xs
xsm
sm
md
lg

ป้อม-ผบ.ทสส.ข้อมูลย้อนแย้ง ตั้งกก.สอบแซต แฉระบบงานตท.เละผบ.ละเลยรุ่นพี่ซ่อมรุ่นน้อง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


"ประวิตร" ลั่นเป็น นตท. ต้องพร้อมถูกซ่อม ระบุเคยโดนจนสลบ แต่ไม่ตาย แจง“น้องเมย”เสียชีวิต เพราะสุขภาพไม่ดี ชี้ถูกซ่อมจนหยุดหายใจไปครั้งหนึ่ง เป็นฮีตสโตรก ขณะ ผบ.ทสส. แก้ทันควัน ยัน“น้องเมย”ไม่เป็นฮีตสโตรก พร้อมตั้งคณะกรรมการสอบข้อความแชต แฉโดนรุ่นพี่ซ่อม ด้าน สนว.ยธ. ยืนยันไม่พบอวัยวะภายในบางส่วน ก่อนแจ้งพนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ติดตาม สมอง หัวใจ กระเพาะอาหาร มาตรวจวันนี้ คาดรู้ผลภายใน 7 วัน ด้าน "พ่อน้องเมย" โอด “ข้อมูลย้อนแย้ง” ทุกคนชิ่งเอาตัวรอด มืดมนไร้ทางออก

เมื่อเวลา 09.00 น. วานนี้( 22 พ.ย.) ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีการเสียชีวิตของ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 หลังบิดามารดา นำร่างไปชันสูตรพลิกศพ พบว่า อวัยวะภายในหาย และยังติดใจสาเหตุการเสียชีวิต ว่า ทางกองบัญชาการกองทัพไทย ชี้แจงไปหมดแล้ว รวมถึงมีภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐาน และมีการแจ้งลงบันทึกประจำวัน ทุกอย่างว่าไปตามระเบียบ และกฎหมาย อีกทั้งทางแพทย์ได้ประสานไปยังผู้ปกครองให้มารับอวัยวะภายในคืนได้แล้ว จำนวน 4 ชิ้น ภายหลังการตรวจพิสูจน์

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ผ่านมา 1 เดือน และทาง รร.เตรียมทหาร ได้ติดต่อพูดคุยกับครอบครัวของน้องเมย รวมถึงการช่วยเหลือจัดงานฌาปนกิจศพ ซึ่งตนเห็นใจกับครอบครัว เพราะเป็นลูกชายเพียงคนเดียว พ่อแม่ก็ต้องเสียดาย อีกทั้งยังเป็นนักเรียนเตรียมทหารด้วย

ส่วนเรื่องชิ้นส่วนอวัยวะที่ถูกตัดไปตรวจพิสูจน์นั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการปกปิดข้อมูล และทางพนักงานสอบสวน ก็ได้รายงานเรื่องดังกล่าวแล้ว ถือเป็นขั้นตอนทางการแพทย์ และทางพ่อแม่ ก็ไม่ได้แจ้งมาเช่นกันว่า ยังไม่ได้รับชิ้นส่วนดังกล่าวคืน

"ผมยืนยันว่า เด็กเสียชีวิต เนื่องจากสุขภาพของเด็กเอง ไม่มีการซ้อมอะไรทั้งสิ้น เขาป่วย และเชื่อว่าทางโรงเรียน ไม่ได้ปิดบังข้อมูล แม้ว่าบริเวณที่เด็กล้มลง จะไม่มีภาพวงจรปิดก็ตาม เพราะหากเสียชีวิต ใครจะมาปิดบังสาเหตุก็ไม่ได้" พล.อ.ประวิตร กล่าว

เมื่อถามว่า หากเด็กสุขภาพไม่ดี ทำไมถึงเข้าเรียน รร.เตรียมทหารได้ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนก็อยากทราบเช่นกัน แต่ตอนรับสมัครก็มีแพทย์ตรวจคัดกรองแล้ว แต่อาจมาเป็นช่วงตอนเข้าเรียน ซึ่งเด็กเป็นโรคฮีตสโตรก ส่วนที่มีการเปิดเผยบันทึกประจำวันของน้องเมย ที่ระบุว่า โดนซ่อมนั้น ตนคิดว่า ก็โดนซ่อมกันทุกคน ตนก็เคยโดนมาเหมือนกัน เช่น วิดพื้น วิ่ง สก๊อตจั๊ม แบบไม่ต้องถูกตัวกัน และการซ่อมก็ไม่ได้มากมายอะไร ขณะเดียวกันประเด็นที่น้องเมยเคยโดนซ่อมจนหยุดหายใจไปครั้งหนึ่งนั้น เพราะเขาเป็นโรคฮีตสโตรก ซึ่งการเป็นโรคนี้ เกิดจากการฝึก หรือแม้แต่ยืนตากแดดเฉยๆ ก็เป็นได้ เพราะอากาศร้อน ใครจะไปรู้ว่าน้องเมย จะมีภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลัน พร้อมทั้งยืนยันว่า การซ่อมไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เมื่อถามต่อว่า หากการลงโทษ หรือซ่อมเกินกำลังคนจะรับได้ จะทำอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ผมก็เคยโดนซ่อม จนเกินกำลังจะรับได้ และสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย เรื่องเหล่านี้ก่อนจะรับเด็กเข้ามา ต้องตรวจเช็กร่างกายเป็นอย่างดี แต่เข้ามาแล้ว เป็นโรคฮีตสโตรก ก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ที่ผ่านมาสัดส่วนนักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตจากโรคนี้ จะน้อยมาก แม้ว่าจะโดนซ่อม แต่ร่างกายแข็งแรง

เมื่อถามอีกว่า จะแก้ไขปัญหาพวกนี้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ก็ไม่ต้องเข้ามาเรียน ไม่ต้องมาเป็นทหาร เราเอาคนที่เต็มใจ"

เมื่อถามย้ำว่า การเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ต้องเตรียมใจเรื่องการดำรงวินัย หรือการถูกซ่อม ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า“ใช่” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า แต่เด็กควรเสียชีวิตด้วยเหตุผลอื่น เช่น การออกสงคราม หรือการต่อสู้กับผู้ร้าย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า กรณีนี้เด็กเสียชีวิต เพราะไม่สบาย ถ้าให้ตนเลือกตายได้ ก็ขอตายในสนามรบ

จากนั้น เวลา 10.00 น. พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ให้สัมภาษณ์ ชี้แจงแก้ข่าวภายหลังกรณีที่ พล.อ.ประวิตร ระบุว่าน้องเมย เป็นโรคฮีตสโตรก ว่า นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว ไม่มีสภาวะการเป็นโรคฮีตสโตรก โดยทางแพทย์ที่ดูแลชี้แจงแล้ว แต่คาดว่าน้องเมย น่าจะมีโรคประจำตัว แต่โรคประจำตัวนั้นไม่ได้ร้ายแรง และขัดต่อการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร ทั้งนี้ ตนได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีที่มีข้อความสนทนาออนไลน์ ของน้องเมย หลุด และระบุว่าถูกรุ่นพี่ซ่อม เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อไป

"บางครั้งการซ่อม เป็นเรื่องอบรมวินัยของนักเรียนเตรียมทหาร ถือเป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องมีการซ่อม เพราะเป็นการสร้างวินัยในการแปรสภาพ จากพลเรือนไปสู่การเป็นทหาร แต่ไม่สามารถซ่อมเกินกรอบที่กำหนดเอาไว้ได้ หากเป็นเช่นนั้น ถือว่ามีความผิด และจะต้องมีการสอบสวนเพื่อลงโทษ ในส่วนของนักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว ผู้ปกครองระบุว่า มีการโดนซ่อมด้วย ซึ่งเราก็จะสอบสวนตรงนี้ทั้งหมด ขณะนี้เราต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ ให้ดีที่สุด โดยเฉพาะข้อข้องใจของครอบครัว เราก็จะชี้แจงทั้งหมด ซึ่งจะมีขั้นตอนทางการแพทย์ ระเบียบวินัย รวมถึงเพื่อนๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์" พล.อ.ธารไชยยันต์ กล่าว

พร้อมทั้งยืนยัน ระบบให้รุ่นพี่ปกครองรุ่นน้องในโรงเรียนเตรียมทหารยังคงต้องมีอยู่ เพราะเด็กเหล่านี้ จะต้องเข้าสู่การคัดเลือกเหล่า ว่าจะสังกัด ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และตำรวจต่อไป

ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยผู้เสียชีวิต ไม่ได้มีอาการฮีตสโตรก ซึ่งกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญเรื่องการฝึกทุกระดับ ตั้งแต่นักเรียนเตรียมทหารเป็นต้นไป ยืนยันทุกชีวิตมีค่า แต่จะต้องมีการฝึกเพื่อให้เตรียมพร้อมทำการรบ คงไม่มีใครอยากให้เกิดการสูญเสีย

** สนว.ยธ.ยันเก็บอวัยวะไปตรวจไม่ผิด

ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม (สนว.ยธ.) นายสมณ์ พรหมรส ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมด้วยนพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะโฆษก และพญ.ปานใจ โวหารดี ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนางานนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะรองโฆษก ร่วมแถลงข่าวกรณีการผ่าพิสูจน์ชันสูตรศพ นตท.ภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย หลังพนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ ได้ส่งเรื่องให้ทำการผ่าชันสูตร รอบที่ 2

นายสมณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา สนว.ยธ.ได้รับเรื่องจากพนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ จ.นครนายก ให้ช่วยตรวจผ่าชันสูตรศพ นตท.ภคพงศ์ เป็นครั้งที่ 2 ต่อมา วันที่ 27 ต.ค. ทางสนว.ยธ. ได้รับเรื่องดังกล่าวไว้ จากนั้น วันที่ 30 ต.ค. ก็มีการตั้งคณะทีมแพทย์เชี่ยวชาญ 3 คน ดำเนินการตรวจผ่าศพ ถัดมา วันที่ 1 พ.ย. ทีมแพทย์ลงมือทำการผ่าพิสูจน์ ปรากฏว่าไม่พบอวัยวะภายในร่างกายบางส่วน ประกอบด้วย สมอง หัวใจ และกระเพาะอาหาร กระทั่ง วันที่ 3 พ.ย. ได้ประสานให้พนักงานสอบสวน สภ.องครักษ์ ดำเนินการติดตามหาอวัยวะ เพื่อนำมาตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลการผ่าพิสูจน์ได้ เนื่องจากอวัยวะร่างกายยังไม่ครบ เพราะสมองและหัวใจ สามารถบอกสาเหตุการเสียชีวิตได้ จึงต้องนำอวัยวะทั้งหมด มาตรวจสอบก่อน ถึงจะสรุปผลการผ่าพิสูจน์ได้

"อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 23 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ทางสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า จะนำอวัยวะทั้ง 3 ชิ้นดังกล่าว ที่ไม่ครบ ส่งกลับมาให้ สนว.ยธ. ตรวจผ่าพิสูจน์ และคาดว่าประมาณ 1 สัปดาห์ จะทราบสาเหตุการเสียชีวิตได้ รวมทั้ง ไม่จำเป็นต้องผ่าตรวจร่างกายของ นตท.ภัคพงศ์ ซ้ำอีกครั้ง เพราะได้ผ่าตรวจไปหมดแล้ว ยืนยันให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย พร้อมทั้งให้ญาติผู้เสียชีวิต เข้ามาดูการผ่าพิสูจน์ด้วย" นายสมณ์ กล่าว

ด้าน นพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับการเสียชีวิต มี 2 ลักษณะ คือ 1. การเสียชีวิตตามธรรมชาติจากสาเหตุการป่วยตาย หมอจะวินิจฉัยเพิ่ม โดยผ่าชันสูตร ซึ่งต้องมีการขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางญาติ แต่การผ่าพิสูจน์อาจยังวินิจฉัยไม่ได้ทันที อาจขออวัยวะบางส่วนมาตรวจสอบให้ละเอียด ซึ่งมีกระบวนการหลายขั้นตอน และ 2. การเสียชีวิตโดยไม่ใช่แบบธรรมชาติ เช่น ถูกคนอื่นฆ่าให้ตาย หรือโดยสัตว์ทำ อุบัติเหตุ หรือไม่ปรากฏเหตุ โดยแพทย์สามารถผ่านำชิ้นเนื้ออวัยวะไปตรวจสอบได้ ซึ่งหากอวัยวะใดน่าจะมีประประโยชน์ ต้องมีการขออนุญาตจากญาติเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน ซึ่งแนวทางปฏิบัติของแพทย์แต่ละคน ไม่เหมือนกัน ในความจริงแล้ว สามารถนำอวัยวะไปตรวจสอบได้ตามหลักการ ขณะเดียวกันทาง สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า เป็นสถาบันที่มีนักเรียนแพทย์ศึกษาอยู่ด้วย เมื่อเกิดกรณีการตายผิดธรรมชาติ แบบพิเศษ อาจจะมีการเก็บชิ้นส่วนอวัยวะเพื่อให้นักศึกษาแพทย์ได้ทำการศึกษาต่อไป

นพ.ไตรยฤทธิ์ กล่าวอีกว่า สภาพร่างกาย และอวัยวะของผู้เสียชีวิตนั้น ยังเป็นปกติดีในตอนผ่า เพราะมีการแช่ฟอร์มาลีน สภาพก็ยังอยู่เหมือนเดิม รวมถึงประเด็นการนำอวัยวะของผู้ตายออกไป โดยไม่แจ้งญาตินั้น ตรงนี้ทางสถาบันฯ ไม่สามารถตัดสินตอบเองได้ แต่จะมีสภาองค์กรวิชาชีพหรือแพทยสภา สามารถบอกได้ว่า ผิดจรรยาบรรณหรือไม่

นอกจากนี้ กรณีที่สื่อมวลชนถามว่า มีการปั๊มหัวใจ หรือ CPR ผู้เสียชีวิต 4 ชั่วโมง จนกระดูกซี่โครงหัก ไม่สามารถตอบได้ แต่ขึ้นอยู่กับเคสของผู้ป่วยที่ต้องทำจนกว่าจะฟื้นขึ้น ซึ่งการทำ CPR มีหลายแบบ เช่น การให้ท่ออากาศหายใจ เป็นต้น ไม่จำเป็นต้องปั๊มหัวใจอย่างเดียว

ส่วนทาง พญ.ปานใจ กล่าวว่า สำหรับการเก็บชิ้นอวัยวะทางแพทย์สามารถเก็บได้โดยไม่ต้องแจ้งญาติ แต่จะดูความสำคัญในขณะนั้นเป็นอันดับแรก ว่าแพทย์จะนำไปตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ ในประเทศไทยยังไม่มีแผนปฏิบัติ ว่าจะต้องแจ้งญาติทุกครั้ง แต่เพื่อให้สบายใจทุกฝ่ายก็ควรแจ้งให้ญาติทราบ

*** 'พ่อน้องเมย'เศร้า...“ยังมืดมนไร้ทางออก”

ขณะที่พ่อน้องเมย “พิเชษฐ์ ตัญกาญจน์” ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ในรายการ “เป็นเรื่อง!” ทางช่อง News1 เมื่อวานนี้ (22 พ.ย.) ว่า ไม่เชื่อในคำแถลงการณ์ของโรงเรียนเตรียมทหาร และผบ.สส. ที่พยายามบ่ายเบี่ยง และยังไม่แน่ใจอวัยวะของน้องเนยยังอยู่ครบหรือไม่ รวมทั้งข้อมูลหลายมีข้อพิรุธ ทั้งสาเหตุการเสียชีวิตที่ระบว่า หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หรือหัวใจล้มเหลว

พร้อมกันนี้ ข้อมูลยังมีความย้อนแย้งกันเอง เช่น การตัดชิ้นเนื้อบางส่วน ของอวัยวะลูกผมบางส่วน เอาไปย้อมสี หรือ แช่แข็ง ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจเขานะ แต่นี่คือตัดไปหมดเลย มันคืออะไรครับ ผมก็เลยเรียนตามตรงว่าถ้าสมองก็ดี หัวใจก็ดี หรือ กระเพาะก็ดี เขาบอกว่าตัดบางส่วน ตรงนี้เหรอครับที่บอกว่าบางส่วน แล้วเขาชอบมาใช้บางส่วนว่า เข้าใจกันผิด สื่อสารกันผิด ชอบใช้คำพูดลักษณะอย่างงี้ ผมก็เลยไม่มีความเชื่อ เพราะการตอบแต่ละครั้งเหมือนกับเอาตัวรอดคนเดียว รวมถึงยังไม่มีการแจ้งล่วงหน้า จนกระทั่งต้องรู้เองเมื่อมีการผ่าตัดชันสูตรครั้งที่สอง

ส่วนเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อไปนั้น คงต้องอาศัยผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา ให้ดูอีกทีว่า จะเป็นอะไรแบบไหน ยังไง เพราะครอบครัวยังติดใจในเรื่องของการเสียชีวิตด้วยหัวใจหยุดเต้น หรือล้มเหลวเฉียบพลัน สองตัวนี้ แต่ตอบไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรที่ผมสงสัย แต่หากน้องเสียชีวิตเพราะถูกลงโทษ แม้ผมจะเสียลูกไปแล้ว แต่อยากให้เป็นประโยชน์กับรุ่นหลังต่อไป
กำลังโหลดความคิดเห็น...