xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนจากการใช้อำนาจ โดยขาดความชอบธรรม

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

<b>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี</b>
“อำนาจเป็นใหญ่ในโลก ซึ่งแปลจากภาษาบาลีที่ว่า วโส อิสฺริยํ โลเก” นี่คือพุทธพจน์ที่สอนเกี่ยวกับอำนาจ และยังมีคำสอนเกี่ยวกับการมีอำนาจ และการใช้อำนาจว่าอำนาจที่เกิดขึ้นแก่คนโง่ ย่อมทำลายคนโง่ เหมือนกับข้าวขุยไผ่ที่เกิดมาทำลายต้นไผ่ (มีต้นไผ่ชนิดหนึ่ง เมื่อออกดอกและมีเมล็ดที่เรียกว่า ข้าวขุยไผ่แล้วต้นไผ่ก็จะตาย)

คำว่า คนโง่ในภาษาบาลีเรียกว่า พาล โดยมีความหมายในเชิงอรรถว่าคือคนที่ไม่มีสติปัญญากำกับการคิด การพูด และการกระทำของตนเอง แต่แสดงออกซึ่งพฤติกรรมภายใต้ความต้องการที่ผลักดันโดยสัญชาตญาณเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อคนโง่หรือคนพาลซึ่งมีอำนาจ อันเกิดจากการมีตำแหน่งหน้าที่ (Authority Power) ก็จะคิด พูด และทำทุกอย่างโดยปราศจากคุณธรรมอันได้แก่ สติปัญญากำกับ และในที่สุดผลของคิด พูด และทำก็จะทำลายตนเอง และคนรอบข้าง

โดยนัยแห่งพุทธพจน์และคำอธิบายขยายความข้างต้น ก็เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นผลเสียอันเกิดจากการใช้อำนาจปราศจากธรรมกำกับ

เกี่ยวกับการใช้อำนาจปราศจากธรรมกำกับ และทำให้ผู้ใช้อำนาจได้ประสบกับวิบากกรรมทั้งทางสังคม และกฎหมาย ซึ่งท่านผู้อ่านที่เกิดและเติบโตพอจะเรียนรู้และจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมืองไทยที่นับได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญถึงขั้นต้องจารึกเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่อไปนี้ได้

1. การชุมนุมขับไล่รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ของบรรดานักศึกษาในเดือนตุลาคม 2516 และการชุมนุมในครั้งนั้นทำให้ผู้นำรัฐบาลต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง แล้วกลับเข้ามาในประเทศและวางมือจากการเมืองอยู่อย่างสงบ

2. การชุมนุมขับไล่รัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และจากการชุมนุมครั้งนั้นทำให้ผู้นำรัฐบาลถูกกองทัพทำการรัฐประหาร และถูกฟ้องร้องดำเนินคดี แต่ในที่สุดก็หนีโทษจำคุกออกนอกประเทศ และเร่ร่อนอยู่ในต่างแดนจนวันนี้ และในขณะที่อยู่ต่างแดนก็แสดงบทบาททางการเมืองผ่านทางตัวแทนเรื่อยมา ไม่มีทีท่าว่าจะวางมือจากการเมืองแต่อย่างใด

3. การชุมนุมขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ของมวลชนในนาม กปปส.ในปี 2556-2557 และผลการชุมนุมในครั้งนั้น ทำให้กองทัพทำการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาล และฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้นำรัฐบาล จบลงด้วยการที่ศาลตัดสินจำคุก 5 ปี แต่จำเลยได้หลบหนีออกนอกประเทศก่อนที่ศาลพิพากษาตัดสินเพียง 1 วัน แต่ศาลก็ตัดสินลับหลังจำเลย

นอกจากผู้นำรัฐบาลแล้ว ยังมีรัฐมนตรีในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ พร้อมกับพวกถูกดำเนินคดี และต้องโทษจำคุกไปก่อนหน้านี้แล้วส่วนหนึ่ง

จากเหตุการณ์ชุมนุมขับไล่รัฐบาลทั้ง 3 ครั้งเกิดจากผู้มีอำนาจใช้อำนาจโดยปราศจากธรรมกำกับ และ 2 ใน 3 ครั้งผู้นำได้พบกับวิบากกรรมที่ทำให้ตกเป็นจำเลยทั้งทางสังคม และกฎหมาย

ส่วนรายละเอียดของการชุมนุมในส่วนของเหตุว่า มีการใช้อำนาจปราศจากธรรมอย่างไร และใครเป็นผู้ใช้ ถ้าท่านผู้อ่านต้องการรู้สามารถไปค้นจากหนังสือพิมพ์เก่าๆ ในยุคนั้นๆ

แต่ในที่นี้ ขอนำมาเพียงผลของการชุมนุมขับไล่ซึ่งเกิดขึ้นกับผู้นำรัฐบาล ก็เพื่อเป็นบทเรียนเตือนใจผู้มีอำนาจทั้งในปัจจุบัน และอนาคตว่าอย่าทำอะไรซึ่งหมิ่นเหม่ต่อการลุอำนาจ และขาดความชอบธรรม โดยขอให้ย้อนไปดูเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในอดีต จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของชะตากรรมทางการเมือง เฉกเช่นผู้นำในอดีต และคำเตือนนี้เป็นพิเศษ สำหรับผู้นำรัฐบาลในปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้มว่าจะสืบทอดอำนาจ โดยการกลับมาเป็นผู้นำรัฐบาลอีกครั้งหลังจากมีการเลือกตั้งในปลายปี 2561 ทั้งนี้อนุมานทางตรรกศาสตร์ โดยอาศัยเหตุปัจจัยดังต่อไปนี้

1. จากปี 2560 ถึงต้นปี 2561 รัฐบาลภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ระดมมาตรการช่วยเหลือคนจนหรือที่เรียกว่า ผู้มีรายได้น้อย ภายใต้โครงการประชารัฐในรูปแบบต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่หวังผลสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ในทำนองเดียวกันกับนโยบายประชานิยมในยุคของรัฐบาลในระบอบทักษิณ

2. ในช่วงนี้มีข่าวว่าจะมีการตั้งพรรคการเมืองเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจ เพื่อสนับสนุนให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย และดูเหมือนพล.อ.ประยุทธ์ เองก็มิได้ปฏิเสธเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะมีก็เพียงการตอบแบ่งรับแบ่งสู้เท่านั้น

3. ในการประชุม ครม.สัญจรในต่างจังหวัด พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาลได้ถือโอกาสพบปะประชาชนเป็นการทดสอบคะแนนนิยมทางการเมืองไปพร้อมกัน

แต่ที่ยิ่งกว่านี้ก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถือโอกาสพบปะกับอดีต ส.ส.เจ้าของพื้นที่เป็นการผูกสายสัมพันธ์ทางการเมืองไปด้วยในตัว

4. ล่าสุดการเสนอออกกฎหมาย ป.ป.ช.นอกจากเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช.แล้ว ยังมีการรับรองการอยู่ครบ 9 ปีของ ป.ป.ช.ในท่ามกลางเสียงคัดค้านท้วงติงของผู้มีความรู้ว่า อาจเข้าข่ายขัดกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ สนช.ก็ผ่านกฎหมายนี้ไป จึงทำให้เกิดข้อกังขาว่า ทำเรื่องนี้ทำไม และทำเพื่อใคร และคำตอบที่ได้จากการคาดการณ์ก็คือ อาจใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองปกป้องตนเอง และใช้เป็นเครื่องมือกำจัดหรือต่อรองทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้ามก็ได้

จากเหตุปัจจัยที่นำมาเป็นข้ออนุมาน 4 ประการข้างต้น ทำให้มองได้ว่าเป็นไปได้ที่พล.อ.ประยุทธ์ อาจกลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัยหนึ่งหรือไม่ บางคนใน ครม.ชุดนี้เตรียมลงสู่สนามการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นได้

แต่การสืบทอดหรือไม่สืบทอดมิใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่มีอำนาจแล้วใช้อำนาจอย่างไรต่างหาก


กำลังโหลดความคิดเห็น