักษาคนไข้หลายสาขา เช่น โภชนาการบำบัดจากภูมิปัญญาจนถึงงานวิจัย, กดจุดแก้อาการในบ้าน, ฝังเข็มบางอาการในบ้าน, สมุนไพรพื้นฐานในบ้าน, การบูรณาการล้างพิษ, การบริหารระบบภูมิคุ้มกัน, การแพทย์ฉุกเฉินในบ้าน, การแพทย์ทางเลือก, การออกกำลังกายเพื่อชะลอวัยฯลฯ สนใจสมัครเรียนด่วนก่อนเต็ม ได้ที่สถาบันรังสิตวิชชาลัย มหาวิทยาลัยรังสิต หมายเลขโทรศัพท์ 02-791-5681, 02-791-5683, 02-791-5684

ด้วยความปรารถนาดี
ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์
คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย
มหาวิทยาลัยรังสิต




กำลังโหลดความคิดเห็น...