การปลุกระดม...ด้วยการเขย่าขวัญ สั่นประสาท ชาวอเมริกันและชาวโลก ภายใต้บทความที่ชื่อว่า “Washington Plans to Nuke Russia and China” ของ “นายพอลเครก โรเบิร์ตส์” นั้น ในฐานะที่มีดีกรีเป็นถึง “อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ” แถมยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ต้องคลุกคลีอยู่กับหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์อีกต่างหาก แกคงไม่ได้ถึงกับ “มั่ว” หรือ “โมๆ เมๆ” ไปด้วยกันซะทั้งหมด หลายต่อหลายอย่างที่แกหยิบมาใช้เป็นเหตุผล ข้ออ้าง หรือเป็น “ข้อสมมติฐาน” ก็ออกจะน่าคิด น่าตระหนัก อยู่พอประมาณ...
โดยเฉพาะการอ้างอิงถึงคำพูด คำแถลงของรองผู้อำนวยการหน่วยงานความมั่นคงของรัสเซีย “พลโทViktor Poznikhir” ในระหว่างการประชุมสัมมนาด้านความมั่นคงที่เรียกว่า “Moscow International Security Conference of the Russia Armed Forces” เมื่อวันพุธที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา และปรากฏเป็นข่าวคราวแพร่สะพัดออกไปทั่วทั้งโลกว่าด้วยการเตรียมความพร้อมของรัสเซีย เมื่อจำต้องเผชิญหน้ากับการนำเอาระบบป้องกันขีปนาวุธ หรือ “โล่ขีปนาวุธ” ของอเมริกา ที่ถูกพัฒนามาตลอดช่วงระยะ 15 ปี หลังจากที่อเมริกาตัดสินใจฉีกข้อตกลงการจำกัดระบบขีปนาวุธที่เรียกว่า “Inter-mediate-Range Nuclear Force Treaty” ระหว่างอเมริกากับโซเวียตรัสเซีย นับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.1987 ลงไปเรียบร้อยแล้ว โดยนำเอาเงินภาษีอากรของชาวอเมริกันมาทุ่มเทให้กับงบประมาณในเรื่องนี้ ไม่ต่ำกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะนำเอาระบบดังกล่าว ไปติดตั้งไว้ในยุโรปเมื่อไม่นานมานี้ รวมทั้งนำไปใช้กับเรือต่อต้านขีปนาวุธที่กระจายอยู่ในท้องทะเลและมหาสมุทรต่างๆ...
โดยสาระสำคัญของระบบป้องกันขีปนาวุธ หรือโล่ขีปนาวุธที่ว่านี้...ก็คือการอาศัยจรวดโทมาฮอว์กพิสัยทำการ 1,700-2,500 กิโลเมตร บรรจุหัวรบทีเอ็นทีน้ำหนักประมาณ 5-200 กิโลตัน พุ่งขึ้นไปทำลายอาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียและจีนได้ทั่วทั้งระบบ หรือทำให้โอกาสที่รัสเซียและจีนจะตอบโต้อเมริกาด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์ แทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!!! ส่งผลให้ “สมดุลอำนาจ” ซึ่งเคยเป็นตัวค้ำยัน เป็นตัวควบคุมไม่ให้ “สงครามนิวเคลียร์” มีโอกาสเป็นไปได้ ได้ถูกทำลายลงไปแล้วโดยสิ้นเชิง หรือทำให้กองทัพอเมริกันสามารถฉวยโอกาส “ชิงโจมตีก่อน” ต่อรัสเซียและจีนด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์ได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องหวาดเกรงต่อการตอบโต้ใดๆ ทั้งสิ้น...
อันนี้นี่แหละ...ที่ถูกนำมาใช้เป็นพื้นฐาน เป็นข้อสมมติฐานของเนื้อหาในข้อเขียน บทความ ของ “นายพอลเครก โรเบิร์ตส์” ส่วนจะนำไปสู่การตัดสินใจเปิดฉากสงครามนิวเคลียร์ขึ้นมาหรือไม่ อย่างไร และเมื่อไหร่ อันนั้น...บรรดาชาวโลกทั้งหลาย คงต้องไปจินตนาการเสริมแต่งใส่สี-ตีไข่กันเอาเอง เพราะโดยจุดมุ่งหมายของ “นายพอลเครก โรเบิร์ตส์” แกคงไม่ได้คิดแค่สร้างความขนหัวลุกเอาไว้เฉยๆ แต่น่าจะหนักไปทางต้องการปลุกระดม ปลุกกระตุ้นความรู้สึกของบรรดาชาวอเมริกันด้วยกันเอง ที่ยอมปล่อยให้พวก “Deep State” หรือพวก “Establishment” นำเอาภาษีอากรของชาวอเมริกันปีละไม่รู้กี่ล้านล้านดอลลาร์ ไปใช้กับ “สงคราม” หรือ “การทหาร” จนทำให้งบประมาณทางทหารของอเมริกาสูงโด่เด่ ระดับเอางบทางทหารของโลกทั้งโลกมารวมกัน ยังก้ำๆ กึ่งๆ กับงบประมาณทางทหารของอเมริกาเอาเลยถึงขั้นนั้น หรือหวิดๆ ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ของงบทหารของโลกทั้งโลก เบียดบังงบประมาณด้านอื่นๆ ในแต่ละปี จนแม้แต่งบการศึกษาทั้งประเทศ ยังเหลือแค่ประมาณ 4 เปอร์เซ็นต์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 ขณะที่งบประมาณทางทหารพุ่งพรวดๆ ไปถึง 50.5 เปอร์เซ็นต์...
เพราะถ้าหากชาวอเมริกันทั้งหลาย...ดันหันไป “อมสาก” ซะเป็นหลัก หรือหันไปยึดมั่นว่า “ความรู้(ความฉลาด)เป็นอันตราย...ความโง่คือความปลอดภัย” อย่างที่ “นายทอม เองเกลฮาร์ดต์” ว่าไว้ อันทำให้นับจากหลัง “สงครามเวียดนาม” เป็นต้นมา แทบไม่เหลือ “นักต่อต้านสงคราม” ในอเมริกาเอาเลยแม้แต่น้อย เหลือแต่นักเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับชาวเกย์ ชาวเลสเบี้ยนซะเป็นหลัก โอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์อย่างที่โทรทัศน์ “Fox News” ได้นำมาเปิดเผยถึงผลสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกัน ไม่ว่าประเภท “เอาทรัมป์-ไม่เอาทรัมป์” ที่ต่างออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือ อยากเห็นกองทัพอเมริกันเล่นงาน “คิมน้อย” อย่างเป็นเอกภาพ จำนวนถึง 53 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบแบบสำรวจ มันจึงย่อมปรากฏให้เห็นภายใต้ “สังคมประชาธิปไตยแบบอเมริกัน” ด้วยประการละฉะนี้...แล...
สรุปง่ายๆ ว่า...ไม่ต้องไปไกลถึงขั้น “สงครามนิวเคลียร์” ระหว่างอเมริกากับรัสเซียและจีน แค่เฉพาะสงครามกับเกาหลีเหนือ ไม่ว่าใครต่อใครในโลกมีแต่ต้องฉิบหายกับฉิบหายอยู่แล้วแน่ๆ ถ้าหากพฤติกรรมและทัศนคติของชาวอเมริกันที่ยังคงเป็นไปในรูปนี้ และอาจเป็นด้วยเหตุนี้...ที่พระสันตะปาปา “ฟรานซิส” แห่งกรุงวาติกัน ท่านเลยไม่ได้คิดจะตั้งความหวังใดๆ ไว้กับชาวอเมริกัน แต่พยายามหันไปวิงวอน ขอร้องผู้คนในส่วนอื่นๆ ของโลกที่สามารถเข้ามาเป็น “ตัวกลาง” ในกรณีวิกฤตเกาหลีเหนือ ไม่ว่าจะเป็นชาวนอร์เวย์ หรือที่ไหนๆ ก็แล้วแต่ ด้วยการฝากคำเตือนเอาไว้ประมาณว่า “อนาคตของมวลมนุษยชาติ...ขึ้นอยู่กับการหาข้อยุติด้วยหนทางทางการทูตในกรณีวิกฤตเกาหลีเหนือ” (Pope Francis Warn: Future of Humanity depends on diplomatic resolution of N.Korea crisis) พร้อมยังได้แจกแจงเอาไว้ด้วยว่า “สงครามที่กำลังขยายตัว...ไม่ได้เพียงแต่จะทำลายมวลมนุษย์ลงไปเท่านั้น แต่มันยังจะทำลายส่วนที่ดีๆ ของมนุษยชาติ ไม่ว่าวัฒนธรรม คุณธรรม ศีลธรรม และทุกสิ่งทุกอย่าง” หรือคงต้องขออนุญาตเพิ่มเติมคำพูดของพระสันตะปาปาเอาไว้บ้างเล็กน้อยว่า มันย่อมต้องทำลาย “ประชาธิปไตยแบบอเมริกัน” หรือ “ประชาธิปไตยที่นำความฉิบหายมาสู่โลก” ควบคู่ไปด้วย อย่างมิพึงสงสัย...


