xs
xsm
sm
md
lg

คดีเงินทอนวัด : บุญผสมบาป

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

“คฤหัสถ์เลว ก็ดี สมณะเลว ก็ดี เลวเหมือนกัน” นี่คือธรรมบทหนึ่งซึ่งมีที่มาปรากฏในธรรมบทภาคหนึ่งเรื่อง จักขุบาล

โดยนัยแห่งธรรมบทนี้หมายความว่า คฤหัสถ์หรือนักบวชกระทำความชั่ว ย่อมได้รับแห่งกรรมชั่วเท่ากัน

อีกนัยหนึ่ง ความชั่ว ความเลว มิได้ขึ้นอยู่กับเพศ ภาวะ และสถานะทางสังคมของผู้กระทำ แต่ขึ้นอยู่กับประเภทหรือชนิดของการกระทำหรือที่เรียกว่า กรรมตามความหมายแห่งคำสอนของพระพุทธองค์

ดังนั้น การเป็นคนดี และการเป็นคนเลวตามนัยแห่งคำสอนของพุทธศาสนาเกิดจากการกระทำของบุคคลนั้นเอง ไม่มีใครทำให้ใครเป็นคนดีหรือเป็นคนเลวได้นอกจากตัวของเขาเอง

ด้วยเหตุนี้ ความเป็นผู้บริสุทธิ์และความเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์จากการกระทำผิดในทางพุทธศาสนา ถือว่าเป็นเรื่องจำเพาะตัวไม่มีใครทำให้ใครพ้นผิดได้ ซึ่งต่างจากความเป็นผู้บริสุทธิ์ อันเกิดจากกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีบุคลากรผู้รักษากฎหมายดำเนินการใน 3 ขั้นตอนคือ รับแจ้งความ และสอบสวนเพื่อรอตัวผู้กระทำผิดสั่งฟ้อง และไม่สั่งฟ้อง และพิพากษาตัดสินตามพยานหลักฐาน

ดังนั้น ความเป็นผู้บริสุทธิ์ในกระบวนการยุติธรรม มีทั้งสอดคล้องและไม่สอดคล้องกับคำสอนของพุทธศาสนา เนื่องจากปัจจัยภายนอกที่สามารถทำให้ความบริสุทธิ์ยุติธรรมผันแปรเป็นความไม่ยุติธรรมได้ เช่น ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ต้องหากระทำผิด (ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเป็นคนกระทำผิด)

ส่วนว่าการที่พยานหลักฐานไม่เพียงพอเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น เป็นเรื่องของโลกแห่งปุถุชน ซึ่งมีตั้งแต่อำนาจแฝงเร้น แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในขั้นตอนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด และการสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ไปจนถึงการติดสินบนเพื่อการบิดเบือนคดีจากเป็นคนผิดให้พ้นผิด เป็นต้น

แต่ในแง่ของกฎแห่งกรรม ตามนัยแห่งคำสอนในทางพุทธศาสนา คนทำกรรมใดไว้ จะต้องได้รับผิดของกรรมนั้น

ดังนั้น ถ้ายึดถือตามคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว คนกระทำผิดจะต้องได้รับผลของการกระทำผิด เป็นคนมีความทุกข์ และความเดือดร้อนสืบเนื่องจากผลของกรรมนั้นแน่นอน

แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ผู้คนในสังคมไทยถูกครอบงำ ด้วยวัตถุนิยมเช่นทุกวันนี้ ดูเหมือนกฎแห่งกรรมไม่ทำให้คนชั่ว คนเลว เกรงกลัวต่อการกระทำชั่ว ทั้งนี้จะเห็นได้จากคดีทุจริตในคดีเงินทอนวัดเป็นตัวอย่าง

ทุจริตในคดีเงินทอนวัดเกิดขึ้นได้อย่างไร และพระภิกษุฝ่ายปกครองวัดมีส่วนกระทำผิดทั้งทางพระวินัย และทางกฎหมายหรือไม่?

ก่อนที่จะตอบคำถามข้างต้น ผู้เขียนใคร่ขอทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านเกี่ยวกับความหมาย และที่มาของคำว่า เงินทอนวัด ก่อน

คำว่า เงินทอนวัด เป็นคำที่สื่อมวลชนเรียกการทุจริตงบอุดหนุนการศึกษา และงบปฏิสังขรณ์ซึ่งทางรัฐบาลจัดให้แก่วัดในทางพุทธศาสนา โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นผู้กำกับดูแล และจัดสรรให้แก่วัดต่างๆ ที่ขอมา

ส่วนประเด็นว่า การทุจริตที่เรียกว่า เงินทอนวัด เกิดขึ้นได้อย่างไรนั้น ดูเหมือนสื่อแขนงต่างๆ ได้นำเสนอไปแล้วโดยละเอียด

ดังนั้น ในบทความนี้จะขอนำเสนอโดยสังเขป โดยแยกเป็นประเด็นดังนี้

1. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้จัดสรรงบประมาณอุดหนุนการศึกษา และงบประมาณปฏิสังขรณ์เสนาสนะ และอาคารสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาให้แก่วัดต่างๆ ที่ขอมา

2. แต่เมื่อได้นำเงินเข้าบัญชีวัดแล้ว กลับมีเงื่อนไขให้ทางวัดโอนเงินส่วนหนึ่งจากเงินก้อนนี้คือให้เจ้าหน้าที่ของสำนักพุทธฯ บางคน และการโอนเงินคืนนี้เองเรียกว่า เงินทอนวัด ซึ่งเข้าข่ายทุจริตผิดกฎหมาย

จาก 2 ประเด็นข้างต้น เจ้าหน้าที่ของสำนักพุทธฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้ถูก ป.ป.ช.สอบสวน และชี้มูลความผิดไปแล้วหลายคน และยังมีอีกหลายคนเข้าข่ายความผิดในกรณีเดียวกันนี้ จึงเป็นอันว่าเวลานี้ การทุจริตเงินทอนวัดได้มีการดำเนินการแล้วในขั้น ป.ป.ช.ส่วนจะมีความผิดถึงขั้นลงโทษในชั้นศาลหรือไม่มากน้อยเพียงไร จะต้องรอดูกันต่อไป

แต่ที่น่าจะได้มาวิเคราะห์เพิ่มเติมก็คือ ในส่วนที่เกี่ยวกับพระภิกษุ ซึ่งพัวพันกับเรื่องนี้ว่าเข้าข่ายผิดทางพระวินัย และกฎหมายหรือไม่? เป็นเรื่องที่ชาวพุทธให้ความสนใจ ทั้งนี้ด้วยเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. ในการของบประมาณอุดหนุน ไม่ว่าจะเป็นงบอุดหนุนการศึกษา หรืองบปฏิสังขรณ์ เจ้าอาวาสหรือผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมายให้ปฏิบัติการแทน จะต้องลงนามในหนังสือและเอกสารประกอบการของบ

2. เมื่องบประมาณที่ขอไปได้รับการอนุมัติ และส่งเงินมาให้เจ้าอาวาสหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะต้องรับทราบ

3. เงินทั้งหมดที่ได้รับการอุดหนุนเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด มิใช่ของเจ้าอาวาสหรือผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมาย ดังนั้น เจ้าอาวาสหรือผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมายจะโอนให้ใครต่อไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการอนุมัติจากสงฆ์

ด้วยเหตุปัจจัย 3 ประเภทดังกล่าว เจ้าอาวาสหรือผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมายที่ทำการโอนเงินคืนให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯ จึงเข้าข่ายศีลวิบัติ คือล่วงละเมิดศีลถึงขั้นเป็นปาราชิก เนื่องจากเงินที่โอนไปเป็นของสงฆ์ และมูลค่าของเงินเกิน 5 มาสก (ประมาณ 300 บาท) ซึ่งพอจะเทียบเคียงได้กับกรณีที่พระภิกษุกับคฤหัสถ์ในต่างประเทศ และคฤหัสถ์ซื้อของมีค่าซึ่งจะต้องเสียภาษีที่ด่านศุลกากร แต่ได้ฝากของนั้นไว้กับพระภิกษุ โดยหวังจะหลบเลี่ยงการตรวจค้น เมื่อภิกษุนำของนั้นผ่านด่าน โดยไม่มีการตรวจค้นข้อมูลภาษีที่จะต้องเสียเกิน 5 มาสก พระภิกษุรูปนั้นต้องอาบัติปาราชิก

ด้วยเหตุนี้ ทางฝ่ายองค์การปกครองสงฆ์ควรจะได้หยิบยกเรื่องเงินทอนวัด ขึ้นมาสอบสวนเจ้าอาวาสหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายของเจ้าอาวาส เป็นต้น เหตุให้เกิดคดีเงินทอนวัดขึ้นมาสอบสวน โดยการตั้งคณะวินัยกรณีนี้ขึ้นมาดำเนินการ เพื่อเป็นการชำระล้างมลทินในวงการสงฆ์ไปพร้อมๆ กับการปฏิรูปสำนักพุทธฯ