ผบ.ทบ.เผยเตรียมปลดประจำการ “เรือเหาะ 350 ล้าน บ.” จัดซื้อสมัย “อนุพงษ์” ระบุครบอายุการใช้งานแล้ว เล็งปรับกล้องตรวจการณ์ไปใช้อย่างอื่น ยันไม่ซื้อตัวบอลลูนใหม่ ยันที่ผ่านมาก็ใช้งานได้ ขัดแย้งกับข้อมูลที่ระบุว่า ไร้ประสิทธิภาพ บินได้ต่ำกว่าสเปคที่กำหนด แต่กลับเซ็นรับมอบจากผู้ขายที่ไม่น่าก็ปิดกิจการบริษัท สมัย “บิ๊กตู่” เป็น ผบ.ทบ. เสียค่าดูแล 50 ล้านต่อปี เผยเคยประสบอุบัติเหตุตกขณะ รปภ.นายกฯด้วย
วานนี้ (14 ก.ย.) ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เปิดเผยถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรือเหาะที่ประจำการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้ ตัวเรือเหาะ ซึ่งเป็นบอลลูนครบอายุการใช้งานแล้ว เพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ ดังนั้นจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งาน อาจจะนำไปติดอากาศยาน ซึ่งทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กำลังดำเนินการอยู่ แต่ตัวบอลลูนหมดอายุการใช้งาน การจะให้คนขึ้นไปอยู่บนนั้นเสี่ยงอันตราย ดังนั้นจึงให้ระงับการใช้งานไว้ก่อน
“อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งานเพราะตัวที่มีราคาแพงและใช้ประโยชน์ได้คือกล้อง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อตัวบอลลูนใหม่ แต่ดูแลส่วนประกอบที่เป็นกล้อง มาปรับรูปแบบการใช้งานเพราะมีราคาแพง และ ถือเป็นหัวใจของกระบวนการในการค้นหา นำไปประยุกต์ใช้กับอากาศยาน ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองทำอยู่ “ ผบ.ทบ.ระบุ
เมื่อถามว่า แสดงว่าแบบนี้ถือว่าปิดฉากการใช้เรือเหาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช่หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวตอบว่า “ใช่ครับ แต่ส่วนประกอบอื่นก็สามารถนำไปใช้กับอากาศยานได้ ส่วนรถลากเรือเหาะที่มีข่าวว่าจะมีการนำไปประมูลขายทอดตลาดนั้น อยู่ในขั้นตอนที่ของกรมขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป เพราะทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานก็จะเกิดความเสียหาย
เมื่อถามว่า จะเรียกว่า “เรือเหี่ยว”ได้หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า “ที่ผ่านมาก็ใช้ได้นะ สมัยที่ผมลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2554 ก็สามารถใช้งานได้อยู่”
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะอดีต ผบ.ทบ.ที่เสนอจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ Sky dragon ในปี 2552 กล่าวว่า พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก 7 ปี แล้วจึงไม่ทราบรายละเอียด ขอให้สอบถามจาก ผบ.ทบ.ปัจจุบันดีกว่า
เมื่อถามย้ำถึงสาเหตุการปลดประจำการเรือเหาะว่าเป็นเพราะไม่มีประสิทธิภาพหรือหมดอายุการใช้งานไปเอง พล.อ.อนุพงษ์ ตอบเช่นเดิมว่า ให้สอบถาม ผบ.ทบ.
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับสื่อมวลชนาที่พยายามสอบถามเรื่องของการปลดประจำการของเรือเหาะตรวจการณ์ว่า สัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนเรื่องอดีตยังไม่ต้องมาพูดถึง ขอบคุณและสวัสดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ เรือเหาะตรวจการณ์รุ่น Aeros 40D S/ N 21 หรือ sky dragon ลำที่ถูกปลดประจำการนี้ เป็นโครงการจัดหา "ระบบเรือเหาะ" พร้อมกล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อใช้ในกิจการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศ อันเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกองทัพบก (ทบ.) ในสมัยที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.
โดยราคาจัดซื้อแบ่งเป็น ตัวเรือบอลลูนราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืน ราคาประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาทเป็นอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด แต่ต่อมามีการชี้แจงจากทางกองทัพว่า เป็นการจัดซื้อวิธีพิเศษ โดยกองทัพบกทำสัญญาจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์จากบริษัท Arial International Cooperation จนเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2552 เรือเหาะเข้าประจำการ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 (พล ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อย่างเป็นทางการ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ลงพื้นที่เพื่อติดตามความพร้อมของเรือเหาะด้วยตนเอง และวันที่ 15 ม.ค.2553 กองทัพกำหนดให้เป็นวันเริ่มนำเรือเหาะขึ้นปฏิบัติการเป็นครั้งแรก แต่ประสบปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงยังไม่มีการลงนามรับมอบสินค้าอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งชุดทดสอบก็พบว่า เรือเหาะบินสูงได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปคที่กำหนดเท่านั้น ทำให้ไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้น และยังพบปัญหาเพิ่มเติมอีกหลายประการ แต่เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2553 คณะกรรมการตรวจรับฯ ได้ลงนามรับมอบในส่วนของ "บอลลูน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเรือเหาะ
โดยตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ประจำการนั้น มีรายงานว่า ไม่เคยใช้ปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมายของการจัดซื้อ และยังมีข้อสังเกตจากบุคคลในแวดวงธุรกิจเรือเหาะว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อน่าจะแพงเกินไปกว่าความเป็นจริง ตลอดจนได้มีการซ่อมแซมหลายครั้งจากการรั่วซึม ซึ่งทางกองทัพบกได้ว่าจ้างบริษัทอื่นมาดูแลซ่อมแซมด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทผู้ขายเรือเหาะได้ปิดตัวลงไปแล้ว รวมถึงหมดสัญญาการซ่อมบำรุง อีกทั้งต้องเติมก๊าซฮีเลี่ยม ที่มีราคาแพง จึงมีการสั่งกรให้จอดเก็บในโรงจอดเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.เคยว่าจ้าง บริษัทเอกชนมาดูแลรักษาปีละ 50 ล้านบาท และได้นำออกมาบินตรวจการณ์บ้าง แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้เมื่อช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เรือเหาะลำดังกล่าวได้ปฏิบัติภารกิจดูแลความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งไปลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ภายหลังจบภารกิจในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังบังคับให้เรือเหาะลงจอด เพื่อนำไปเก็บในโรงเก็บของเรือเหาะ เครื่องยนต์ก็ได้เกิดขัดข้อง ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ ทำให้เรือเหาะไถลไปกับพื้นรันเวย์จนทำให้ตัวเครื่องได้รับความเสียหายกว่า 50% สันนิษฐานว่า ตัวเรืออาจเกิดการรั่วหรือแตกจากการเสื่อมสภาพ เนื่องจากเรือเหาะไม่ได้บินปฏิบัติภารกิจมานาน จากนั้นปรากฎเป็นข่าวว่านำออกมาใช้งาน แต่ต้องลงจอดฉุกเฉินในทุ่งนาที่ จ.ปัตตานี เนื่องจากเกิดลมแรงทัศนวิสัยไม่อำนวย ก่อนบินกลับฐาน และไม่ปรากฎข่าวว่า นำออกมาใช้งานอีก และจอดเก็บไว้จนหมดอายุดังกล่าว.
.
วานนี้ (14 ก.ย.) ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เปิดเผยถึงกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ของกองทัพบกที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเรือเหาะที่ประจำการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขณะนี้ ตัวเรือเหาะ ซึ่งเป็นบอลลูนครบอายุการใช้งานแล้ว เพราะเป็นผืนผ้าหมดอายุการใช้งาน แต่กล้องตรวจการณ์ยังใช้งานได้ ดังนั้นจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งาน อาจจะนำไปติดอากาศยาน ซึ่งทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) กำลังดำเนินการอยู่ แต่ตัวบอลลูนหมดอายุการใช้งาน การจะให้คนขึ้นไปอยู่บนนั้นเสี่ยงอันตราย ดังนั้นจึงให้ระงับการใช้งานไว้ก่อน
“อาจจะต้องมีการปรับรูปแบบการใช้งานเพราะตัวที่มีราคาแพงและใช้ประโยชน์ได้คือกล้อง แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการซื้อตัวบอลลูนใหม่ แต่ดูแลส่วนประกอบที่เป็นกล้อง มาปรับรูปแบบการใช้งานเพราะมีราคาแพง และ ถือเป็นหัวใจของกระบวนการในการค้นหา นำไปประยุกต์ใช้กับอากาศยาน ซึ่งขณะนี้กำลังทดลองทำอยู่ “ ผบ.ทบ.ระบุ
เมื่อถามว่า แสดงว่าแบบนี้ถือว่าปิดฉากการใช้เรือเหาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ใช่หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวตอบว่า “ใช่ครับ แต่ส่วนประกอบอื่นก็สามารถนำไปใช้กับอากาศยานได้ ส่วนรถลากเรือเหาะที่มีข่าวว่าจะมีการนำไปประมูลขายทอดตลาดนั้น อยู่ในขั้นตอนที่ของกรมขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) เป็นผู้ดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป เพราะทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานก็จะเกิดความเสียหาย
เมื่อถามว่า จะเรียกว่า “เรือเหี่ยว”ได้หรือไม่ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า “ที่ผ่านมาก็ใช้ได้นะ สมัยที่ผมลงไปปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี 2554 ก็สามารถใช้งานได้อยู่”
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะอดีต ผบ.ทบ.ที่เสนอจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์รุ่น Aeros 40D S/N 21 หรือ Sky dragon ในปี 2552 กล่าวว่า พ้นจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก 7 ปี แล้วจึงไม่ทราบรายละเอียด ขอให้สอบถามจาก ผบ.ทบ.ปัจจุบันดีกว่า
เมื่อถามย้ำถึงสาเหตุการปลดประจำการเรือเหาะว่าเป็นเพราะไม่มีประสิทธิภาพหรือหมดอายุการใช้งานไปเอง พล.อ.อนุพงษ์ ตอบเช่นเดิมว่า ให้สอบถาม ผบ.ทบ.
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับสื่อมวลชนาที่พยายามสอบถามเรื่องของการปลดประจำการของเรือเหาะตรวจการณ์ว่า สัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องของพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนเรื่องอดีตยังไม่ต้องมาพูดถึง ขอบคุณและสวัสดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ เรือเหาะตรวจการณ์รุ่น Aeros 40D S/ N 21 หรือ sky dragon ลำที่ถูกปลดประจำการนี้ เป็นโครงการจัดหา "ระบบเรือเหาะ" พร้อมกล้องตรวจการณ์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อใช้ในกิจการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในภารกิจตรวจการณ์ทางอากาศ อันเป็นหนึ่งในยุทธการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของกองทัพบก (ทบ.) ในสมัยที่ พล.อ.อนุพงษ์ เป็น ผบ.ทบ.
โดยราคาจัดซื้อแบ่งเป็น ตัวเรือบอลลูนราคา 260 ล้านบาท กล้องส่องกลางวันและกลางคืน ราคาประมาณ 70 ล้านบาท ส่วนอีก 20 ล้านบาทเป็นอุปกรณ์สื่อสารภาคพื้น ซึ่งทั้งหมดรวมเป็นระบบเรือเหาะ 1 ชุด แต่ต่อมามีการชี้แจงจากทางกองทัพว่า เป็นการจัดซื้อวิธีพิเศษ โดยกองทัพบกทำสัญญาจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์จากบริษัท Arial International Cooperation จนเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2552 เรือเหาะเข้าประจำการ ณ โรงจอดภายในหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี กองพลทหารราบที่ 15 (พล ร.15) อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อย่างเป็นทางการ โดยมี พล.อ.อนุพงษ์ ผบ.ทบ.ในขณะนั้น ลงพื้นที่เพื่อติดตามความพร้อมของเรือเหาะด้วยตนเอง และวันที่ 15 ม.ค.2553 กองทัพกำหนดให้เป็นวันเริ่มนำเรือเหาะขึ้นปฏิบัติการเป็นครั้งแรก แต่ประสบปัญหาทางเทคนิค ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงยังไม่มีการลงนามรับมอบสินค้าอย่างเป็นทางการจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งชุดทดสอบก็พบว่า เรือเหาะบินสูงได้เพียง 1 ใน 3 ของสเปคที่กำหนดเท่านั้น ทำให้ไม่พ้นระยะยิงจากภาคพื้น และยังพบปัญหาเพิ่มเติมอีกหลายประการ แต่เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2553 คณะกรรมการตรวจรับฯ ได้ลงนามรับมอบในส่วนของ "บอลลูน" ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเรือเหาะ
โดยตลอดระยะเวลากว่า 8 ปีที่ประจำการนั้น มีรายงานว่า ไม่เคยใช้ปฏิบัติงานได้ตามเป้าหมายของการจัดซื้อ และยังมีข้อสังเกตจากบุคคลในแวดวงธุรกิจเรือเหาะว่า ราคาเรือเหาะที่กองทัพจัดซื้อน่าจะแพงเกินไปกว่าความเป็นจริง ตลอดจนได้มีการซ่อมแซมหลายครั้งจากการรั่วซึม ซึ่งทางกองทัพบกได้ว่าจ้างบริษัทอื่นมาดูแลซ่อมแซมด้วยงบประมาณ 30 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทผู้ขายเรือเหาะได้ปิดตัวลงไปแล้ว รวมถึงหมดสัญญาการซ่อมบำรุง อีกทั้งต้องเติมก๊าซฮีเลี่ยม ที่มีราคาแพง จึงมีการสั่งกรให้จอดเก็บในโรงจอดเป็นส่วนใหญ่
ขณะที่ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.เคยว่าจ้าง บริษัทเอกชนมาดูแลรักษาปีละ 50 ล้านบาท และได้นำออกมาบินตรวจการณ์บ้าง แต่ถูกวิจารณ์ว่าบินต่ำกว่ามาตรฐานที่กำหนด ทั้งนี้เมื่อช่วงที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เรือเหาะลำดังกล่าวได้ปฏิบัติภารกิจดูแลความปลอดภัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งไปลงพื้นที่ จ.ปัตตานี ภายหลังจบภารกิจในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังบังคับให้เรือเหาะลงจอด เพื่อนำไปเก็บในโรงเก็บของเรือเหาะ เครื่องยนต์ก็ได้เกิดขัดข้อง ประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน นักบินไม่สามารถควบคุมเครื่องได้ ทำให้เรือเหาะไถลไปกับพื้นรันเวย์จนทำให้ตัวเครื่องได้รับความเสียหายกว่า 50% สันนิษฐานว่า ตัวเรืออาจเกิดการรั่วหรือแตกจากการเสื่อมสภาพ เนื่องจากเรือเหาะไม่ได้บินปฏิบัติภารกิจมานาน จากนั้นปรากฎเป็นข่าวว่านำออกมาใช้งาน แต่ต้องลงจอดฉุกเฉินในทุ่งนาที่ จ.ปัตตานี เนื่องจากเกิดลมแรงทัศนวิสัยไม่อำนวย ก่อนบินกลับฐาน และไม่ปรากฎข่าวว่า นำออกมาใช้งานอีก และจอดเก็บไว้จนหมดอายุดังกล่าว.
.


