xs
xsm
sm
md
lg

"มีชัย"ย้ำแยกเบอร์ป้องกันซื้อเสียง แก้ครหาพรรคส่ง”เสาไฟฟ้า"

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) กล่าวถึง หลักการเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ส. ที่กำหนดให้เบอร์ผู้สมัครต่างกันในแต่ละเขต ตามลำดับการสมัครรับเลือกตั้งว่า กรธ. มีจุดมุ่งหมายว่า การเลือกตั้งต้องให้ความสำคัญกับตัวบุคคลด้วย ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างเดียว และสามารถป้องกันการซื้อเสียงหว่านทั้งประเทศด้วย เพราะการให้ผู้สมัครมีเบอร์เดียวกันทั้งประเทศ นอกจากเสี่ยงต่อการทุจริตแล้ว ยังทำให้ประชาชนไม่ให้ความสำคัญกับตัวบุคคล และจะทำให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง มีความรู้สึกว่าเป็นบริวารของพรรคการเมือง ทั้งที่เจตนารมณ์ต้องการผู้แทนที่มีความรู้ ความสามารถ ควบคู่ไปกับความนิยมของพรรค
ส่วนที่กังวลกันว่าจะเกิดความสับสนในการใช้สิทธิ์เลือกตั้งนั้น ประชาชนสมัยนี้ ไม่เหมือนกับแต่ก่อนที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก หรือไม่เข้าใจการเมือง ซึ่งประชาชนก็ควรจะจำหน้าตาของผู้สมัครให้ได้ ว่ามาจากพรรคการเมืองใด และควรต้องศึกษาเกี่ยวกับบุคคลที่ลงสมัครในเขตนั้นด้วย
"จะไปดูถูกประชาชนไม่ได้ การเลือกตั้งคนในเขต เขาสามารถเห็นป้ายผู้สมัครฯ จำหน้า จำชื่อ ผู้สมัครฯ ในพื้นที่ได้ ทั้งเช้า ค่ำ หน้าคูหาวันเลือกตั้งก็มี ผู้คนเปลี่ยนไปเยอะแล้ว ไม่ใช่ 30-40 ปีที่แล้ว ที่อ่านหนังสือกันไม่ออก การเลือกตั้ง ต้องรู้ว่า ไปเลือกใคร ต้องขวนขวายที่จะดูว่า ใครเป็นผู้สมัครฯในเขตของตน"
ส่วนที่ทักท้วงว่า เป็นการไม่ให้ความสำคัญกับพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองก็มีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ซึ่งการบอกไม่ส่งเสริมพรรคการเมืองนั้นไม่ได้แปลว่า จะต้องเปิดช่องให้มีการซื้อเสียงสะดวกขึ้น และย้ำว่าระบบนี้สามารถป้องกันครหาว่า "พรรคการเมืองส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือกตั้ง" เนื่องจากเป็นการให้ความสำคัญกับผู้สมัครด้วย ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังเป็นเพียงหลักการเท่านั้น หากมีความเห็นที่ต่างไป ก็เสนอมาให้ กรธ.พิจารณาได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า หากเขากำหนดกฎออกมาแบบนี้ ก็ต้องปฏิบัติ แต่ถามว่าอยากเห็นการเลือกตั้งเป็นแบบไหน ก็ตอบว่า อยากเห็นผู้สมัครแบบไม่มีเบอร์ เพราะการมีเบอร์ ทำให้การซื้อเสียงง่ายขึ้น เนื่องจากต้องไปซื้อเสียงกับผู้ที่ไม่สนใจการเมืองนัก ซึ่งถ้าบอกเพียงเบอร์ ก็จะทำให้เขาจำง่าย แต่แบบไม่มีเบอร์ ต้องระบุ ชื่อ นามสกุล และพรรค คนขายเสียงก็ต้องตั้งใจจำเหมือนกัน ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว จะไม่ค่อยใช้เบอร์ แต่ในอดีต เรายังกลัวคนอ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งปัจจุบันก็ลดจำนวนลงไปมากแล้ว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รธน.ปี 60 ระบุว่า ให้เลือกทั้งคนและพรรคเบอร์เดียวกันนั้น เห็นว่าการใช้เบอร์เดียวกัน จะกลายเป็นการให้น้ำหนักกับพรรค เพราะทุกเขตเบอร์เดียวกันหมด และคนอาจไม่สนใจตัวผู้สมัคร ขณะเดียวกัน การกำหนดให้หมายเลขผู้สมัครส.ส. คนละเบอร์ จึงเป็นการให้ความสำคัญกับตัวผู้สมัคร ไม่ให้น้ำหนักพรรค แต่ก็ไม่ตรงตามเจตนารมณ์รธน.เช่นกัน
"วิธีเดียวที่จะให้ตรงตามเจตนารมณ์คือ ทำแบบต่างประเทศ โดยพิมพ์ชื่อ และโลโก้ หรือชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง ส่วนคนที่อ่านหนังสือไม่ค่อยถนัด และต้องยึดตัวเลข จะเป็นปัญหากับวิธีที่เสนอหรือไม่ คิดว่าการพิมพ์โลโก้พรรคลงในบัตรเลือกตั้ง จะช่วยลดปัญหาได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นางสดศรี สัตยธรรม อดีต กกต. กล่าวว่า วิธีนี้จะทำให้พรรคการเมือง กลายเป็นเบี้ยหัวแตก หากประชาชนจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ หรือ พรรคเพื่อไทย ก็จะจำไม่ได้ว่า ส.ส.เขต คือเบอร์อะไร ต่อไปพรรคการเมืองไม่สามารถจับกลุ่มกันได้ พรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะไม่สามารถครองเสียงข้างมากในสภาฯได้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกรธ. ถือเป็นวิธีที่แยบยล แต่จะทำให้เกิดความวุ่นวาย
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประเด็นนี้พรรคการเมืองส่วนใหญ่คงไม่เห็นด้วย และอาจจะแก้เกมด้วยการให้หัวคะแนนแต่ละพรรค แจ้งเบอร์แจ้งชื่อกับประชาชน จดไว้ใส่ในมือ เพื่อเข้าไปกาในคูหา และประเด็นนี้จะทำให้เกิดความวุ่นวาย เชื่อว่า กกต.คงจะไม่ยอม ต่อไปก่อนเข้าคูหาคงต้องตรวจดูมือกันแทบทุกคน
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นถึงเรื่องนี้ว่า จะสร้างความสับสน วุ่นวาย กันไปหมด กกต.ในแต่ละจังหวัด ต้องเพิ่มภาระในทางธุรการ ที่ให้ผู้สมัครมาเจอกันเพื่อจับสลาก หากถูกปิดล้อมสักที่ จนเลยเวลารับสมัคร ก็จะเป็นเหตุให้เลือกตั้งเป็นโมฆะอีก การรวมคะแนนทั้งประเทศของพรรค คงเขียนโปรแกรมอย่างสนุกสนาน เพราะต้องเอาคะแนนเบอร์โน้น ของเขตนี้ มารวมคะแนนเบอร์นี้ ของเขตโน้น การกำกับตรวจสอบเพื่อดูถึงความถูกต้อง เป็นไปได้ยาก โอกาสผิดพลาด โอกาสถูกฟ้องร้อง โอกาสที่ประชาชนจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ก็สูงขึ้น
"บอกอยากให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง แต่กลัวคนเลือกเบอร์ของพรรคการเมือง เช่นเดียวกับบอกว่า ต้องการคนที่มีคุณสมบัติสูง มาเป็นองค์กรอิสระ แต่ องค์กรหนึ่งเซตซีโร อีกองค์กรหนึ่งให้อยู่ต่อไปจนครบวาระ เพื่อนที่เป็นแพทย์คนหนึ่งบอกผมว่า เป็นอาการไบโพลาร์ทางการเมืองครับ" นายสมชัย ระบุ
กำลังโหลดความคิดเห็น...