“หนึ่งความคิด”
โดย “สุรวิชช์ วีรวรรณ”
แม้จะมีหลายฝ่ายชี้ให้เห็นบ้างแล้วถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงระหว่างทักษิณ เพื่อไทยและธรรมกาย แต่ก็อยากจะอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แจ่มชัดของทั้งสองฝ่ายอีกระดับหนึ่ง ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า คนเสื้อแดงทั้งหมดจะสนับสนุนธรรมกายและไม่ใช่สาวกธรรมกายทั้งหมดจะเป็นเสื้อแดง
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงนั้น ถูกนำมาอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ในขณะที่การต่อสู้ของสาวกธรรมกายนั้นถูกนำมาอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนา คนเสื้อแดงอ้างว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม ธรรมกายก็อ้างเช่นเดียวกัน เหมือนเชื่อว่า ฝ่ายของตัวเองเป็นฝ่ายถูกต้อง เป็นฝ่ายถูก เป็นฝ่ายธรรมะ
ในขณะที่คนอีกฝ่ายมองว่า ฝ่ายทักษิณและธรรมกายทำผิด ทำไม่ถูก เป็นฝ่ายอธรรม คำถามว่า สังคมไทยแยกแยะไม่ออกว่าอะไรถูกอะไรผิดเช่นนั้นหรือ จึงมองกรณีเดียวกันด้วยมุมมองที่แตกต่างกัน
คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจริงหรือ แล้วสาวกธรรมกายต่อสู้เพื่อพระพุทธศาสนาจริงหรือ
สิ่งที่คนเสื้อแดงอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนั้นมีสิ่งเดียวที่ยึดโยงและนำมาเป็นข้ออ้างก็คือ ทักษิณมาจากการเลือกตั้งดังนั้นการทำลายทักษิณจึงคือการทำลายประชาธิปไตย โดยไม่ใส่ใจว่าระหว่างมีอำนาจนั้นทักษิณมีพฤติกรรมอย่างไร เช่นเดียวกับอ้างว่าการจัดการกับธัมมชโยนั้นเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาเพราะธัมมชโยเป็นพระที่มีลูกศิษย์ศรัทธาเป็นจำนวนมาก การทำลายธัมมชโยจึงเป็นการทำลายพุทธศาสนา
แต่ประชาธิปไตยมันมีแก่นแกนของมัน พุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน
ประชาธิปไตยมีหลักการปกครอง ธรรมาภิบาลในการใช้อำนาจ พุทธศาสนามีหลักคำสอนที่มุ่งให้ทำดีประพฤติดีอยู่ในธรรม ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยวิธีเลือกตั้งเข้ามา แล้วบอกว่านี่คือประชาธิปไตย หรือเพียงแค่อาศัยเข้ามาห่มผ้าเหลืองเข้ามาแล้วบอกว่านี่คือพุทธศาสนา
เรื่องคำสอนที่บิดเบี้ยวของธัมมชโยและธรรมกายนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องฉ้อโกงสหกรณ์ซึ่งเป็นความผิดทางอาญานั้น เป็นเรื่องหนึ่ง เมื่อมีผู้ถูกกล่าวหาอำนาจรัฐก็ต้องดำเนินการ เรื่องนี้จะไม่เป็นเรื่องใหญ่อย่างวันนี้เลยถ้าธัมมชโยมารับทราบข้อกล่าวหาตั้งแต่ต้น ธัมมชโยอยู่นอกเหนือกฎหมายของรัฐหรืออย่างไร จึงปฏิเสธและแข็งขืนที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ธัมมชโยเพียงแต่ใช้เสื้อคลุมของพระและเอาบางส่วนของคำสอนของพุทธศาสนามาดัดแปลงเพื่อหาประโยชน์ หลอกลวงว่ายิ่งทำบุญมากจะได้ขึ้นสวรรค์ในลำดับชั้นที่สูงขึ้น ขณะที่ทักษิณอ้างว่าจะทำให้ประชาธิปไตยกินได้ด้วยการเอาเงินของรัฐไปแจก ฟังเผินๆ ทักษิณเอาเงินไปแจกประชาชนก็ดูเป็นเรื่องดี แต่กลายเป็นว่าทักษิณนั้นใช้เงินของรัฐไปซื้อประชาชนเพื่อแลกกับความไว้วางใจ แต่เครือข่ายของตัวเองมีสินทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในระหว่างที่อยู่ในอำนาจ และใช้อำนาจแก้กฎหมายให้ธุรกิจของตัวเองได้ประโยชน์ มีคำกล่าวอ้างว่า ธัมมชโยเอาเงินไปช่วยเหลือเจือจุนผู้คนจำนวนมาก แต่ไม่สนใจว่าธัมมชโยได้เงินมาอย่างไรหลายแสนล้านบาท
มีตัวเลขปรากฏชัดอยู่แล้วว่าระหว่างที่ทักษิณอยู่ในอำนาจนั้นมูลค่าบริษัทของทักษิณเติบโตขึ้นหลายเท่า และปรากฏตามข้อเท็จจริงที่ถูกตัดสินความผิดแจกแจงด้วยคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วว่าทักษิณใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ไม่ว่าการปกปิดอำพรางหุ้นผ่านนอมินี การแปรสัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์ให้บริษัทตัวเอง ฯลฯ จนศาลมีมติให้ยึดให้ทรัพย์สินที่ฉ้อโกงไปกลับมาเป็นของแผ่นดินจำนวน 46,373,680,754.74 บาท
เรื่องของทักษิณจึงเป็นเรื่องฉ้อโกงแผ่นดินไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตย คนที่ออกมาต่อต้านทักษิณจึงเป็นคนที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลที่ใช้อำนาจโดยมิชอบไม่ใช่ต่อต้านประชาธิปไตย
ส่วนธัมมชโยนอกจากบิดเบือนคำสอน เอาพุทธศาสนามาหลอกลวงหากินขายบุญแล้ว ยังมีคดีฉ้อโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ที่มีเงินรั่วไหลนับหมื่นล้านบาท และเมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ก็พบว่ามีการสั่งจ่ายเช็กสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 878 ฉบับ เป็นเงิน 11,367 ล้านบาทโดยมีกลุ่มผู้รับ 7 กลุ่ม โดย 1 ใน 7 ก็คือกลุ่มวัดพระธรรมกาย และพระธัมมชโย และมูลนิธิมหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งพบว่าตั้งแต่วันที่ 5 มีนาคม 2552 - 15 กุมภาพันธ์ 2554 ได้รับเช็กจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น 21 ครั้ง เป็นเงิน 1.2 พันล้านบาท โดยไม่มีมูลหนี้กับสหกรณ์ฯ รวมถึงทรัพย์สินอีกจำนวนมหาศาลที่ได้มาจากการหลอกลวงขายบุญ
การจัดการธัมมชโยจึงเป็นการจัดการคนทำผิดกฎหมาย บิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาและฉ้อโกงประชาชนของคนๆ หนึ่งไม่ใช่การทำลายพุทธศาสนา
แน่นอนว่าคดีของธัมมชโยยังไม่มีการตัดสินว่ามีความผิดตามกล่าวหาจริงหรือไม่ ถ้าธัมมชโยเข้ามอบตัวสู้คดีเรื่องก็จะไม่บานปลายมาถึงขณะนี้ แต่ธัมมชโยกลับใช้กฎหมู่แข็งขืนต่อกฎหมายรัฐ ตั้งป้อมค่ายต่อสู้กับอำนาจรัฐ ซึ่งทำให้รัฐไม่มีทางเลือกอย่างอื่นคือการบังคับใช้กฎหมาย ถ้ารัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็งก็เท่ากับยอมให้อาณาจักรธรรมกายกลายเป็นรัฐอิสระที่ซ้อนอยู่ในอำนาจรัฐไทย ซึ่งเป็นเรื่องตลกที่ฝ่ายสนับสนุนธัมมชโยและแนวร่วมโดยเฉพาะเสื้อแดงบอกว่า สิ่งที่รัฐทำเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ธัมมชโยก็เหมือนกับทักษิณที่แทรกแซงองค์กรอิสระ ซื้อ ส.ว.เพื่อไม่ให้กระบวนการปกติตรวจสอบตัวเองได้ ธัมมชโยใช้เงินแจกไปยังวัดวาพระสงฆ์ทั่วประเทศ ตั้งแต่พระเล็กๆไปจนถึงพระผู้ใหญ่ที่มีอำนาจปกครองสงฆ์ รวมถึงหน่วยงานรัฐที่ดูแลสงฆ์ แม้จะมีลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนให้ธัมมชโยปาราชิกแต่ก็ทำอะไรธัมมชโยไม่ได้
ธัมมชโยนั้นสร้างอาณาจักรก่อนที่จะทักษิณเข้ามาเล่นการเมือง แต่เห็นชัดเจนว่า สองฝ่ายเกื้อกูลสนับสนุนช่วยเหลือกัน เมื่อทักษิณมีอำนาจอยู่ๆก็มีการถอนฟ้องธัมมชโยที่ถูกกล่าวหาว่า ยักยอกเงินและที่ดินที่บรรดาญาติโยมบริจาคให้วัด และมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ใกล้ชิดสีกา และอวดอุตริมนุสธรรม ต่อมา กรมที่ดินได้สำรวจพบ พระธัมมชโยมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดที่ดินและบริษัทที่เกี่ยวกับวัดพระธรรมกายกว่า 400 แปลง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ใน จังหวัดพิจิตร และเชียงใหม่ คดีอยู่ในศาลกำลังจะตัดสินอยู่ๆอัยการก็ถอนคดีออกจากศาลไปดื้อๆ
เหตุผลในการถอนคดีครั้งนั้นอ้างว่า ธัมมชโย ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาตรงตามพระไตรปิฎกและนโยบายของคณะสงฆ์ ด้วยการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้เป็นที่ยอมรับทั่วไป ทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งได้ให้ความร่วมมือช่วยเหลือกิจการของศาสนา ทั้งของคณะสงฆ์ ภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก ส่วนด้านทรัพย์สินนั้น ธัมมชโยกับพวก ได้มอบทรัพย์สินทั้งหมดคืน ทั้งที่ดินและเงินจำนวน 959,300,000บาท คืนให้แก่วัดพระธรรมกายแล้ว กลายเป็นว่าถ้าฉ้อโกงยักยอกแล้วถูกจับได้เอาไปไปคืนเอาเงินไปคืนก็ไม่มีความผิด
ทักษิณเป็นคนสั่งให้ถอนคดีธัมมชโยหรือไม่ไม่มีหลักฐาน แต่คนที่มีอำนาจอยู่ในตอนนั้นคือทักษิณ แล้วพฤติกรรมที่ปรากฏไม่ต้องสงสัยและไม่มีข้อปฏิเสธเลยว่า ทักษิณไม่ใช่สาวกของธัมมชโย
เราอาจพูดไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ทักษิณและธัมมชโยจับมือกันโดยฝ่ายหนึ่งยึดอาณาจักรและฝ่ายหนึ่งยึดศาสนาจักร แต่พฤติกรรมของทั้งสองในเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นความจริง ทั้งสองฝ่ายเกื้อกูลกันและมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เมื่อมีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหลายครั้งจึงมีมวลชนมาอาศัยอยู่ในวัดธรรมกาย และในเวลานี้เครือข่ายของระบอบทักษิณทั้งหมดจึงออกมาปกป้องธรรมกาย ทั้งนักการเมืองพรรคเพื่อไทย แกนนำเสื้อแดง และสื่อมวลชนที่สนับสนุนระบอบทักษิณก็ล้วนแล้วออกมายืนข้างธรรมกายทั้งสิ้น
เราเห็นมุมมองและทิศทางการเสนอข่าวของเครือมติชนก็ปรากฏชัดว่ามีมุมมองต่อธรรมกายในปัจจุบันอย่างไร ทั้งๆ ที่เครือมติชนนี้ในอดีตเคยเป็นสื่อที่เปิดโปงพฤติกรรมของธรรมกายมาก่อน ดังนั้นถามว่า มติชนรู้ไหมว่าธรรมกายเป็นอย่างไรคำตอบก็คือรู้ แต่ทำไมจึงมีทิศทางการเสนอข่าวที่เห็นอกเห็นใจธรรมกาย ก็คงต้องย้อนไปดูความสัมพันธ์ระหว่างเครือมติชนกับระบอบทักษิณนั่นเอง
ไม่ต้องพูดถึงวอยซ์ทีวีของพานทองแท้ที่ออกมาปกป้องธัมมชโยเต็มตัว
การต่อสู้เพื่อทักษิณจึงไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เป็นการต่อสู้เพื่อนักการเมืองขี้โกงที่ศาลพิพากษาแล้วคนหนึ่ง เช่นเดียวกันการต่อสู้เพื่อธัมมชโยไม่ใช่การต่อสู้เพื่อพุทธศาสนาแต่เป็นการต่อสู้เพื่อคนห่มผ้าเหลืองที่เอาพุทธศาสนามาหลอกลวงประชาชนและอดีตพระสังฆราชมีพระลิขิตว่าปาราชิกแล้ว
ผมว่าสังคมไทยไม่ใช่แยกแยะไม่ได้หรอกว่าสิ่งที่ทักษิณและธัมมชโยทำนั้นผิดหรือไม่ เห็นกันชัดๆอยู่แล้วว่าผิด แต่การปกป้องทักษิณและธัมมชโยเป็นเรื่องของผลประโยชน์และเป้าหมายที่ลึกซึ้งไม่ใช่เรื่องการปกป้องประชาธิปไตยและพุทธศาสนาแต่อย่างใด


