xs
xsm
sm
md
lg

จากเงินเทียม...ถึงทองคำแท้ๆ (1)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ช่วงที่ผ่านมา...ได้ว่ากันถึงเรื่องการอาศัยเงินเทียม เงินดิจิตอล หรือเงินคริปโตเคอเรนซี เป็นเครื่องมือในการหาทางออก ทางรอดของหลายต่อหลายประเทศ เพื่อรับมือกับแรงกดดัน แทรกแซง แซงชั่น โดย “เผด็จการดอลลาร์” อย่างคุณพ่ออเมริกาไปแล้ว ช่วงนี้เลยขออนุญาตว่าต่อถึงการอาศัยเครื่องมืออีกอย่างหนึ่ง ที่อาจให้ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลได้มากไปกว่าของเทียม เงินเทียม หลายต่อหลายเท่า นั่นคืออาศัยของจริง-ของแท้อย่าง “ทองคำ” นั่นเอง...

โดยเป็นที่ทราบๆ ชนิดไม่ต้องเสียเวลาปิดบังอะไรกันมากมาย ว่าประเทศ “Revisionist Power” หรือ “Rival Power” ของคุณพ่ออเมริกา อย่างประเทศจีนและรัสเซียนั้น ได้บุกตะลุยซื้อทองคำมาเก็บไว้เป็นทุนสำรองของประเทศตลอดช่วงเกือบทศวรรษที่ผ่านมา อย่างชนิดซื้อแหลก ลุยแหลกมาโดยตลอด โดยเฉพาะคุณน้ารัสเซียนั้น เพิ่งมีข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า เพียงแค่ช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ได้กวาดซื้อทองคำในตลาดเข้าไปเก็บอีก 20 ตันเป็นอย่างน้อย จนทำให้ทุนสำรองที่เป็นทองคำของรัสเซียเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,857 ตัน แซงหน้าคุณพี่จีนที่ว่ากันว่ามีปริมาณทองคำสำรองอยู่ที่ประมาณ 1,843 ตัน หรือขึ้นไปเป็นอันดับ 5 ของประเทศที่มีทองคำสำรองสูงสุดในโลกไปแล้ว...

การลุยซื้อทองคำแบบบ้าเลือด แบบเลือดขึ้นหน้า หรือแบบที่นักสังเกตการณ์บางรายถึงกับใช้คำว่า “Furiously Buying” ของคุณน้ารัสเซียนั้น เห็นได้ชัดเจนมาตลอดช่วงระยะ 5 ปีที่ผ่านมา จนบางรายถึงกับสรุปว่า “ทองคำ-น้ำมัน-และแก๊ส” คือ “หมากรุก” ตัวสำคัญในกระดานยุทธศาสตร์ หรือภูมิรัฐศาสตร์ของผู้นำรัสเซียอย่างประธานาธิบดี “วลาดิมีร์ ปูติน” มาโดยตลอด แต่การจะขยับหมากรุกตัวนี้ไปในตาไหนต่อตาไหน จะกินเรือ กินม้า กินโค กินขุน หรือไปๆ-มาๆ อาจต้องกินแกลบ หรือไม่ อย่างไร อันนี้นี่แหละ...ที่นักสังเกตการณ์หลายต่อหลายรายตั้งข้อสันนิษฐาน สมมติฐานไปต่างๆ นานา...

คือถ้าดูจากปริมาณทองคำสำรองที่ประเทศต่างๆ สะสมเอาไว้ ทองคำจีนประมาณ 1,843 ตัน บวกกับทองคำของรัสเซียอีก 1,857 ตัน ก็ยังแทบไม่ถึงครึ่งหนึ่งของทองคำสำรองของคุณพ่ออเมริกา ที่ว่ากันว่ามีอยู่เป็นอันดับหนึ่งประมาณ 8,134 ตันเป็นอย่างน้อย แถมยังไม่ได้นับรวมไปถึงทองคำสำรองของ “IMF” อีกประมาณ 2,000 ตัน รวมๆ กันแล้วนับเป็นหมื่นๆ ตัน ชนิดที่ประเทศอันดับ 5 อันดับ 6 อย่างรัสเซียและจีนจะไปทำอะไรได้ แม้จะไปรวมกับประเทศอันดับ 2 อันดับ 3 อันดับ 4 อย่างเยอรมนี-อิตาลี-ฝรั่งเศส ยังไงๆ...ก็เทียบเคียงปริมาณทองคำที่อยู่ในมือคุณพ่ออเมริกาและบริวารอย่าง “IMF” แทบไม่ได้...

แต่ก็นั่นแหละ...เรื่องทองคำสำรองที่มีอยู่กว่า 8,000 ตันในสหรัฐอเมริกานั้น ถ้าจะถือเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจังไปตามนั้น อาจต้องถอยหลังย้อนยุคไปถึงยุคอดีตประธานาธิบดี “ไอเซนฮาวร์” โน่นเลย คืออาจเข้าไปตรวจสอบ พิสูจน์ นับจำนวนกันในคลัง “Fort Knox” ได้มั่ง แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา...รัฐบาลอเมริกันในแต่ละยุค แต่ละสมัย ก็ไม่เคยเปิดโอกาสให้ใครต่อใครมีโอกาสเข้าไปตรวจสอบ พิสูจน์ หรือนับจำนวนได้เลย แม้มีข่าวลืออัปมงคลว่ารัฐบาลสหรัฐฯ แอบเอามาขาย แอบเอามาใช้หนี้ แทบหมดเกลี้ยงไปแล้ว...

แต่สุดท้าย...ข่าวลือเหล่านี้ก็แทบไม่มีใครสนใจอีกต่อไป เพราะหลังจากปี ค.ศ.1971 เป็นต้นมา รัฐบาลอดีตประธานาธิบดี “นิกสัน” ท่านได้หันไปแก้ไขกฎหมายการเงินของสหรัฐฯ แบบเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีน คือเปลี่ยนจากการที่เงินดอลลาร์สหรัฐในแต่ละดอลลาร์ต้องมี “ทองคำ” หนุนหลัง หรือแบบที่เรียกว่า “Promissory Note” อะไรทำนองนั้น คือ “ธนบัตร” หรือ “บัตรที่เป็นไปตามสัญญา” ชนิดที่ใครถือเงินดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ในมือ สามารถนำไปแลกกับทองคำในคลังสำรองทองคำของสหรัฐฯ ในอัตราส่วนประมาณ 1 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ส่วน 35 ออนซ์ เป็นอย่างน้อย กลายไปเป็น “ธนบัตร” หรือ “เงินตราที่ไม่จำเป็นต้องมีทองคำหนุนหลัง” แบบที่เรียกว่า “Fiat Money” อาศัยแค่ “อุปสงค์-อุปทาน” เป็นตัวกำหนดมูลค่ากันแทนที่ แต่ด้วยเหตุที่อุปสงค์ของประเทศต่างๆ ต่างต้องมีเรื่องพลังงานอย่าง “น้ำมัน” เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง เลยทำให้การนำเอาเงินดอลลาร์ไปใช้เป็นหน่วยชำระทางบัญชีสำหรับการซื้อ-ขายน้ำมันในกลุ่มประเทศโอเปกได้กลายมาเป็นตัวค้ำยันสถานะของเงินดอลลาร์ให้ยังเป็นที่ต้องการของโลกทั้งโลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ จากดอลลาร์ที่เคยมีทองคำหนุนหลัง ก็กลายมาเป็นดอลลาร์ที่มีทองสีดำหนุนหลัง หรือเป็น “Petrodollar” จนใครต่อใครแทบไม่ได้สนใจหรือลืมๆ เรื่องของทองคำกันไปหมดแล้ว...

แต่หลังจากที่เกิด “วิกฤตการเงินโลก” ครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 2008 อันส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ชักเป็นอะไรที่วิปริต ผันผวน จนคาดคำนวณแทบไม่ได้ นับจากจังหวะนี้นี่เอง...ที่ใครต่อใครเริ่มหันมาสนใจ เริ่มเห็นความสำคัญของ “ทองคำ” กันอีกครั้ง โดยเฉพาะประเทศที่มีทองคำสำรองเป็นอันดับสองของโลกอย่างเยอรมนี คิดเป็นปริมาณไม่น้อยกว่า 3,300 ตัน แต่ดันถูกขนไปเก็บไว้ในคลังสำรองของสหรัฐฯ ที่นิวยอร์ก ลอนดอน ปารีส หลังแพ้สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา แถมยังเป็นประเทศที่เป็นแกนหลักของเงินสกุลยูโรซะอีกด้วย เมื่อต้องเจอกับวิกฤตการเงินปี ค.ศ. 2008 ตามด้วยการประกาศแยกตัวของเงินฟรังก์สวิสจากเงินยูโร โดยธนาคารกลางสวิส (Swiss National Bank) เมื่อปี ค.ศ. 2011 อีกต่างหาก ความต้องการที่จะหันกลับไปหา “ทองคำ” หรือนำเอาทองคำมาใช้เป็นเครื่องค้ำยันระบบการเงินของเยอรมนีและยุโรป ด้วยการขอทวงคืนทองคำจำนวนประมาณ 300 ตันจากคลังสำรองของอเมริกาในช่วงปี ค.ศ. 2012 ตามคำเรียกร้องของบรรดานักการเมือง นักเศรษฐกิจ ในเยอรมนี รวมทั้งธนาคารกลางเยอรมนี (Deutsche Bundesbank) จึงเริ่มก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาอีกครั้งว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว...ปริมาณทองคำในคลังสำรองของสหรัฐฯ ที่ว่ากันว่ามีอยู่เป็นอันดับหนึ่งของโลกนั้น ยังคง “มีอยู่” จริงๆ หรือไม่ เพราะหลังจากใช้เวลายาวนานนับเป็นปีๆ ในปี ค.ศ. 2013 คลังสำรองทองคำของสหรัฐฯ หรือ “New York Federal Reserve” สามารถส่งทองคำคืนให้กับเยอรมนีได้เพียงแค่ 5 ตันเท่านั้นเอง!!! อันนี้นี่แหละ...ที่อาจส่งผลให้คุณพี่จีนและคุณน้า “ปูติน” ท่านเลยฉวยจังหวะ “รุกฆาต” ฉวยจังหวะเดินม้าไปกินขุนหรือไม่ อย่างไร...คงต้องอดใจไว้รอวันจันทร์ ค่อยมาแจกแจงกันอีกที...


กำลังโหลดความคิดเห็น...