xs
xsm
sm
md
lg

เปลี่ยนกันเถอะเรา เศร้าไปทำไม

เผยแพร่:   โดย: ภณิดา มิลเลอร์

วันก่อนโน้นบนหน้าข่าว (News Feed) ในเฟซบุ๊กมีคนแบ่งปันสุภาษิต “The More Things Change, the More They Stay the Same.” “ยิ่งเปลี่ยนไปเท่าใด ก็ยิ่งเหมือนเดิม” เป็นสุภาษิตฝรั่งเศสที่ฌ็องบาตีสท์ อัลฟองซ์ คาร์ Jean-Baptiste Alphonse Karr (ค.ศ. 1808 – ค.ศ. 1890) ใช้ในบทความของเขาบ่อยครั้ง “Plus ça Change, Plus c'est la Même Chose” เขาเป็นนักวิจารณ์ฝีปากกล้า นักหนังสือพิมพ์ และนักประพันธ์ข้อเขียนของเขาแสบสันโดนใจโจ๋มีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกลถึงประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1903 จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ หรือที่เรียกกันง่ายๆ ว่า เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw, ค.ศ. 1856 – ค.ศ. 1950) เขาได้ใช้สุภาษิตนี้แปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว “The more things change, the more they stay the same. ” ในหนังสือคู่มือของนักปฏิวัติ (Revolutionist's Handbook) ที่เขาเขียน เบอร์นาร์ด ชอว์เป็นนักเขียนที่มากความสามารถและมีชื่อเสียงในยุคนั้น ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี ค.ศ. 1925 (https://www.nobelprize.org/nobel_prizes/literature/laureates/1925/)

พึ่งพากูเกิลค้นหาความหมาย “ยิ่งเปลี่ยนไปเท่าใด ก็ยิ่งเหมือนเดิม” จากเว็บไซต์ของต่างประเทศให้ข้อมูลที่น่าสนใจและหลากหลายทัศนะแตกต่างกันเหมือนสีสันของดอกไม้ในฤดูร้อน เช่น บางคนบอกว่าเป็นสุภาษิตที่แม่ในสมัยก่อนใช้สอนลูกสาว, ร้านค้าบอกว่าแม้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด คุณภาพของสินค้ายังเหมือนเดิมจากรุ่นสู่รุ่น, สังคมมีความเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความเหลื่อมล้ำยังเหมือนเดิม, องค์กรเปลี่ยนแปลงยากเพราะแกนหลักขององค์กรคือวัฒนธรรม หากวางแผนการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ให้เปลี่ยนแปลงระดับบุคคล มีความคิดเห็นหนึ่งง่ายๆ เรียบๆ แต่น่าสนใจ เขาบอกว่า โดยพื้นฐานไม่มีอะไรเปลี่ยนมากนัก ความเปลี่ยนแปลงมากมายที่เราเห็นเป็นเพียงผิวเผิน คนก็ยังเหมือนเดิม ปฏิบัติต่อกันอย่างเดิมๆ เหมือนเมื่อ 15,000 ปีที่แล้ว

มหาตมะ คานธี (ค.ศ. 1869 – ค.ศ. 1944) รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก ทั้งทางด้านความคิดและการเปลี่ยนแปลง ท่านได้กล่าวไว้ว่า “เราเท่านั้นเป็นตัวแทนโลก แนวโน้มทั้งหลายที่แสดงให้เห็นในโลกภายนอกถูกพบในโลกภายในของตัวเราเอง ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงตน แนวโน้มในโลกก็จะเปลี่ยนไปด้วยกัน อย่างเช่นชายคนหนึ่งเปลี่ยนนิสัยของเขา ดังนั้น อากัปกิริยาของโลกเปลี่ยนไปตามเขา นี่คือความยอดเยี่ยมของสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ที่สุดยอด เป็นสิ่งที่วิเศษและเป็นที่มาของความสุขของเรา เราไม่จำเป็นต้องรอที่จะเห็นคนอื่นทำ” (Mahatma Gandhihttp://bit.ly/2oKKUCZ) สรุปได้ว่าถ้าตัวเราไม่เปลี่ยน โลกก็ไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกับ เนลสัน โรลีลาลา แมนเดลา (Nelson Rolihlahla Mandela, ค.ศ. 1918 – ค.ศ. 2013) รัฐบุรุษนักสู้ผู้ต่อต้านการเหยียดผิว และนักรณรงค์เพื่อสันติภาพ ท่านกล่าวว่า “การศึกษาคืออาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุดที่คุณสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก” ในปี ค.ศ. 2009 มีเด็กสาวปากีสถานชื่อ มะลาละห์ ยูซัฟซัย (MalālahYūsafzay) นักต่อสู้เพื่อสิทธิของเด็กผู้หญิงได้เรียนหนังสือ เธอเชื่อว่าการศึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้เช่นกัน “ขอให้พวกเราจดจำว่า หนังสือหนึ่งเล่ม ปากกาหนึ่งด้าม เด็กหนึ่งคน และครูหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนโลกได้”

พูดถึงเรื่องการศึกษาแล้ว ก็ทำให้นึกถึงเรื่องที่ต้องบอกกล่าวเล่าให้กันฟังในหมู่สาวสวยอย่างพวกเรา จริงนะไม่ได้ยอใครทั้งนั้นแม้แต่ตัวเอง ผู้หญิงทุกคนมีความสวยงามแตกต่างกันในแบบของตนเหมือนดอกไม้ล้วนแล้วแต่สวยงามแตกต่างกัน ดอกกุหลาบ ดอกมะลิ ดอกเฟื่องฟ้า ดอกกล้วยไม้ ดอกต้อยติ่ง หรือดอกกระถิน สวยน่ารักทั้งนั้นมั่นใจตัวเองกันเถอะพวกเรา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้อุบอิบไว้คนเดียวไม่ได้เลย ถือเป็นวาระแห่งชาติก็ว่าได้ เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องความงาม ก็คือสาวๆ ฝรั่งรุ่นใหม่เขาสร้างคำขวัญใหม่เกี่ยวกับความงามเย้ายวนใจว่า “Intelligence is the new sexy.” “สติปัญญาเป็นความน่าพิศมัยแบบใหม่” หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอก ซึ่งคือรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย หรือกิริยาท่าทางไม่ใช่สิ่งดึงดูดความสนใจอย่างปังอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นการแสดงออกด้วยความรู้ ความสามารถ สติปัญญาวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล รู้จักประมาณตน รู้จักใช้วิชาความรู้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งหลายนี้ช่วยส่งเสริมบุคลิกภาพของผู้หญิงให้โดดเด่นมากกว่าการแต่งกาย

ถึงกระนั้นก็ตาม การแต่งกายก็มีส่วนสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นเสื้อผ้าราคาแพง หรือตามสมัยนิยม แต่เป็นการแต่งกายถูกกาลเทศะ เพราะการที่บุคคลจะได้รับการยอมรับนับถือ ไว้วางใจและประทับใจจากผู้อื่น เกิดจากบุคลิกภาพและความเหมาะสมที่แสดงให้ผู้อื่นได้เห็น

ดังนั้น จึงหมดสมัยกับประเภทเห็นนกน้องบอกว่าไม้ พี่ก็ว่าไม้ไปตามวาจา “สติปัญญา เป็นความน่าพิศมัยแบบใหม่” สอดคล้องกับสุภาษิตไทยที่ใช้สอนหญิงมาแต่โบราณ แต่ยังทันสมัยเสมอก็คือ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม” หมายถึง มีรูปร่างงาม แต่มีความประพฤติ ท่าทีวาจา และกิริยามารยาทไม่ดีกรณีนางเอกในละครนางจะเป็นอย่างไร พระเอกก็รักแก่นแก้วแสนซนทั้งที่อายุเลยวัยเด็กแล้ว ก็เพราะเธอได้สิทธิพิเศษ 555 ตัวอิจฉาก็แย่งชิงพระเอกตบตีกัน กรีดร้องวุ่นวายกันไปหมด น่าจะหมดสมัยแล้วเช่นกันสำหรับละครประเภทนี้เพราะล้าสมัยไกลปืนเที่ยง โลกเราเปลี่ยนแปลงทุกวันมีอารยธรรม (Civilization) มีความเจริญด้วยองค์การของสังคม เช่น การเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ ความเจริญด้วยวัฒนธรรมอันดีงาม ปัจจุบันเราใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพ ดูหนังฟังเพลง รายงานชีวิตประจำวันผ่านทางเฟซบุ๊ก ซื้อสินค้าออนไลน์ ฯลฯ ผู้หญิงสมัยใหม่มีการศึกษา มีความรู้ ความสามารถและที่สำคัญมาก ใส่ดอกจันสิบดอก ขีดเส้นใต้อย่างหนาด้วยปากกาไฮไลต์สีสะท้อนแสง **********ผู้หญิงมีความเป็นตัวของตัวเอง (Independent Woman) เป็นข้อที่ทุกคนพึงเป็น ใครยังไม่เป็นรีบเป็นเลยตอนนี้ยังไม่สาย และไม่เคยสายที่จะเปลี่ยนแปลงตน ความเป็นตัวของตัวเองคือ ชีวิตเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร เรามีความเป็นอิสระทางความคิด มีความคิดอ่านของตัวเอง มีความเชื่อมั่นตัวเอง มีความขวนขวายหาความเจริญก้าวหน้า หาวิชาความรู้เพิ่มเติมเพื่อพัฒนาศักยภาพของตน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องการงาน และสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเอง ไม่พึ่งพาใคร ทั้งนี้ทั้งนั้น พึงตระหนักว่าการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตน เพื่อตัวเองไม่ใช่เพื่อผู้อื่น รักตัวเองกันเถอะเรา...ผู้หญิงสวยทั้งหลาย

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา ต่างโทษสิ่งนั้น โทษสิ่งนี้ แต่ไม่โทษตัวเอง เช่น ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน เราควรภูมิใจหรือเศร้าสลดดี ที่ประเทศไทยติดอันดับที่ 2 ของโลก 2 ปีซ้อน พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2559 -The World's Most Dangerous Places to Drive. “ประเทศที่อันตรายที่สุดในโลกสำหรับการขับขี่ยานพาหนะ (บนท้องถนน)” โธ่พี่.. คิดดูสิ นักปั่นจักรยานรอบโลก 3 ท่าน ต้องมาจบชีวิตลงที่เมืองไทย เพราะถูกรถชน ฝรั่งนักท่องเที่ยวเกือบถูกรถชนตายขณะกำลังข้ามถนน เรื่องจริงผ่านจอ...เฟซบุ๊ก เขาเล่าประสบการณ์ในเมืองไทยในเพจข่าวของบ้านเขา ผู้ขับขี่ทั้งหลายรู้ตัวกันบ้างไหมว่าเราคือปัญหา อย่าไปโทษโชคชะตาฟ้าลิขิต กรรมเวรใดๆ หรือโทษยานพาหนะต้องโทษตัวเราเองที่ไม่ดีเขาจึงไม่รัก ไม่ช่าย... ถ้าพวกเราทุกคนเคารพกฎจราจรอย่างเคร่งครัด มีความรับผิดชอบต่อสังคม และมีน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้ถนนด้วยกัน ปัญหาอุบัติเหตุจะลดน้อยลงไปอย่างทันตาเห็น ความมหัศจรรย์จะบังเกิดขึ้น เป็นปรากฏการณ์ของโลก ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ว่าคนไทยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการขับขี่และการใช้ถนนร่วมกัน

การเปลี่ยนแปลงคือนิรันดร์ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน วิสัยของสรรพสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะสรรพสิ่งในโลกล้วนอนิจจัง แต่การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงของพวกเรา ถ้าเรารู้จักยอมรับและมองความจริงด้วยเหตุและผล เปิดหัวใจออกกว้าง ลดความอคติ และความยึดติด ทั้งนี้ทั้งนั้น การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องลำบากใจหรือมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา แต่ท้ายสุดแล้วจะบังเกิดผลดีสำหรับตัวเรา ครอบครัว และสังคมที่เราอยู่

“ยิ่งเปลี่ยนไปเท่าใด ก็ยิ่งเหมือนเดิม” (The More Things Change, the More They Stay the Same.) หลายคนคงมีคำตอบอยู่ในหัวใจของแต่ละคนแล้ว จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ หรือ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) เขามีคำตอบเช่นกัน “Those Who Cannot Change Their Minds Cannot Change Anything.” พวกที่ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา พวกนั้นก็ไม่มีทางจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดๆ ได้เลย
กำลังโหลดความคิดเห็น...