xs
xsm
sm
md
lg

เทียบงานวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลกับกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา

เผยแพร่:   โดย: ประสาท มีแต้ม

ผมได้ยินชื่อ “โจเซฟ อี. สติกลิตส์ (Joseph E. Stiglitz)” มานานว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันที่ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2544 แต่เพิ่งมาทราบว่า ผลงานที่ทำให้เขา (และเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน) ได้รับรางวัลคืองานวิจัยที่ชื่อว่า “ความล้มเหลวของตลาดอันเนื่องมาจากความไม่สมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของหลายสาเหตุของความล้มเหลว” (จากหนังสือ “ทำไมต้องรู้ทัน??” เขียนโดย พิมลวัฑฒิ์ ชูโต, 2560 คำนิยมโดย ณรงค์ โชควัฒนา ณรงค์ เพชรประเสริฐ และปราโมทย์ นาครทรรพ)

พิจารณาจากหัวข้อวิจัยแล้ว ก็พอจะทำให้เราเข้าใจได้ว่า ระบบตลาดที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นก่อนเชื่อกันว่าระบบจะทำงานด้วย “อุปสงค์” และ “อุปทาน” ของผู้ซื้อและผู้ขาย “ราวกับมือที่มองไม่เห็น” นั้นก็ต้องมาล้มเหลวลงเพราะ “ความไม่สมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร” เป็นสาเหตุหนึ่ง

ผมเองยังไม่มีความรู้ในเรื่องนี้มากนัก แต่เท่าที่ศึกษาอย่างคร่าวๆ ก็พอจะยกตัวอย่างประกอบให้เข้าใจได้ง่ายๆ คือ สมมติว่าถ้าเราซื้อรถยนต์มือสอง ด้วยข้อมูลที่เจ้าของเดิมปกปิดหรือไม่ตรงไปตรงมา แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ซื้อ ลองจินตนาการดูครับ แล้วขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นเป็นโครงการระดับประเทศ

ในการพัฒนาประเทศ เช่น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่-เทพา ที่กำลังเป็นปัญหาจนนำไปสู่การอดอาหารของชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบก็เช่นเดียวกัน ถ้ารัฐบาลต้องตัดสินใจด้วย “ความไม่สมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร” ก็จะนำไปสู่ความล้มเหลวตามที่ผู้วิจัยมือรางวัลที่ถือกันว่ามีเกียรติที่สุดในโลกกล่าวไว้ฉันใดก็ฉันนั้น

ถ้าความล้มเหลวดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผู้ได้รับผลกระทบก็ไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านเท่านั้น แต่หมายถึงคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ รวมทั้งชาวโลกที่ได้พยายามร่วมกันลดสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้วย

ในบทความเมื่อสัปดาห์ก่อน (เรื่อง ยุทธศาสตร์ทำให้ชาติล่มสลายโดยไม่ต้องใช้อาวุธ) ผมได้นำเสนอว่า รายงาน EHIA ของโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ได้นำข้อมูลที่จัดทำในปี 1999 ว่า ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และพลังงานลมมีราคาแพงมากๆ และมีปัญหาอีกสารพัด (ซึ่งปัจจุบันก็ไม่เป็นความจริงแล้ว) มาชี้นำประกอบการตัดสินของรัฐบาล

ในวันนั้นผมยังไม่รู้จักวลี “ความไม่สมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร” แต่มันก็คือสาเหตุที่อาจจะทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจเลือกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแทนที่จะเป็นพลังงานแสงแดด ลม หรือชีวมวล เป็นต้น

เพื่อให้ท่านผู้อ่านที่สนใจได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ผมได้อ้างผลงานวิจัยเรื่องต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนที่ศึกษาโดยองค์กร IRENA ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลที่มีสมาชิกกว่า 150 ประเทศรวมทั้งไทยเราด้วย

ผลงานวิจัยนี้สรุปว่า ภายในปี 2020 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า ต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อหน่วย (LCOE) จากพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดจะถูกกว่าพลังงานฟอสซิล ดังนั้น หากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในวันนี้ กว่าจะได้เดินเครื่อง ต้นทุนไฟฟ้าก็จะแพงกว่าการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนซึ่งจะเป็นผลกระทบต่อคนไทยทั้งประเทศ

ความจริงผมตั้งใจจะกล่าวถึง “ความไม่สมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร” ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งสองแห่งในอีก 2 ประเด็น คือเรื่องการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของไทยในข้อตกลงปารีส และการใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในแผนพีดีพี2015 แต่ได้พอเห็นคำให้สัมภาษณ์ของพลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลแล้ว ผมขอขยายประเด็นสักหน่อย คำสัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า

“พลังงานทุกประเทศในโลกมนุษย์นี้ มีหลักการคิดแบบเดียวกันคือ การจะผลิตไฟฟ้าจะต้องแยกพลังงานออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย พลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานสะอาด เช่น แสงอาทิตย์ น้ำ ลม น้ำมันปาล์ม และพลังงานหลัก ได้แก่ น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน นิวเคลียร์ ซึ่งมีสัดส่วน 70% แต่พลังงานหมุนเวียนมี 30% ที่ต้องกำหนดเช่นนี้เพราะโลกได้เปลี่ยนแปลง เช่น เมื่อปี 59 ที่ภาคใต้ฝนตกตั้งแต่ต้นเดือนธ.ค. ไปหยุดปลายม.ค. ปี 60 ถามว่าพลังงานหมุนเวียนจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตรงกับความต้องการของประชาชนหรือขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้หรือไม่ ซึ่งไม่ได้แน่นอน”(http://www.tnews.co.th/index.php/contents/414720)

ผมขอตั้งข้อสังเกตสั้นๆ 2 ประการครับ

หนึ่ง “หลักการคิด” ที่โฆษกรัฐบาลพยายามจะอธิบาย เป็นหลักการเชิงเทคนิคที่ใช้จัดการในระบบไฟฟ้าหรือในโรงไฟฟ้า แต่หลักการนี้จะต้องสอดคล้องกับหลักการที่ใหญ่กว่า คือ “หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งเป็นคำแนะนำขององค์การสหประชาชาติที่นายกรัฐมนตรีไทยได้ร่วมลงนามไว้ด้วย หลักการดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะนอกจากต้องการจะเยียวยาโลกทั้งใบแล้วยังต้องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมตลอดจนการรักษาแหล่งน้ำจืดและทะเลด้วย เป็นต้น

ระหว่างการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศไม่ว่าถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ กับการใช้พลังงานที่เรามีเองภายในประเทศและอยู่บนหลังคาบ้าน อย่างไหนจะตอบสนอง “หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน” และอย่างไหนจะมีความมั่นคงมากกว่ากัน

ขออีกนิดครับ ถ้ากล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว “หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน” ก็อยู่บน “หลักคุณค่าสำคัญ 2 ประการของความเป็นมนุษย์ (Two Main Values of the People)” คือ (1) มนุษย์ทุกคนต้องมีความเป็นอิสระ และ (2) มนุษย์ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ถามว่า ถ้ามนุษย์ต้องเคารพต่อหลักคุณค่าสำคัญนี้แล้ว มนุษย์ควรจะใช้พลังงานอะไร จึงจะไม่ละเมิดต่อหลักการดังกล่าว ถ่านหิน! ซึ่งนอกจากจะตกเป็นทาสต่อกลุ่มทุนผูกขาดแล้ว ยังไม่รับผิดชอบต่อสังคมด้วย

สอง โฆษกรัฐบาลได้ตั้งคำถามเองตอบเองว่า พลังงานหมุนเวียนไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแน่นอน ย้ำว่า “อย่างแน่นอน” โดยยกเอากรณีฝนตกหนักในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมในพื้นที่ภาคใต้ นอกจากนี้ยังอ้างว่า พลังงานหลัก 70% และพลังงานหมุนเวียน 30%

ผมไม่ทราบว่าท่านไปเอาหลักการนี้มาจากไหน แต่ความจริงต่อไปนี้จะตัดสินเองว่า ข้อมูลหรือความคิดของท่านถูกต้องหรือไม่ หรือล้าหลังแค่ไหน

ความจริงที่ว่านี้คือ ประเทศเยอรมนีได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างน้อย 80% ภายในปี 2050 โดยมีเป้าหมายย่อยว่าจะให้ถึง 35-40% ภายในปี 2025 แต่พอถึงกลางปี 2017 ชาวเยอรมันก็ทำได้ถึง 37.6% เรียบร้อยไปแล้ว โดยน่าจะถึง 40% ก่อนเวลาสัก 5-6 ปีแค่นี้ข้อมูลของเสธไก่อูก็ไม่ถูกต้องแล้ว

ในช่วง 7 สัปดาห์แรกของปีนี้ บางสัปดาห์เยอรมนีผลิตจากพลังงานหมุนเวียนได้ถึง 53% บางสัปดาห์ก็ได้ 28% โดยไม่มีปัญหาใดๆ เขาทำได้อย่างไร ไม่ใช่ปัญหาของเทคโนโลยีเลย แต่เป็นเรื่องของทัศนคติที่ฝังหัว (Mindset) อยู่เท่านั้นเอง (ดูภาพข้างล่างประกอบ)

ถ้าโฆษกรัฐบาลเป็นห่วงในช่วงที่ฝนตกหนักในช่วงธันวาคม-มกราคม แต่อย่าลืมว่าความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้ (และของประเทศ) จะเกิดขึ้นในหน้าร้อนมิใช่หรือ นี่แหละครับ การใช้ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ถูกต้องของรัฐบาลจะทำให้คนสับสนและนำไปสู่ความล้มเหลว

ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด แต่อยากจะเรียนว่าในอีก 6-7 ปี สังคมจะคุ้นเคยกับ “สิ่งปกติใหม่” คือ การมีแบตเตอรี่เก็บไฟฟ้าไว้ใช้เองเหมือนกับการมีตู้เย็นเก็บอาหารในปัจจุบัน ในราคาที่ถูกมากๆ

ขอกลับมาที่อีก 2 ประเด็นที่ผมตั้งใจจะเรียนกับสังคมไทยถึงความไม่ชอบมาพากลของรัฐบาลไทยในเวทีโลก

ประเด็นแรก ทั้งๆ ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในข้อตกลงปารีสว่าจะร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 20-25% จากระดับในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง (คือ ปี 2030) ดังนั้นจึงต้องพยากรณ์ไปในอนาคต รัฐบาลไทยก็ใช้วิธีการศรีธญชัย คือพยากรณ์ให้สูงเกิน แล้วบอกว่า “ฉันได้ลดลงแล้ว” ทั้งที่ความจริงมีการปล่อยเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะอิงกับปี 1995 ซึ่งเกิดขึ้นจริงแล้วเถียงไม่ได้

อีกอย่างหนึ่งเป็นประเด็นต่อเนื่อง บริษัทในประเทศไทยไปสร้างโรงไฟฟ้าลิกไนต์ไว้ในประเทศลาว แล้วส่งไฟฟ้าเกือบทั้งหมดมาขายให้ประเทศไทย เวลาประเทศไทยจะนับกำลังการผลิตติดตั้งก็ถือว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวเป็นกำลังการผลิตของประเทศไทย แต่พอจะนับปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก็ไม่นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย ความจริงเป็นอย่างนี้แหละครับโดยไม่ได้คำนึงถึงศักดิ์ศรีของประเทศเลย

ประเด็นที่สอง ในกรอบการใช้เชื้อเพลิงของแผนพีดีพี 2015 กำหนดว่า ในปี 2569 จะใช้เชื้อเพลิงถ่านหินในสัดส่วน 20-25% แต่พอถึงปี 2560 การใช้ถ่านหิน (และลิกไนต์)ผลิตไฟฟ้าได้ถึง 24.7% เรียบร้อยแล้วหรือถึงเป้าหมายสูงสุดแล้ว ก่อนเวลาถึง 9 ปี

แต่ก็เช่นเดียวกับเรื่องการปล่อยก๊าซคือ พยายามทำให้คนสับสน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ผมนำมาเสนอข้างล่างนี้อาจะมีความคลาดเคลื่อนบ้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลมาจาก 2 หน่วยงาน อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้อมูลในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2560 เป็นการคาดการณ์



ในขณะที่พลังงานหมุนเวียน (รวมพลังน้ำ) ที่แผนพีดีพี 2015 มีกรอบว่าจะต้องมีสัดส่วน 10-20% ในปี 2569 พบว่า ในปี 2560 ยังอยู่ที่ 9.7% (จากตาราง 5.5-2 ของ สนพ.)หรือยังไม่ถึงระดับต่ำสุดในปี 2569

ผมอยากจะสรุปว่า สำหรับพลังงานสกปรกแล้ว รัฐบาลนี้ขยันทำได้ถึงระดับสูงสุดก่อนกำหนดเวลา แต่สำหรับพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รัฐบาลนี้กลับอืดอาดมาก

นี่แสดงว่าแผนพีดีพี 2015 ไม่ได้มีความหมายอะไร เขียนไว้เพียงเพื่อเป็นข้ออ้างในการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้นเอง

จากที่กล่าวมาแล้ว คือ “ความไม่สมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร” ทั้งที่ผู้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมนำเสนอรัฐบาล ทั้งที่รัฐบาลเสนอต่อเวทีโลก รวมทั้งที่โฆษกรัฐบาลนำเสนอต่อสังคมไทยล้วนแต่จะนำไปสู่ปัญหาคือความล้มเหลวของการพัฒนา

เรื่องการนำพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนจำนวนมากมาผลิตไฟฟ้าที่ประเทศเยอรมนีกำลังกระทำอยู่ กำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศทั่วโลก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือการลงทุนแต่อย่างใด เมื่อประมาณ 2 ปีมาแล้ว ประธานระบบสายส่งไฟฟ้าของจีน (คุณ Liu Zhenya) ได้กล่าวในที่ประชุมระดับโลกที่รัฐเท็กซัสว่า “มีอุปสรรคเดียวที่เราจะต้องก้าวข้ามคือทัศนคติเท่านั้น ไม่ได้มีความท้าทายในเชิงเทคโนโลยีแต่ประการใด”

แต่กระทรวงพลังงานและนักวิชาการไทยบางส่วนยังพูดแบบแผ่นเสียงตกร่องว่าไม่ได้ๆ