xs
xsm
sm
md
lg

การปรับปรุงการสอบสวนคดีอาญาในยุคปฏิรูป : ภารกิจเข็นครกขึ้นภูเขา

เผยแพร่:   โดย: พันโทกมล ประจวบเหมาะ

เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ และข่าวออนไลน์ทางอินเตอร์เนท เสนอข่าวว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา) ให้สัมภาษณ์นักข่าวก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรีว่า กระทรวงมหาดไทยกำชับฝ่ายปกครองให้ดูแลความสงบเรียบร้อย ปราบผู้มีอิทธิพล และเดินหน้าปราบปรามการค้ามนุษย์

ในรายละเอียดมีสาระสำคัญว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำชับให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ดูแลความสงบเรียบร้อย ปราบผู้มีอิทธิพล เพราะกระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว โดยมีการสั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ เป็นผู้ดำเนินการดูแลในเรื่องนี้ด้วย รวมทั้ง ได้มีการเน้นย้ำกับผู้ว่าราชการจังหวัด เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่ ซึ่งมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย และมีหน้าที่เกี่ยวกับสถานบันเทิงที่เปิดใกล้สถานศึกษา ให้ทำงานร่วมกับตำรวจ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการโซนนิ่งเป็นที่ตั้งสถานบริการ และกระทรวงมหาดไทยประกาศเตรียมปูพรมเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายต่อเนื่องทั้งประเทศ

สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย มีความชื่นชมยินดีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ท่านให้ความสนใจกับปัญหานี้ โดยเฉพาะท่านย้ำว่า กระทรวงมหาดไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบอยู่แล้ว

ทั้งนี้เพราะสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย เห็นว่า ปัญหาผู้มีอิทธิพล และความสงบเรียบร้อย เป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่ง เกี่ยวโยงกับ ปัญหายาเสพติด บ่อนการพนัน สถานบริการ การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง การค้าของเถื่อน อาชญากรรม ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน การบังคับใช้กฎหมาย การบุกรุกทำลายป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทุกข์สุขของประชาชน และปัญหาสังคม เศรษฐกิจของบ้านเมือง และ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคน ตลอดไปจนถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน จะต้องเป็นกุญแจไขไปสู่ความสำเร็จนี้ให้ได้ เรียกว่า คนมหาดไทยทุกคนจะต้องรวมพลังสนองนโยบายของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างเต็มกำลัง

แต่ขอเรียนว่า สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ไม่มั่นใจนักว่า ในปัจจุบันนี้ จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้สำเร็จจนอยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจหรือไม่


แม้วัฒนธรรมการทำงานของคนมหาดไทย ที่สืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คือการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” และสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้กับประชาชนและบ้านเมือง และ คนมหาดไทยได้รับการอบรมสั่งสอนต่อกันมาว่า ต้องทำงาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้สำเร็จให้ได้ แม้จะอยู่ในภาวะจำกัด จำกัดทั้งงบประมาณ กำลังคน วัสดุเครื่องใช้ไม้สอยและทั้งอำนาจตามกฎหมายก็ตาม

คนมหาดไทยต้องใช้ภาวะผู้นำ การบูรณาการ การประสานงาน และร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาชน หรือเรียกว่าใช้วิธีการประชารัฐ เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงาน ซึ่งที่ผ่านมางานต่างๆสามารถสำเร็จ ผ่านพ้นด้วยดี

อีกประการหนึ่ง การที่มีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 96/2557 เรื่องการจัดตั้งศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการศูนย์ดำรงธรรม กำหนดวัตถุประสงค์ชัดเจนว่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานระดับจังหวัดและให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการในจังหวัดสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างเสมอภาค มีคุณภาพ รวดเร็ว ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานและประชาชนได้รับความพึงพอใจ รวมทั้งมติคณะรัฐมนตรี ให้มีการตั้งศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ทำงานลักษณะเดียวกับศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดในเขตอำเภอของตน

นอกจากนั้น การมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอรับผิดชอบและกำกับดูแล โครงการพัฒนาจังหวัด กลุ่มจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลคาดหวังว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ สามารถแก้ปัญหาของประชาชนและนำนโยบายของรัฐบาลไปดำเนินการให้บรรลุผลแก้ปัญหาให้ประชาชนและสร้างความสุขให้ประชาชนได้
ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ตลอดจนทีมงาน ก็สามารถสนองนโยบายรัฐบาลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดังจะเห็นจากสถิติผลการปฏิบัติงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยและกรมการปกครองติดตามผลการปฏิบัติงานของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและอำเภอต่างๆ

แต่ปัญหาผู้มีอิทธิพล และการรักษาความสงบเรียบร้อย เป็นปัญหาที่สำคัญ เกี่ยวโยงกับปัญหาการไม่ได้รับ ความเป็นธรรมในการสอบสวนคดีอาญา ปัญหายาเสพติด บ่อนการพนัน สถานบริการ การค้ามนุษย์ การลักลอบเข้าเมือง การค้าของเถื่อน อาชญากรรม ความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน การบังคับใช้กฎหมาย การบุกรุกทำลายป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งผู้มีอิทธิพลและผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องได้รับการสนับสนุน คุ้มครองช่วยเหลือจากทั้งอำนาจ ทางการเมืองและอำนาจรัฐ จากนักการเมืองและข้าราชการบางคนที่มองผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของส่วนรวมและของสังคมและประเทศชาติบ้านเมือง จนทำให้ผู้มีอิทธิพลมีสรรพกำลังกล้าแข็งขึ้นมากมาย เพียงแต่ในเวลาขณะนี้ภายใต้การบริหารบ้านเมืองของ ค.ส.ช.และรัฐบาลชุดนี้ ผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ต่างรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ปิดเทอมบทบาท รอเวลาเปิดเทอมใหม่เท่านั้นเอง

ในอดีตที่ผ่านมา กล่าวได้ว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีบทบาทสำคัญในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขและแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพล ปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ปัญหาความทุกข์ยากให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้เพราะกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างหน่วยงานที่ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน(ฝ่ายปกครอง) และหน่วยงานรับผิดชอบด้านการปราบปราม และป้องกันโจรผู้ร้าย(ตำรวจ) ซึ่งได้รับมอบหมายอำนาจจากกระทรวงมหาดไทย ให้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนคดีอาญา โดยทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกัน ประสานงานกันอย่างดี ตำรวจดูแลในกรุงเทพมหานคร ขณะที่กระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้หัวหน้าหน่วยงานในภูมิภาค( ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ) เป็นตัวแทนและรับนโยบายของกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาลไปกำกับดูแลส่วนราชการต่างๆรวมทั้งตำรวจ แทนกระทรวงมหาดไทยและรัฐบาล อำนวยความเป็นธรรมให้กับสังคมและประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีตำรวจดูแลเรื่องการสืบสวนสอบสวนและปราบปรามโจรผู้ร้าย

แต่ถ้าเป็นคดีสำคัญ หรือคดีที่ประชาชนร้องเรียนขอความเป็นธรรม ก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ สามารถเข้าควบคุมคดีหรือสอบสวนร่วมกันได้ และถ้าเป็นคดีที่พนักงานอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง หรือสั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกา ซึ่งเป็นมาตรการให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียหายในคดีอาญาชั้นสอบสวนที่จะไม่ได้ส่งให้อยู่ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น หรือชั้นศาลอุทธรณ์ และชั้นศาลฎีกา ก็ยังให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดที่จะพิจารณาว่า เห็นชอบที่อัยการจะไม่ฟ้องผู้ต้องหา สั่งไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกาหรือไม่ โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถทำความเห็นแย้งพนักงานอัยการได้ หรือแม้กระทั่งกรณีการติดตาม ดูแลและช่วยเหลือ ในการดำรงชีพของผู้ต้องขังที่พ้นโทษออกมาให้สามารถประกอบอาชีพอยู่ในสังคมได้ เพื่อจะได้ไม่กลับไปทำอันตรายต่อสังคมอีก ซึ่งเป็นไปด้วยดีตลอดมา

แต่ 10 ปีเศษที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้ กระทรวงมหาดไทยซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาความสงบเรียบร้อย และปราบปราม ผู้มีอิทธิพล ถูกทำให้เล็กลง อำนาจตามกฎหมายและหน่วยงานที่เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาด้านนี้ถูกแยกออกไปจากกระทรวงมหาดไทย เช่น กรมตำรวจ แยกไปจัดตั้งเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วนำอำนาจหน้าที่และงานของกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายที่กระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายให้ปฏิบัติในเรื่องการป้องกันปราบปรามผู้มีอิทธิพล การรักษาความสงบเรียบร้อยขณะที่ตำรวจยังเป็นกรมตำรวจขึ้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย ติดตัวไปด้วย กรมอัยการแยกไปจัดตั้งเป็นสำนักงานอัยการสูงสุด และกรมราชทัณฑ์แยกไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม เป็นต้น

หลังจาก รัฐบาล ออกพระราชกฤษฎีกาโอนกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไปจัดตั้งสำนักงานตำรวจ ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี รัฐบาล เมื่อปี 2541 และต่อมามีพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด มีอำนาจหน้าที่ดูแลการการปฏิบัติราชการของข้าราชการตำรวจในจังหวัด และไม่ได้ขึ้นการบังคับบัญชาต่อจังหวัด ก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคมากมายในการสร้างความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงและความเป็นเอกภาพในการแก้ปัญหาในเรื่องการจัดระเบียบสังคม การป้องกันปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมของจังหวัด เนื่องจากจังหวัด ไม่สามารถบังคับ บัญชาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังได้ และบางครั้งมีบางพื้นที่ข้าราชการตำรวจบางคนกลับเป็นผู้สร้างปัญหาในเรื่องดังกล่าวเสียเอง ดังที่ปรากฏตามสื่อสารมวลชนทั่วไป

ผลกระทบจากการที่ข้าราชการตำรวจที่มีหน้าที่ปฏิบัติงานประจำในจังหวัด แต่ไม่มีฐานะเป็นข้าราชการส่วนภูมิภาคและไม่มีการมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำกับดูแล

1. การที่ข้าราชการตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซึ่งเดิมสังกัดอยู่กับภูมิภาค เป็นข้าราชการส่วนกลาง ทั้งๆที่ปฏิบัติหน้าที่ประจำอยู่ในจังหวัดในภูมิภาค แต่ไม่ได้อยู่ในการกำกับดูแลของ ผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นตัวแทนส่วนกลาง นำนโยบายของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี และกระทรวงต่างๆไปปฏิบัติ ให้บังเกิดผลดีในภูมิภาคตามกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องความร่วมมือผสมผสานกันระหว่างฝ่ายปกครองและตำรวจ ซึ่งจะต้องทำงานประสานกันเหมือนมือขวาและมือซ้าย เพื่อเป็นพลังสำคัญในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชนต้องแยกออกจากกัน และห่างกันออกไป

ประการที่สำคัญ ข้าราชการตำรวจในจังหวัดนั้นๆ ห่างเหินจากจังหวัดและส่วนราชการประจำจังหวัด และไม่ผูกพันโยงยึด รับผิดชอบกับประชาชนในจังหวัด เพราะเป็นข้าราชการสังกัดส่วนกลาง ทำให้ได้รับความร่วมมือจากประชาชนและส่วนราชการที่รับผิดชอบในพื้นที่ไม่เต็มที่ หรือน้อยเกินไป

2. ผลกระทบที่เห็นชัดเจนที่สุด ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะต้องรับผิดชอบและต้องแก้ไขปัญหานี้คือ

2.1 ประสิทธิภาพในการรักษาความสงบเรียบร้อย และการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมของจังหวัดลดลง จังหวัดไม่สามารถบังคับบัญชาและกำกับดูแลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจังได้

ในวงราชการเป็นที่ยอมรับว่าทุกหน่วยงานราชการมีทั้งคนดีและคนไม่ดี คนดีก็ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่เต็มที่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของบ้านเมืองมาก่อนประโยชน์ส่วนตน ตำรวจดีมีมากมาย ผู้เขียนเคยทำงานร่วมกันอย่างดียิ่ง ทำให้บ้านเมืองได้รับผลดี คนทำงานด้วยมีความสุขสนุกมาก ขอชื่นชมและขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วย แต่ประเภทคนไม่ค่อยจะดีก็มีให้เห็นบ่อยๆ ระดับผู้บังคับการจังหวัด ไม่เคยเข้าร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเลย มีแต่ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุม บางคนก็ไม่ยอมรับความผิดพลาดและบกพร่องของตน

ตัวอย่างเช่น มีผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอแห่งหนึ่ง ฟ้องอธิบดีกรมการปกครองกับพวกซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดกรมการปกครองและเป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ที่เสนอข่าวการจับกุม เป็นคดีอาญาต่อศาลข้อหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หมิ่นประมาทท่านผู้กำกับท่านนั้น ด้วยการโฆษณา กรณีชุดเฉพาะกิจมหาดไทยบุกจับคาราโอเกะ แหล่งค้าประเวณีชายแดนไทยลาวในพื้นที่ ซึ่งศาลยกฟ้องคำฟ้องของท่านผู้กำกับท่านนี้

2.2 ขณะที่คดีอาญาในจังหวัดในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้น แต่ประสิทธิภาพของผู้ว่าราชการจังหวัด ในการเร่งรัด กำกับดูแลให้ตำรวจจับกุม มีไม่ชัดเจน ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ไม่มีอำนาจการบังคับบัญชา ไม่มีสิทธิเสนอให้คุณให้โทษ ต้องใช้ภาวะผู้นำ การประสานงาน มาใช้แก้ปัญหา ทำให้การแก้ไขปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหาการหลบหนีเข้าเมือง ปัญหาการพนัน ปัญหาสถานบริการทำผิดกฎหมาย การค้ามนุษย์ ผู้มีอิทธิพล และปัญหาอาชญากรรมกรรม ที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งกระทบต่อนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัด เป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพและไม่ได้ผลอย่างจริงจัง

ทั้งนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคดีอาญาและความไม่ปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินในกรุงเทพมหานครจะเบาบางกว่าต่างจังหวัด
ขณะนี้สถิติคดีอาญาในเมืองหลวงเพิ่มสูงขึ้นมาก และความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินของประชาชนลดลงอย่างน่าเป็นห่วง ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยตรวจลาดตระเวนโดยทั่วไป คดีอาญาที่เกิดขึ้นจึงไม่มีเจ้าหน้าตำรวจที่อยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ

3. บทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ในการอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนในบางเรื่องหมดไป และบางเรื่องเกิดความสับสนในทางปฏิบัติ ก่อนหน้านี้ กระทรวงมหาดไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ มีอำนาจในการแก้ปัญหาการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพนักงานสอบสวน ของผู้ต้องหา และของผู้เสียหายในคดีอาญา ดังนี้

3.1 การอำนวยความเป็นธรรมให้ผู้เสียหาย กรณีเมื่อพนักงานสอบสวนเสร็จ และต่อมาพนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 145 กำหนดว่า ถ้าเป็นคดีในจังหวัดอื่นให้พนักงานอัยการ ส่งสำนวนการสอบสวนที่สั่งไม่ฟ้องนั้น เสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หากผู้ว่าราชการจังหวัดไม่เห็นชอบคำสั่งไม่ฟ้อง ของอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจทำความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องของพนักงานอัยการ เพื่อส่งให้อธิบดีกรมอัยการ เพื่อชี้ขาด

ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมักจะมีข้อมูล ข้อเท็จจริงในพื้นที่ ซึ่งได้จากนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้อร้องเรียนของผู้เสียหาย หรือบุคคลทั่วไปให้ข้อมูลนอกเหนือจากในสำนวนการสอบสวน เพื่อประกอบการพิจารณาให้ความเป็นธรรม ซึ่งปรากฏว่าขณะที่เรื่องนี้อยู่ในความดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดีกรมอัยการชี้ขาดสั่งฟ้องตามความเห็นแย้งของผู้ว่าราชการจังหวัด มากกว่า 75%

3.2 การอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ผู้ต้องหา โดยการเปิดโอกาสให้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมในคดี ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2509 และ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติมอีกหลายฉบับ ซึ่งทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอสามารถเข้าควบคุม กำกับดูแลการสอบสวนคดีต่างๆ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ ผู้เสียหาย หรือผู้ถูกร้องทุกข์กล่าวโทษ หรือผู้ต้องหาได้ ในคดีที่มีการร้องเรียนขอความเป็นธรรม หรือคดีสำคัญที่เป็นคดีเกี่ยวกับการปราบปรามผู้ตัดไม้ ทำลายป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติ

แต่ขณะนี้มีปัญหาเกิดความสับสน เรื่องบทบาทของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ เรื่องการปราบปรามผู้ตัดไม้ทำลายป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเดิมผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ใช้อำนาจตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทย หรือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เข้าควบคุมการสอบสวน หรือ ส่งพนักงานสอบสวนเข้าร่วมสอบสวนเพื่อความเป็นธรรม ในบทบาทของพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง ตามข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยที่ 1/2509 เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการสอบสวนคดีอาญา และข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยระเบียบการดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองไม่มีอำนาจเข้าควบคุมคดีอาญา เกี่ยวกับคดีผู้กระทำผิดคดีตัดไม้ทำลายป่าและคดีที่สำคัญได้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองไม่มีอำนาจสอบสวนคดีดังกล่าว ทั้งๆที่มาตรา 18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอและข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ และข้อบังคับกระทรวงมหาดไทยเรื่องนี้ประกาศบังคับใช้และบังคับใช้อย่างได้ผลดีเรื่อยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 และปี พ.ศ. 2523

ขณะที่เรื่องนี้สำนักงานอัยการสูงสุดยังเห็นว่า พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองยังคงมีอำนาจสอบสวนคดีอาญาทั้งปวงตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับสั่งการ เป็นการภายใน ไม่ให้พนักงานสอบสวนแจ้งนายอำเภอ หรือผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ เพื่อพิจารณาเข้าควบคุมการสอบสวนคดีตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติโดยตรงเช่นที่เคยปฏิบัติมา

สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด และไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา

3.3 กรณีการทำความเห็นแย้งตามมาตรา 143 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ว่าราชการจังหวัดกรณีอัยการสั่งไม่ฟ้อง ซึ่งถูกยกเลิกอำนาจ นำไปให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคมีอำนาจพิจารณาสั่งแทน โดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 115/2557 แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143

4. ประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคม บ้านเมืองในบทบาทของกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้ผล เนื่องจากขาดการเอาใจใส่บังคับใช้โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ตำรวจขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่มีเวลามาสนใจและศึกษาเรื่องเหล่านี้ เช่น การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ การควบคุมการก่อสร้างอาคาร การจัดระเบียบสังคม การควบคุมดูแลสถานบริการ การพนัน การตรวจคนเข้าเมือง และความผิดคดีอาญาตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครองอื่นๆ ที่ไม่เป็นอาชญากรรม เช่น การทำผิดเทศบัญญัติ ข้อบัญญัติ ข้อบังคับองค์กรปกครองท้องถิ่น หมวดการทะเบียน หมวดเกษตรกรรม หมวดการศึกษา หมวดการสาธารณสุขและอนามัยชุมชน หมวดการส่งเสริมอาชีพและการจ้างงาน หมวดการคมนาคมขนส่งและโทรคมนาคม หมวดภาษีอากรและการค้า หมวดอุตสาหกรรม การป้องกันบรรเทาสาธารณภัย การชลประทาน เป็นต้น

หรือแม้กฎหมายบางเรื่องจะให้อำนาจส่วนราชการที่รับผิดชอบเรื่องเหล่านี้เป็นพนักงานเจ้าที่ก็ตาม แต่ถ้าจะต้องสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาก็จะต้องส่งให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจดำเนินการสอบสวน ทำให้การดำเนินคดีล่าช้าไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหา

หรือแม้จะมีพนักงานฝ่ายปกครอง กำนันผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองท้องถิ่น รับผิดชอบดูและรักษาความสงบเรียบร้อยให้ประชาชนอยู่ก็ตาม แต่ถ้ามือขวากับมือซ้าย(ฝ่ายปกครองกับตำรวจ)ทำงานไม่ประสานกัน ต่างคนต่างทำ ไม่มีการบูรณาการในการทำงานร่วมกันและบางพื้นที่กลับมีความขัดแย้งในการทำงาน เช่น การจับกุมคดีการพนัน การควบคุมสถานบริการ การค้ามนุษย์เป็นต้น การบังคับใช้กฎหมายเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ของสังคมและบ้านเมืองย่อมไม่มีประสิทธิภาพ นโยบาย “ประเทศ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน”ย่อมบรรลุเป้าหมายได้ยาก

สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ขอเสนอว่า

1. ควรปรับปรุง และจัดระเบียบ อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ ภารกิจ ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างผู้ว่าราชการจังหวัด กับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ชัดเจนและแก้ไขให้ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน เป็นราชการส่วนภูมิภาค และมีการมอบอำนาจการบังคับบัญชาการให้คุณให้โทษแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนั้น ๆ กำกับดูแล

2. ควรสร้างเสริมประสิทธิภาพของกระทรวงมหาดไทยเพื่อทดแทนส่วนที่ขาดหายไปและเติมเต็มงานการรักษาความสงบเรียบร้อย การป้องกันอาชญากรรมในส่วนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำหน้าที่ขณะที่อยู่กับกระทรวงมหาดไทย โดยการให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ให้ความสนใจดูแล มีบทบาทและให้การสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม การสืบสวน และการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบของจังหวัดและอำเภออย่างชัดเจนและจริงจัง ปัจจุบันกรมการปกครองได้ฝึกอบรมพนักงานสอบสวนของฝ่ายปกครองไว้พร้อมแล้ว มีจำนวนมากกว่า 3,000 คน

แต่ถ้าเป็นคดีที่น่าสนใจ คดีที่เกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ การค้ามนุษย์ คดีที่เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล หรือคดีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม ต่อผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด หรือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดหรือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ แล้วแต่กรณี เข้าไปควบคุมการสอบสวน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยให้มีอำนาจควบคุมการสอบสวน หรือส่งพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองเข้าร่วมการสอบสวน ทั้งนี้ให้ออกกฎกระทรวงจัดระเบียบเรื่องนี้ให้ชัดเจน เพื่อทำให้ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดและศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ สามารถอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

3. ควรปรับปรุงบทบาทในการอำนวยความเป็นธรรมของกระทรวงมหาดไทย ให้พนักงานสอบสวนฝายปกครอง ทำหน้าที่สอบสวนคดีอาญาบางประเภทเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการสนับสนุน ให้การทำหน้าที่ของศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ โดย

3.1 ออกกฎกระทรวงจัดระเบียบอำนาจหน้าที่การสอบสวน และการสอบสวนร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองและพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ ให้ชัดเจน
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในการทำหน้าที่ของหน่วยงาน และทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่อำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนและประโยชน์สูงสุดของบ้านเมือง

3.2 มอบภารกิจการบังคับใช้กฎหมายและการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองและปลัดอำเภอ และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ให้รับผิดชอบงานที่เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับการปกครอง ความมั่นคง เศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อย สังคมวัฒนธรรม ทรัพยาการธรรมชาติ เช่น การชลประทานราษฎร์ การป้องกันบรรเทาสาธารณภัย การคุ้มครองผู้บริโภค คุ้มครองแรงงาน การจัดสรรดิน การคุ้มครองเด็ก การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯลฯ

3.3 ควรมอบให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง รับผิดชอบงานสอบสวน ตามภารกิจอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายเกี่ยวหมวดต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปกครอง การจัดความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมบ้านเมืองอื่นๆ เช่น การทำผิดเทศบัญญัติ ข้อบัญญัติ ข้อบังคับองค์กรปกครองท้องถิ่น หมวดการทะเบียน หมวดเกษตรกรรม หมวดการศึกษา หมวดการสาธารณสุขและอนามัยชุมชน หมวดการส่งเสริมอาชีพและการจ้างงาน หมวดการคมนาคมขนส่งและโทรคมนาคม หมวดภาษีอากรและการค้า หมวดอุตสาหกรรม

3.4 ควรให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง รับผิดชอบงานสอบสวนการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบ ของกรมสรรพากร ตามประมวลกฎหมายรัษฎากร ของกรมการจัดหางานกระทรวงแรงงาน พระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ.2528 งานตาม พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 งานกรมศุลกากรตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 งานกรมป่าไม้ ตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ร.บ.สวนป่า พ.ร.บ.คุ้มครองเลื่อยโซ่ยนต์ งานกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และงานของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ร.บ.ควบคุมดีบุก และ พ.ร.บ.สภาการเหมืองแร่ โดยให้ทำการสอบสวนร่วมกับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานนั้นๆ

4 . การปรับปรุงให้ข้าราชการตำรวจภูธร ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ เป็นหน่วยงานราชการบริหารส่วนภูมิภาค เช่นเดียวกับส่วนราชการอื่น
เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อพื้นที่และประชาชนภายในจังหวัด และให้มีคณะกรรมการระดับจังหวัด ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดและตัวแทนประชาชน ทำหน้าที่ กำกับดูแล ให้คุณให้โทษและสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ ตามแนวทางประชารัฐแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง (ลักษณะเช่นเดียวกับการปรับปรุงของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดให้มีศึกษาธิการจังหวัด โดยอาศัยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 10 /2559 และคำสั่ง คสช.ที่ 11/2559)

สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย ขอเรียนว่า ความเห็นและข้อเสนอนี้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการที่ต้องการเห็นบ้านเมืองของเรา มีการบริหารจัดการที่ดีด้วยระบบคุณธรรม โปร่งใส ซื่อสัตย์ สุจริต ตรวจสอบได้ มีการถ่วงดุลอำนาจ การให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน และเพื่อการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชนและสร้างความมั่นคงผาสุกของบ้านเมือง ไม่ได้ต้องการที่จะแสวงหาอำนาจให้แก่หน่วยงานใด แต่เป็นการตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2547 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2547 ที่ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมอัญเชิญมา ดังนี้

“....เวลานี้เราทุกคนมีภาระสำคัญรออยู่ที่จะต้องร่วมมือกันเสริมสร้างความเป็นปรกติเรียบร้อยให้แก่บ้านเมือง เพื่อให้ประชาราษฎร์ ชาติภูมิมีความผาสุกสงบ ภาระทั้งนี้มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ หากเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกฝ่ายทุกคน ที่จะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำให้พรักพร้อมและสอดคล้องเกื้อกูลกัน โดยมีจุดหมายและอุดมคติร่วมกัน ข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ตลอดจนประชาชนทุกหมู่เหล่า ทำความคิดจิตใจให้หนักแน่นแน่วแน่ และเที่ยงตรงเสมอเหมือนกัน ที่จะร่วมมือร่วมคิดกัน ให้เต็มกำลังความสามารถและสติปัญญา ด้วยความสุจริตบริสุทธิ์ใจและด้วยความสามัคคี ปรองดอง โดยยึดเอาประโยชน์ยั่งยืนยิ่งใหญ่ คือความมั่นคงผาสุกของบ้านเมืองเป็นเป้าหมายสูงสุด....”



พันโทกมล ประจวบเหมาะ
นายกสมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย
30 มกราคม 2560
กำลังโหลดความคิดเห็น...