xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อน้ำแข็งติดไฟ (จบ)

เผยแพร่:   โดย: ทับทิม พญาไท


ในแง่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของจีนทุกวันนี้...คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แทบไม่ได้สองรองใครในหลายต่อหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องปฏิบัติการสำรวจพื้นที่ใต้ทะเล โดยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010 เป็นต้นมา ภายใต้ความสำเร็จของคณะบริหารองค์กรมหาสมุทรแห่งรัฐ (State Oceanic Administration) ได้ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงเป็นอันดับ 5 สำหรับการสำรวจพื้นที่ใต้ทะเลระดับความลึกประมาณ 3,000 เมตร ต่อจากสหรัฐฯ ฝรั่งเศส รัสเซีย และญี่ปุ่นตามลำดับ แต่อีกแค่ไม่กี่ปีต่อมา คือตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 เทคโนโลยีด้านนี้ของจีนก็ก้าวกระโดดไปไกลกว่านั้น คือสามารถอาศัยเรือดำน้ำ “Jialong” ออกปฏิบัติการสำรวจพื้นที่ใต้ทะเลระดับความลึกได้ถึง 7,000 เมตร จนว่ากันว่า...ภายใต้ขอบเขตพื้นที่ 99.8 เปอร์เซ็นต์ในท้องทะเลทั้งหมด ไม่อาจรอดหู รอดตา เรือดำน้ำจีนและบริษัทพลังงานของจีนได้โดยเด็ดขาด...

ยิ่งมีเทคโนโลยีในการสกัดพลังงานจาก “น้ำแข็งไฟ” ใต้ทะเลมาเป็นส่วนเสริมเข้าไปอีก จีนจึงกลายเป็น “มังกรติดปีก” ที่สามารถนำเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้เป็น “ข้อเสนออันมิอาจปฏิเสธได้” ในการบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ในทะเลจีนใต้ ตะวันออก หรือในพื้นที่ที่ “เส้นทางสายไหมทางทะเล” จะเลียบผ่าน เพราะไม่ว่าในแง่ “ทุน” จีนก็พร้อม “เทคโนโลยี” ก็พร้อม สามารถใช้กรรมวิธีแบบที่เรียกว่า “การร่วมพัฒนา” (Joint Development) หรือ “การพัฒนาอย่างเป็นอิสระ” (Independent Development) กับใครต่อใครได้หมด แม้แต่บรรดาประเทศที่มี “พื้นที่ทับซ้อน” หรือ “พื้นที่พิพาท” กับจีน โดยไม่จำเป็นต้องไปลากเอาทุนเทคโนโลยีจากฝรั่งต่างชาติ ต่างภูมิภาค เข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์ จนอาจส่งผลกระทบต่อ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงด้านพลังงาน” ของจีน และของประเทศใกล้เคียง ให้ต้องเป็นเรื่องเป็นราวโดยใช่เหตุ...

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น...ก็คือจีนยังมี “วิสัยทัศน์” ที่ออกจะก้าวล้ำนำหน้า กว่าคู่แข่งหรือ “คู่กัด” อย่างคุณพ่ออเมริกา โดยเฉพาะในยุคที่ “ทรัมป์บ้า” ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ประมาณ 5 ช่วงตัว หรือ 10 ช่วงตัวเป็นอย่างน้อย คือยังหันมาให้ความสำคัญกับ “สิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ” อย่างเป็นจริง เป็นจัง ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าการประกาศจะนำพาประเทศเข้าสู่ความเป็น “อารยธรรมแห่งนิเวศน์” (Ecological Civilization) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016-2020 ยอมควักเนื้อทุ่มทุนเป็นเงินถึง 2 ล้านล้านหยวน หรือ 361,000 ดอลลาร์ เพื่อเปลี่ยนระบบพลังงานแทบทั้งหมด ส่งเสริมพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน พร้อมจะปลดโรงงานผลิตไฟฟ้าถ่านหินนับร้อยๆ โรง ไม่น้อยหน้าไปกว่าประเทศในยุโรป อย่างอังกฤษ ต้นตำรับการใช้ถ่านหินมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เพิ่งประกาศไม่คิดจะเผาถ่านหินใดๆ อีกต่อไปแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสภาวะแวดล้อมทางธรรมชาติ ตามแบบฉบับ “อารยประเทศ” ทั้งหลาย...

ต่างไปจาก “ทรัมป์บ้า” แบบคนละเรื่อง คนละม้วน ที่เพิ่งลุกขึ้นมาประกาศยืนหยัด ยืนยัน ช่วงครบ 100 วัน ของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แบบชนิดเสียงดังฟังชัด ประมาณว่า “เรากำลังจะนำเอาคนงานเหมืองถ่านหินกลับมาทำงานอีกครั้ง” เพียงเพื่อหาทางกอบกู้บรรดาบริษัทถ่านหินในอเมริกา ซึ่งกำลังล้มละลายกันไปเป็นแถบๆ อันเนื่องมาจากแทบไม่มีใครคิดใช้พลังงานชนิดนี้อีกต่อไปแล้ว แม้แต่รัฐแต่ละรัฐในอเมริกา ที่ต่างทยอยลดระดับการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้า จนพลังงานชนิดนี้แทบถือเป็น “พลังที่ตายแล้ว” ถูกเรียกขานกันในนาม “พลังซอมบี้” เอาเลยถึงขั้นนั้น ดังที่ “ออสการ์ เรเยส” (Oscar Reyes) นักวิจัยด้านนโยบายภูมิอากาศ ได้ให้ชื่อ ฉายา เอาไว้ในข้อเขียนเรื่อง “While Trump Tries to Bring Back Zombie Coal, UK Goes Coal-Free” ซึ่งเว็บไซต์ “ผู้จัดการ” นี่แหละ ได้นำมาถ่ายทอดต่อในชื่อว่า “ยังจะมีใครนอกจาก...ทรัมป์ ที่พยายามฟื้นฟูอุตสาหกรรมซอมบี้อย่างถ่านหิน” เมื่อวัน-สองวันที่ผ่านมานี่เอง...

ดังนั้น...เมื่อวัดช่วงชก เทียบน้ำหนัก แบบปอนด์ต่อปอนด์ ระหว่างคุณพ่ออเมริกากับคุณพี่จีน แม้ว่าในแง่ทุน เทคโนโลยี อาจไม่ถึงกับเสียเปรียบ-ได้เปรียบกันมากมายซักเท่าไหร่ แต่ในแง่ “วิสัยทัศน์” แล้ว อเมริกายุคนี้...น่าจะเป็นรองจีนชนิด 100 บาทแลกกับอุจจาระสุนัขกองเดียวยังอาจไม่มีใครกล้ารอง ยิ่งถ้าบวกเรื่องความห่าม-ไม่ห่าม บ้า-ไม่บ้า นิ่ม-ไม่นิ่ม เข้าไปเป็นองค์ประกอบด้วยแล้ว ยิ่งโกบิ๊กไปกันใหญ่ ด้วยเหตุนี้...การที่คุณพี่จีนท่านพยายามเสนอตัว อาสาจะเข้ามา “เปลี่ยนโลก” “เปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองเศรษฐกิจโลก” หรือ “เปลี่ยนระเบียบโลก” ให้หลุดพ้นไปจาก “เผด็จการดอลลาร์” ด้วยโครงการ “One Belt, One Road” ตามแนวทางหรือคำโฆษณาที่วางไว้บนหลักการพื้นฐาน ที่อดีตนักศึกษาปริญญาโทแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คุณ “แชนนอน ทิซซี” เธอระบุเอาไว้ว่า “คือหลักการที่ว่าด้วยการให้ความเคารพซึ่งกันและกันของแต่ละประเทศ การยอมรับอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดน การไม่แสดงความก้าวร้าวต่อกันและกัน ไม่แทรกแซงกิจการภายในของแต่ละประเทศ การให้ความสำคัญต่อความเท่าเทียมทางผลประโยชน์ อันเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากสไตล์ตะวันตก ที่มักหนีไม่พ้นต้องเข้าแทรกแซงประเทศอื่น ไม่ว่าด้วยข้อกล่าวอ้างด้านสิทธิมนุษยชน หรือประชาธิปไตยก็ตาม” ยิ่งน่าจะส่งผลให้ใครต่อใครหันไปสนใจพลังงานอย่าง “น้ำแข็งติดไฟ” มิใช่น้อย เพราะไม่ว่ามันจะมีโอกาสกลายมาเป็นพลังงานชนิดใหม่ ระดับสามารถปฏิวัติระบบพลังงานของโลกทั้งโลกได้หรือไม่ อย่างไร แต่อย่างน้อย...มันน่าจะ “เข้าท่า” กว่าการหันกลับไปหาพลังงานถ่านหิน หรือ “พลังงานซอมบี้” อย่างคุณพ่ออเมริกาไม่รู้กี่เท่า ต่อกี่เท่า...
กำลังโหลดความคิดเห็น