ผู้จัดการรายวัน360-ผบ.ทสส. เผยตั้งคณะกรรมการสอบวินัย "พล.ต.จรูญ-4 จ่าสารวัตรทหารกองทัพไทย" เอี่ยวเรียกค่าไถ่นักธุรกิจชาวจีนแล้ว พร้อมออกคำสั่งย้ายมาทำงานที่สำนักงานผู้บังคับบัญชา เพื่อควบคุมระหว่างสอบสวน ย้ำไม่ปกป้องกำลังพลทำผิด และจะให้ความร่วมมือตำรวจเต็มที่
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีพล.ต.จรูญ อำภา นายทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย รวมถึงทหารยศจ่า สังกัดกรมสารวัตรทหารกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 4 นาย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ นายสุรชัย แซ่ย่าง ประธานบริษัทคันต้า กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด และนายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ ผู้จัดการบริษัทเป็นเงิน 20 ล้านบาท ว่า ตนได้สั่งการกับผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจร้องขอรายละเอียดในเรื่องใดมา ก็ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะกองทัพไทยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องกำลังพลที่กระทำความผิดทางกฎหมาย
"ในส่วนของกองทัพไทยเอง ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยด้วยเช่นกัน โดยจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะหากพบว่ามีความผิด นอกเหนือจากคดีอาญาแล้ว ทหารทุกคนที่เกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยด้วย แต่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกรณีดังกล่าว ตนได้มีคำสั่งให้ พล.ต.จรูญ มาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานของผู้บังคับบัญชา เพื่อควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ระหว่างการสอบสวน
ทั้งนี้ พล.อ.สุรพงษ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขยายผลว่าแก๊งทหารดังกล่าวเป็นแก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ย่านดอนเมือง โดยพล.อ.สุรพงษ์ ระบุสั้นๆ ว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 10 ราย ในข้อหาร่วมกันบุกรุก และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาแล้ว 8 ราย ประกอบด้วย 1.พล.ต.จรูญ อำภา 2.พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา 3.จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ 4.จ.อ.นายอภิวัฒน์ ศรีนะพรม 5.จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี 6.จ.อ.ทรงวุฒิ เที่ยงธรรม 7.นาย GOH TECK CHUAN ชาวสิงคโปร์ 8.นายโอภาส ศรียา ส่วนอีก 2 ราย คือ นายอุทิศ ก่อแก้ว และนายฐิติกร ชื่นอุรา อยู่ระหว่างการหลบหนี้
โดยล่าสุดวานนี้ (14 ส.ค.) ทั้ง 2 ราย ได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอมอบตัวแล้ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการขยายผล และพบว่า น่าจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีก โดยอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และหากทราบตัว ก็จะขอหมายจับต่อไป
พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกรณีพล.ต.จรูญ อำภา นายทหารสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย รวมถึงทหารยศจ่า สังกัดกรมสารวัตรทหารกองบัญชาการกองทัพไทย จำนวน 4 นาย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับ เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ นายสุรชัย แซ่ย่าง ประธานบริษัทคันต้า กรุ๊ป (ไทยแลนด์) จำกัด และนายทรงศักดิ์ วิโรจน์ถาวรกิจ ผู้จัดการบริษัทเป็นเงิน 20 ล้านบาท ว่า ตนได้สั่งการกับผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจร้องขอรายละเอียดในเรื่องใดมา ก็ต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เพราะกองทัพไทยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องกำลังพลที่กระทำความผิดทางกฎหมาย
"ในส่วนของกองทัพไทยเอง ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนทางวินัยด้วยเช่นกัน โดยจะดำเนินการเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เพราะหากพบว่ามีความผิด นอกเหนือจากคดีอาญาแล้ว ทหารทุกคนที่เกี่ยวข้องก็จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยด้วย แต่จะต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนกรณีดังกล่าว ตนได้มีคำสั่งให้ พล.ต.จรูญ มาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานของผู้บังคับบัญชา เพื่อควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ระหว่างการสอบสวน
ทั้งนี้ พล.อ.สุรพงษ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการขยายผลว่าแก๊งทหารดังกล่าวเป็นแก๊งปล่อยเงินกู้นอกระบบรายใหญ่ย่านดอนเมือง โดยพล.อ.สุรพงษ์ ระบุสั้นๆ ว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 10 ราย ในข้อหาร่วมกันบุกรุก และร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวผู้ต้องหาแล้ว 8 ราย ประกอบด้วย 1.พล.ต.จรูญ อำภา 2.พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา 3.จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ 4.จ.อ.นายอภิวัฒน์ ศรีนะพรม 5.จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี 6.จ.อ.ทรงวุฒิ เที่ยงธรรม 7.นาย GOH TECK CHUAN ชาวสิงคโปร์ 8.นายโอภาส ศรียา ส่วนอีก 2 ราย คือ นายอุทิศ ก่อแก้ว และนายฐิติกร ชื่นอุรา อยู่ระหว่างการหลบหนี้
โดยล่าสุดวานนี้ (14 ส.ค.) ทั้ง 2 ราย ได้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอมอบตัวแล้ว ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการขยายผล และพบว่า น่าจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องอีก โดยอยู่ระหว่างการพิสูจน์ทราบตัวบุคคล และหากทราบตัว ก็จะขอหมายจับต่อไป


