“ตัวแทนทีมชาติไทยสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย” หนึ่งความภาคภูมิที่เขาคว้าไว้ได้ ด้วยเหรียญรางวัลการันตีความสำเร็จ “เฮียฮ้อ-ธวัชชัย เอกธุระประคัลภ์” นักปั่นรุ่นเก๋าวัย 67มาพร้อมฉายา “เฮียฮ้อร้อยโล” ผู้ผ่านด่านเส้นทางวิบากเผชิญหน้ากับโรคร้ายมากถึง 15 โรค ยังได้เคยสัมผัสกับวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตายมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ทว่า ชีวิตเขาต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อได้พบกับเพื่อนรู้ใจ “ล้อสอง” และความสุขอย่างเรียบง่ายบน “หลังอาน”
“ตอนนั้นผมป่วยหลายโรคเลยครับ อันดับแรกคือม้ามโตก่อน พอตัดม้ามทิ้งก็มาเป็นไตวายเรื้อรัง มันไล่ๆ กันสองโรคนี้ และยังเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งต่อมลูกหมาก ถุงลมโป่งพอง รวมแล้ว 15 โรคครับ แต่ละโรคเป็นโรคเฉียดตายทั้งนั้นเลย”
สิ้นเสียงคำบอกเล่าจากปาก “เฮียฮ้อ-ธวัชชัย” ผู้หลุดพ้นเงื่อมมือมัจจุราชมาหลายครั้งหลายครา ก่อนเล่าต่อไปถึงเล่าเรื่องราวสุดเหลือเชื่อในวินาทีเฉียดเป็นเฉียดตาย จากการเผชิญโรคร้ายมาแล้วกว่า15 โรค ซึ่งกว่าจะลืมตามองโลกได้สดใสอีกครั้ง เขาได้ผ่านช่วงวิกฤติของชีวิตมาแล้วอย่างหนักหนาสาหัส
“ช่วงที่ฟอกเลือดท้อนะครับ เข้าเครื่องไตเทียมมันทรมานวันเว้นวันเลย อาทิตย์หนึ่งทำ 3 ครั้ง แต่ละครั้งเจอเข็มเจาะเลือดนี่เจ็บปวดมาก ความรู้สึกตอนนั้นท้อเฉยๆ แต่ใจก็สู้ครับ อย่างตอนที่ฟอกเลือดไตนี่ผมขับรถไปเอง ไม่ได้ให้ใครไปส่งเลย ถ้าหมอรู้คงไม่ยอม เพราะช่วงฟอกเลือดร่างกายจะทรุดโทรม มันสามารถวูบได้ทุกครั้ง”
แม้ในนาทีนั้น คล้ายว่าโลกทั้งใบใกล้จะพังทลายลงมาก็ตาม ทว่า กำลังใจที่เขามีกลับร้องเรียกให้เขาสู้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งความโชคดีได้มาเยือน เขาได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนไตเป็นผลสำเร็จ หลังจากนั้นชีวิตใหม่จึงได้เริ่มต้นขึ้น
“หลังจากที่เปลี่ยนไตมาแล้วได้ถามหมอเรื่องออกกำลังกาย แต่หมอบอกว่าไม่อยากให้ออกกำลังกายหนักๆ กลัวว่าไตที่เปลี่ยนมามันจะทำงานหนัก ครั้งแรกไปลองวิ่งก่อนแต่พอวิ่งแล้วผมปวดเอ็นข้อเท้า ผมเลยหันมาปั่นจักรยานดู ตั้งแต่ตอนนั้นผมก็ปั่นจักรยานมาตลอด”
รวมเวลากว่า 19 ปีแล้วที่เขาใช้ชีวิตร่วมกันกับเพื่อนสองล้ออย่างรู้ใจ นอกจากไลฟ์สไตล์การปั่นจักรยานจะกลายเป็นชีวิตประจำวันของเขาไปเสียแล้ว เขายังพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นอีกว่าจักรยานนี่แหละที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่แทบทุกวันนี้
“ผมมั่นใจว่าที่หายเป็นเพราะจักรยานแน่นอน หรือไม่ก็การออกกำลังกายอย่างอื่น ยิ่งมะเร็งด้วยถ้าไม่ออกกำลังกายหนักๆ พวกนี้เชื้อมันก็จะลามกลับมาใหม่ มันสามารถยื้อชีวิตให้กลับมาได้อีกครั้ง เรียกได้ว่าปกติเลยตอนนี้ ช่วงนี้ผมทานแต่ยาควบคุมอย่างเดียว
การปั่นจักรยานช่วยได้เยอะมากเลยนะครับ เรื่องสุขภาพร่างกายแข็งแรงขึ้นเยอะเลย ถ้าผมไม่ได้ออกกำลังกาย วันนี้ผมคงไม่มาอยู่ตรงนี้ โรคไตส่วนมากหมอบอกว่าอยู่ได้ 5 ปี ต้องเปลี่ยนไตใหม่ ถ้าหาเปลี่ยนใหม่ไม่ได้ก็คงต้องเสียชีวิตครับ เพราะโรคมันร้ายแรง”
ฟังดูแล้วไม่เชื่อก็ต้องเชื่อในเรื่องปาฏิหาริย์ เป็นไปได้ว่าฟากฟ้าเบื้องบนอาจยังไม่อยากรับตัวเขาไป แต่สิ่งหนึ่งที่ช่วยเยียวยาทุกอย่างให้กลับมาดีได้ คงต้องยกให้กับ “ความตั้งใจ” ที่หันมาใส่ใจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งแน่นอนว่าหลังฤดูกาลแห่งความเป็นความตายได้ผ่านพ้นไป ทำให้เขามองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ก่อนจะเล่าย้อนไปให้ฟังว่าช่วงวัยรุ่นของเขานั้น แสบ เฟี้ยว และใช้ชีวิตหนักขนาดไหน
“แต่ก่อนบุหรี่วันละ 2 ซอง เหล้านี่ทานยันสว่างเลย (หัวเราะ) ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ผมจะไม่ใช้ชีวิตเหมือนที่ผ่านมาแล้ว มานึกได้ตอนนี้ถือว่าโชคดี มันเป็นบทเรียนให้เราเลยแหละ ตอนนี้ผมเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้น เดี๋ยวนี้ผมทำบุญเกี่ยวกับการกุศลอย่างเดียว มีปั่นฯ ไปวัดพระบาทนำพุ มีการเรี่ยรายมาเรื่อยๆ ได้สัก 2 แสนกว่าบาท ปั่นไปทอดกฐินวัดที่ตกค้าง เวลาปั่นไปจะมีคนร่วมทำบุญตลอดทาง”
เพราะประสบการณ์ความเจ็บปวดอันเลวร้ายที่ผ่านมา ทำให้เขาเข้าใจดีถึงวินาทีการยื้อลมหายใจเพื่อให้ชีวิตกลับมาเดินต่อได้อีกครั้ง ครั้นเมื่อเขามีโอกาสได้กลับมามีชีวิตอย่างปกติ เขาจึงมุ่งมั่นที่จะทำความดีและสนับสนุนให้ทุกคนหันมาออกกำลังกายดูแลสุขภาพ ทั้งคนร่างกายปกติและคนป่วยที่ไม่สบาย อย่างที่เขาเชื่อมาเสมอว่าถ้าเขาไม่ปั่นจักรยานคงไม่มีวันนี้
“ถ้าไม่ปั่นจักรยาน คงไม่มีชีวิตถึงทุกวันนี้หรอกครับ ตอนนี้ก็รณรงค์เรื่องปั่นจักรยานให้คนหันมาออกกำลังกายกันเยอะๆ ผมรณรงค์มาตลอดตั้งแต่ปี 2540 จนถึงตอนนี้ การปั่นจักรยานมันสนุกนะครับ ไม่เครียด เพราะพวกที่เครียดหรือที่หมดอะไรตายยากพอมาปั่นจักรยาน มีเพื่อนคุย สนุกสนานก็ไม่เครียด
ปัจจุบันคนหันมาปั่นจักรยานกันเยอะมากๆ เป็นล้านๆ คน เหมือนกับเป็นสังคมอีกสังคมหนึ่งของเราด้วยครับ การมาปั่นจักรยานมันเป็นคุณภาพที่ดีของชีวิตเรา มันมีสังคมจักรยานอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสังคมจักรยานเรามักจะแบ่งปันกัน ช่วยเหลือกัน มีน้ำใจต่อกัน”
นอกจากการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงในการเชิญชวนให้คนหันมารักสุขภาพแล้ว เขายังจัดตั้ง 'ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพนครปฐม' ขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการการปั่นจักรยานต่างๆ และเป็นจุดนัดพบสำหรับผู้ที่สนใจการปั่นจักรยานและต้องการร่วมบริจาคทุนในการส่งมอบจักรยานให้เด็กๆ ในพื้นที่ชนบทอีกด้วย
“นอกจากการรณรงค์ให้คนหันมาปั่นจักรยานแล้ว บางครั้งเราก็ไปแจกจักรยานให้เด็กที่ไม่มีจักรยานปั่นไปโรงเรียน ผมทำมาทุกปี ปีนี้ทำไป 50-60 คัน เรามีการหาทุนซื้อจักรยานให้เด็กและไปมอบให้เด็กตามชนบท ส่วนมากเขาจะบริจาคจักรยานมามากกว่า ถ้าเป็นเงินสดผมไม่ค่อยรับ อยากให้เขาซื้อมาเลย
ผมแค่เป็นตัวแทนไปส่งให้ มีการจัดทีมงานไปสอนซ่อมจักรยานให้เด็กที่เราได้บริจาคไปแล้วด้วย เพราะพอรถจักรยานเขาเสียปุ๊ป เขาจะทิ้งเพราะเขาไม่รู้จะไปซ่อมที่ไหน เด็กบางคนที่อยู่ไกลก็ลำบาก เราก็เข้าไปฝึกให้เขาซ่อมจักรยานเบื้องต้นเป็น อย่าง การปะยาง การสูบลม เขาจะได้ไม่ทิ้ง”
เขายังขยายความให้ฟังต่อไปอีกว่า นอกจากจะช่วยเหลือส่งมอบจักรยานให้เด็กๆ ในต่างจังหวัดแล้ว ยังมีการจัดการแข่งขันจักรยานการกุศลอีกด้วย เพื่อมอบเงินให้ทางสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย เพราะเขามองเห็นว่าการที่รอดชีวิตมาได้นั้น จึงอยากที่จะแบ่งปันต่อไป
“ช่วงนี้จัดงานแข่งขันจักรยานการกุศลบ่อย ครั้งที่แล้วก็มอบให้มูลนิธิชัยพัฒนา มอบให้ทางสมาคมโรคไตด้วยครับ เพราะเราก็หายจากตรงนี้ เราเลยอยากจะช่วยคนที่ไม่มีเงินรักษา อย่างการฟอกเลือดไม่มีทุนไปรักษา ผมเลยต่อยอดจากตรงนั้นมาเลยครับ เรารอดชีวิตมาได้ เราก็อยากจะแบ่งปัน”
“ผมติดทีมชาติไทยของสมาคมกีฬาผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะแห่งประเทศไทย” เขาเปรยให้ฟังถึงความภาคภูมิใจในฐานะคนที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ซึ่งมีเป้าหมายที่จะร่วมแข่งขันกีฬากับผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ก่อนที่เขาจะพาย้อนกลับไปชื่นชมบรรยากาศการแข่งขัน ซึ่งมีรางวัลการันตีความตั้งใจของเขากลับมาด้วย
“ครั้งแรกไปแข่งที่แอฟริกาใต้ครับ ตอนนั้นได้เหรียญทองแดงแบทมินตัน เราปั่นจักรยานสู้ฝรั่งไม่ได้ (หัวเราะ) เลยไปได้เหรียญกีฬาแบทมินตันแทน ไปที่นู้นต้องเล่นกีฬาหลายอย่างครับ มีแบทมินตัน เปตอง ปั่นจักรยาน วิ่ง เหรียญอันนี้ทำให้ผมได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์
ส่วนปีที่ 2 ไปอเจนตินาได้เหรียญทองแดงแบทมินตันชายเดี่ยว รู้สึกภูมิใจครับที่ได้รับใช้ประเทศชาติ เวลาที่เห็นธงชาติไทยขึ้นอยู่ในต่างประเทศมันก็ภูมิใจ สมาคมผู้เปลี่ยนอวัยวะไม่ได้เปลี่ยนแค่ไตนะครับ มีทั้งหัวใจ ปอด ไขกระดูกสันหลัง สองปีจัดแข่งครั้งหนึ่ง มี 50-60 ประเทศที่มาร่วมแข่งขันกัน”
นี่จึงเป็นเรื่องราวแห่งความภูมิใจและเป็นความดีที่เขาได้สร้างไว้ให้กับสังคมนี้ เพราะการผ่านช่วงเวลาที่ทรมานกับการเผชิญโรคร้ายต่างๆ มาได้นั้น ถือเป็นแรงผลักดันยิ่งใหญ่ให้เขาได้ทำดีเพื่อสังคม สุดท้ายนี้เฮียฮ้อได้ให้กำลังใจถึงผู้ที่ป่วยอยู่ให้หันมารักษาสุขภาพ ซึ่งนอกจากร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังเป็นวิธีการที่ทำให้จิตใจเราเข้มแข็งขึ้นได้ด้วย
“อยากให้เขาออกกำลังกายกันเยอะๆ เพื่อทำให้สุขภาพและสภาวะจิตใจดีขึ้น มันจะทำให้เราอายุยืน ทำสุขภาพให้แข็งแรงอยู่ตลอด ส่วนคนที่ท้อแท้หรือยอมแพ้ไม่ยอมออกกำลังกาย ถ้าเขานอนเฉยๆ โรคมันจะมาเยือน เข้าแถวกันมาเลย ถ้าเราออกกำลังกายมันจะไปปรับสภาพความสมดุลของร่างกายเราได้ ไม่ง่วงเหงาซึมเศร้า เราจะรู้สึกตัวกระปรี้กระเปร่าตลอด ไปไหนก็ร่าเริงแจ่มใสครับ มันเป็นวิธีการที่ช่วยยืดอายุเราได้ดีที่สุดแล้วครับ”
เรื่องโดย : พิมพรรณ มีชัยศรี
ภาพประกอบบางส่วนจากเฟซบุค : ธวัชชัย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพนครปฐม


