xs
xsm
sm
md
lg

บันทึกลับ! ไพ่ฝากทักษิณในรัฐบาลทหาร (ตอนที่ 2) : ปรองดองท่อน้ำเลี้ยง?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ณ บ้านพระอาทิตย์
โดย...ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์

ขุมทรัพย์ของชาติที่ต้องจับตาคือ “ธุรกิจด้านพลังงาน” ที่จะต้องดูต่อไปว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมแบบลูบหน้าปะจมูก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้นกลุ่มทุนพลังงานบางกลุ่มหรือไม่? ซึ่งได้กล่าวกรณีตัวอย่างไปในตอนที่แล้ว ในขณะเดียวกันก็ต้องกล่าวถึงทรัพย์สินอันมหาศาลของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)และบริษัทในเครืออีกด้วย

ธุรกิจเรื่องพลังงานนั้นมีผู้คนที่มีอำนาจเกี่ยวข้องผลประโยชน์กันอยู่มาก และถูกจับตามาถึงความขัดแย้งข้อเสนอในการปฏิรูปพลังงานตั้งแต่สมัยเวทีการชุมนุมของ กปปส. แล้ว แม้ต่อมามีการรัฐประหารและรัฐบาลภายใต้การบริหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้แก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมที่ถูกเรียกร้องจากภาคประชาชนก็เป็นไปด้วยความแปลกประหลาดอยู่มาก เพราะนอกจากกระทรวงพลังงานจะร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียมขัดแย้งกับผลการศึกษาของกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาการบังคับใช้กฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเองแล้ว ก็ยังไม่ปฏิบัติตามคำท้วงติงจากประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติอีกด้วย

ถึงขนาดมีเรื่องฉาวโฉ่บริษัทในเครือธุรกิจพลังงานแห่งหนึ่งหลบเลี่ยงภาษีก็กลับปล่อยให้มีการต่ออายุสัมปทานบริษัทในเครืออีกรายหนึ่ง หรือมีการเปิดโปงเรื่องการจับเสือมือเปล่าของผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนมาประมูลได้รับสัมปทานก็ไม่มีปฏิกิริยาเพื่อแก้ไขกฎหมายอุดรอยรั่ว หรือแม้แต่กฎหมายที่ไม่ได้มีการควบคุมค่าใช้จ่ายจนเป็นเหตุทำให้มีสินบนโรลลส์ รอยซ์ ก็ยังไม่มีความคิดจะแก้ไขจุดบกพร่องของกฎหมายในการสัมปทานอีก?

ครั้นมาถึงเรื่องท่อก๊าซธรรมชาติที่ขนาดองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญถึง 2 องค์กร คือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เห็นว่าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยังคืนท่อก๊าซธรรมชาติให้รัฐไม่ครบถ้วนหลังการแปรรูปใช่หรือไม่? โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อก๊าซทางทะเล แม้แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของรัฐบาลก็เห็นพ้องไปในทำนองเดียวกัน แต่รัฐบาลก็ยังนิ่งเฉยยังไม่ทำอะไรเช่นเดียวกัน

ทำให้ต้องย้อนกลับและตั้งคำถามต่อไปว่า จะมีการตกลง “ดีลปรองดองท่อก๊าซธรรมชาติ” เพื่อเป็นเสมือน "ท่อน้ำเลี้ยง" ให้เป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซ่อนอยู่หรือไม่? และคำถามต่อมาคือมีไพ่ฝากจากสมัยรัฐบาลทักษิณ ด้วยหรือไม่?

และขอย้ำว่าท่อก๊าซธรรมชาตินั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นทรัพย์สินที่ผูกขาดตามธรรมชาติ และเป็นต้นทุนแฝงเข้ามาในราคาก๊าซและค่าไฟฟ้าของประชาชนทั้งประเทศ ถึงขนาดในปี 2544 ซึ่งมีการแปรรูป ปตท. เข้าตลาดหลักทรัพย์ในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 นั้น ปรากฏว่าท่อก๊าซธรรมชาตินั้นมีรายได้ค่าผ่านท่อคิดเป็นเงินสูงถึงประมาณ 15,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ภายหลังรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 คณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ซึ่งมีนายศุภชัย พานิชภักดิ์รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานได้จัดทำ “แผนแม่บทการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ” ซึ่งเป็นแผนสำหรับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ตามข้อศึกษาที่รัฐบาลได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลกเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ โดยแผนแม่บทการแปรรูปรัฐวิสาหกิจนั้นครอบคลุมหลายสาขา

สำหรับสาขาก๊าซธรรมชาตินั้น แผนแม่บท ฯ กำหนดให้มีการแยกกิจกรรมการจัดส่ง และจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ออกจากกัน เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ โดยให้แยกกิจกรรมด้านท่อส่งก๊าซออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทต่างหาก เพื่อเปิดให้บุคคลที่สามสามารถเข้าสู่ระบบท่อส่งก๊าซ โดยแผนแม่บทดังกล่าวระบุว่า :

“๑. การแยกการจัดส่งและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ออกจากกัน

การแยกกิจกรรมการจัดส่ง และจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ออกจากกัน เป็นเงื่อนไขแรกในการที่จะส่งเสริม ให้มีการแข่งขันในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ทั้งนี้ เพื่อความชัดเจนของข้อมูล และการกำกับดูแล ควรมีการแยกกิจกรรม ด้านท่อส่งก๊าซออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทต่างหาก

๒. การให้บุคคลที่สามสามารถเข้าสู่ระบบท่อส่งก๊าซ

การส่งเสริมการแข่งขันในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพิ่มประโยชน์ให้กับผู้บริโภคในรูปของราคาที่ต่ำลง พร้อมกับคุณภาพของสินค้าและบริการที่ดีขึ้น ทั้งนี้ จะต้องมีการกำหนดราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้บริษัทเอกชนสามารถเข้าสู่ระบบท่อก๊าซ ได้อย่างเท่าเทียมกัน”

ต่อมาในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2542 (ครั้งที่ 67) เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 โดยมีนายศุภชัย พานิชภักดิ์รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นเลขานุการ ได้มีมติให้ ปตท. กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไปดำเนินการให้ ปตท. แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ออกจากกิจการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ ปตท. โดยจัดตั้งเป็นบริษัทต่างหากและให้ ปตท. /บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (บมจ.ปตท.) ถือหุ้นทั้งหมดในบริษัทดังกล่าว และเปิดให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อแก่บุคคลที่สาม (Third Party Access : TPA)"

จึงเป็นที่ชัดเจนว่า การกำหนดให้มีการแยกระบบท่อส่งก๊าซออกไปก่อนที่จะมีการแปรรูป ย่อมหมายความถึงให้แบ่งแยกระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกไปทั้งระบบ ซึ่งรวมถึงบนบกหรือในน้ำหรือใต้พื้นท้องน้ำ หรือพื้นท้องทะเล มิใช่เฉพาะบางส่วนของระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จริงหรือไม่?

โดยเฉพาะในบทความนี้ขอสนใจไปที่ท่อก๊าซทางทะเลเป็นหลักเท่านั้น เพราะเชื่อมแหล่งก๊าซขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ เอราวัณ และบงกช

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 1/2542 (ครั้งที่ 67) ซึ่งรวมถึง แนวทางในการปรับโครงสร้างกิจการก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในระยะยาว

แต่ในระหว่างปี พ.ศ. 2542 ถึงปี พ.ศ. 2544 ปตท. กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ก็ละเลยมิได้มีการดำเนินการตามมติดังกล่าว

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ก็ได้พ้นตำแหน่งเลขาธิการฯ เนื่องจากได้มีการต่ออายุการดำรงตำแหน่งมาแล้วครบ 2 ครั้งตามระเบียบราชการ

ต่อมาเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2542 รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ก็ได้ตราพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เปิดทางทำให้เกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจได้

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเป็นของนายทักษิณ ชินวัตร !!!

วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2544 รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ได้แต่งตั้งนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์กลับเข้าเป็นเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 3/2544 (ครั้งที่ 84) โดยรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) เป็นประธาน และนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นเลขานุการ

ปรากฏว่าแทนที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์จะยึดแนวทางให้แยกระบบท่อส่งก๊าซออกไปก่อนหน้าที่จะมีการแปรรูป ตามที่คณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เคยมีมติไว้ กลับร่วมกันเสนอที่ประชุม ไม่ต้องแยกระบบท่อส่งก๊าซออกไปก่อนหน้าที่จะมีการแปรรูป โดยเสนอให้ ปตท. แยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติในลักษณะเพียงแค่การแบ่งแยกตามบัญชี (Account Separation) ก่อนนำเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วจึงค่อยแยกตามกฎหมาย (Legal Separation) หลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 1 ปี จริงหรือไม่?

คำถามมีอยู่ว่านายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ มีแสดงเจตนาละเลยและละเว้นที่จะไม่ให้มีการแยกท่อส่งก๊าซอย่างจริงจัง หรือไม่? และทำเช่นนั้นเพื่อประโยชน์ของใคร?

ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้นำเสนอมติดังกล่าวเพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ

หลังจากนั้นอีก 1 วัน วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2544 ได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ (กนท.) โดยนายปองพล อดิเรกสาร เป็นประธานที่ประชุม ซึ่งได้นำมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มาพิจารณา แต่เนื่องจากการแบ่งแยกระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติตามกฎหมาย ที่จะเกิดขึ้นภายหลังการเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใน 1 ปี จะทำให้ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติตกไปเป็นทรัพย์สินของ บมจ.ปตท. เสียก่อน แล้วจึงจะมีการแยกออกเป็นบริษัทต่างหากในภายหลัง

คณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ (กนท.) จึงได้แสดงความห่วงใยต่ออำนาจผูกขาดดังกล่าวที่จะตกไปอยู่กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และเสนอคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการ ต่อไปนี้

“ศึกษาแนวทางที่จะแยกบริษัท ท่อส่งก๊าซฯ ก่อนที่จะทำการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ มิฉะนั้นอาจจะแยกบริษัทท่อส่งก๊าซฯ ได้ยาก เพราะผู้ถือหุ้นของบริษัทอาจจะไม่ยินยอมเพื่อรักษาผลประโยชน์ที่จะรับจากมูลค่าของหุ้นที่สูงอันเกิดจากการมีอำนาจผูกขาด

แต่เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่จะให้นำ ปตท. เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในไตรมาสที่ ๔ ของปี ดังนั้น หากไม่สามารถแยกบริษัท ท่อส่งก๊าซฯ ได้ก่อนการจัดทำ IPO ก็ให้แยก บริษัท ท่อส่งก๊าซฯ ภายในระยะเวลา ๑ ปีหลังจาก IPO ตามที่เสนอ และให้พิจารณากำหนดเป็นเงื่อนไขเพื่อให้มีการแยกบริษัทท่อส่งก๊าซฯ ออกจากบริษัทจัดจำหน่ายก๊าซฯ ตามกำหนดเวลาที่ชัดเจน เช่น การกำหนดในหนังสือชี้ชวน (Prospectus) และกำหนดเป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมอื่นๆ เพื่อให้มีการดำเนินการอย่างแท้จริง”

เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2544 มีการประชุมคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งบริษัทการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยครั้งที่ 6/2544 ในวาระที่ 2.1 “สรุปแนวทางการแปลงสภาพการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยเป็นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เพื่อนำเสนอคณะกรรมการนโยบายทุนรัฐวิสาหกิจ” มีข้อความว่า

“นายปิยสวัสดิ์ฯ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกิจการท่อส่งก๊าซว่า เนื่องจากในขณะนี้อยู่ในระหว่างการนำเนอร่าง พ.ร.บ. ประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งจะทำให้การกำกับดูแลบริษัท ท่อส่งก๊าซ ซึ่งจะแยกกิจการออกมาจากบริษัทจัดซื้อและจำหน่ายก๊าซมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ปตท. จะเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของ บษัท ท่อส่งก๊าซ ทั้งหมดดังนั้น การแยกกิจการท่อส่งก๊าซภายในระยะเวลา ๑ ปี หลังจาก IPO จึงไม่น่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ดี ปตท. ควรที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้ชัดเจนในเรื่องดังกล่าว”

ซึ่งที่ประชุมมีมติให้แก้ไขร่างหนังสือถึงคณะกรมการนโยบายตลาดทุน (กนท.) ตามความเห็นและข้อสังเกตุของคณะกรรมการเตรียมการฯ จึงเป็นกรณีที่นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ แจ้งต่อที่ประชุมว่าไม่จำเป็นต้องแยกบริษัท ท่อส่งก๊าซ ออกไปก่อนการแปรรูป

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2544 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติพระราชกฤษฎีกาสองฉบับ ซึ่งทำให้การแปรรูปสมบูรณ์และ บมจ.ปตท. ได้รับระบบท่อส่งก๊าซไปทั้งหมดในวันที่มีการจัดตั้งบริษัทเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544

ทั้งนี้ ในการเสนอขายหุ้นของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) แก่ประชาชนในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2544 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก็ได้จัดทำหนังสือชี้ชวนเพื่อเสนอขายหุ้นโดยระบุ ในหัวข้อ“ปัจจัยความเสี่ยง” ว่า

“บมจ.ปตท. จะดำเนินการแยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ออกจากกิจการจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติของ บมจ.ปตท. ในลักษณะการแบ่งแยกตามบัญชี (Account Separation) ก่อนนำ บมจ.ปตท. เข้าระดมทุนจากประชาชนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมทั้งในลักษณะการแบ่งแยกตามกฎหมาย (Legal Separation) ภายใน 1 ปี หลังการนำ บมจ. ปตท. เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยให้ บมจ.ปตท. จัดตั้งและถือหุ้นทั้งหมดในบริษัท ปตท. ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ จำกัด ได้ ...”

คำถามคือหลังแปรรูป ปตท. ไป 1 ปีแล้วเกิดอะไรขึ้น !?

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1 ปีกับอีก 9 เดือน หลังการแปรรูป บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2546 นายพรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอถอนเรื่องการแยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ออกจากเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี “เพื่อจะนำไปพิจารณาปรับปรุงให้สอดคล้องกับทิศทางการแปรรูปรัฐวิสาหกิจของประเทศ” จึงทำให้ไม่มีการแยกท่อก๊าซออก และทำให้กระทรวงการคลังขาดไปซึ่งทรัพย์สินระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 48,798 ล้านบาท และขาดรายได้ที่พึงจะได้รับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา ได้หรือไม่

และเมื่อรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 โดยพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ นอกจากจะเร่งดำเนินการให้สัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่แล้ว ก็กลับไม่ได้ตั้งบริษัทเพื่อแยกท่อก๊าซธรรมชาติออกมาจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ให้สำเร็จได้ตามที่ตัวเองได้เคยเสนอเอาไว้แต่ประการใด ได้หรือไม่

เหตุจูงใจที่ผู้บริหาร ปตท. ไม่แยกระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกมาจัดตั้งเป็นบริษัทต่างหากนั้น ปรากฏอยู่ในหนังสือชี้ชวน ส่วนที่ 2 หน้า 5 จริงหรือไม่? ซึ่งได้ระบุผลจากการดำเนินการดังกล่าวความตอนหนึ่งว่า :

“ทั้งนี้ การให้บริการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อแก่บุคคลที่สาม จะทำให้ บมจ.ปตท. มีคู่แข่งในการขายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอาจจะกระทบต่อค่าตอบแทนในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ปริมาณการจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ และผลประกอบการของ บมจ.ปตท

นอกจากนี้ ในอนาคตจะมีองค์กรกำกับดูแลอิสระซึ่งจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติประกอบกิจการพลังงานซึ่งอยู่ระหว่างการจัดเตรียมร่าง เป็นผู้กำกับดูแลกิจการก๊าซธรรมชาติ โดยมีอำนาจหลายประการ เช่น การส่งเสริมและขจัดอุปสรรคในการแข่งขัน การกำกับดูแลอัตราค่าผ่านท่อและค่าตอบแทนในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ การลงทุนและคุณภาพบริการ และการให้สิทธิในการดำเนินการระบบท่อจัดทำหน่ายก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น การปรับโครงสร้างกิจการก๊าซธรรมชาติข้างต้น จะส่งผลให้ บมจ.ปตท. ต้องแข่งขันกับผู้ค้ารายใหม่ในธุรกิจการจัดหาและจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ ด้วยราคาและอัตราค่าตอบแทนในการจัดหาและจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่เป็นไปตามกลไกตลาดที่เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี..”

ดังนั้น นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ จึงเป็นผู้ที่ทราบเรื่องและเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแปรรูป ปตท. และการไม่แบ่งแยกท่อก๊าซ มาตั้งแต่ต้นในหลายขั้นตอนโดยเป็นกรรมการในคณะกรรมการที่สำคัญในการแปรรูป จริงหรือไม่? และมีคำถามว่ามีแรงจูงใจเพื่อประโยชน์ของใครหรือไม่ อย่างไร?

ปรากฏว่าวันที่ 18 กันยายน 2544 ในการประชุมคณะกรรมการดำเนินการระดมทุนจากภาคเอกชนในการแปรสภาพ ปตท. ครั้งที่ 2/2544 ผู้บริหาร ปตท. มีการเสนอผลประโยชน์ส่วนตน ในระเบียบวาระที่ 3.1“แนวทางและข้อพิจารณาแผนการระดมทุนของ บมจ.ปตท.”

ข้อ 4.3 “การให้สิทธิแก่พนักงาน ปตท. ในการซื้อหุ้น ก. โครงการในระยะแรก ..(1) และ (2)” โดยผู้บริหาร ปตท. ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการ เสนอให้พนักงาน ปตท. ซึ่งรวมถึงผู้บริหารด้วย มีสิทธิจองซื้อหุ้นในราคาที่ตราไว้คือหุ้นละ 10 บาท ซึ่งมติที่ประชุม (ข้อ 1 และ ข้อ 3) เห็นชอบในหลักการและแนวทางการจัดสรรหุ้นให้แก่พนักงาน โดยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เข้าร่วมประชุมด้วยในฐานะกรรมการด้วย จริงหรือไม่?

ราคาหุ้นที่ผู้บริหารและพนักงาน ปตท. มีสิทธิจองซื้อหุ้น หุ้นละ 10 บาท นั้น ต่ำกว่าราคาที่ประชาชนทั่วไปจองซื้อมาก คือหุ้นละ 35 บาท และเป็นสิ่งจูงใจให้มีการเสนอโอนระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งหมดไปให้แก่ ปตท. ใช่หรือไม่? และเนื่องจากปรากฏในรายงานการประชุมคณะกรรมการดำเนินการระดมทุนจากภาคเอกชนในการแปรสภาพ ปตท. ครั้งที่ 3/2544 เมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2544 ที่ปรึกษาทางการเงินได้ประเมินราคาหุ้นไว้ขั้นต่ำ 36.10 บาทต่อหุ้น และขั้นสูง 67.80 บาทต่อหุ้น และในมูลค่าหุ้นทั้งขั้นต่ำและขั้นสูงดังกล่าว มีสัดส่วนที่เกิดจากธุรกิจก๊าซที่สูงมาก โดยมูลค่าที่เกิดจากธุรกิจก๊าซในมูลค่าหุ้นขั้นต่ำนั้นคำนวณได้ 28.39 บาทต่อหุ้น หรือร้อยละ 78.64 ของมูลค่าหุ้นขั้นต่ำ และสัดส่วนที่เกิดจากธุรกิจก๊าซ ในมูลค่าหุ้นขั้นสูงนั้นคำนวณได้ 55.13 บาทต่อหุ้น หรือร้อยละ 81.31 ของมูลค่าหุ้นขั้นสูง ใช่หรือไม่?

ถึงแม้จะมีการอ้างต่อมาว่ามีการแก้ไขให้บุคคลที่ 3 มาใช้ได้แล้ว คำถามคือท่อก๊าซในทะเลเส้นประธานยังคงเป็นกรรมสิทธิของ บมจ. ปตท อยู่ใช่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่อก๊าซที่เชื่อมแหล่งปิโตรเลียมที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทยคือ เอราวัณ และบงกช ผู้รับซื้อก๊าซวันนี้ย่อมเป็น บมจ.ปตท.จริงหรือไม่?

คำถามสำคัญคือรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะรับไพ่ฝากปรองดองท่อก๊าซธรรมชาติที่เป็นเสมือนท่อน้ำเลี้ยงนี้ต่อจากผลงานของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตรนี้ หรือไม่ !!!?


กำลังโหลดความคิดเห็น...