xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมดาก็บ้าแล้ว! ส้ม อมราสไตล์ “ธรรมะก็ร็อคได้” (มีMvเพลง)

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เพราะว่าเธอคือศิลปินสาวมาด BadGirl ที่เคยปฏิวัติวงการหญิงไทยให้กล้าแสดงออกมาแล้วด้วยเพลงเพียงเพลงเดียว เป็นนักร้องสาวเพียงคนเดียวที่กล้าใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยไม่เคยแคร์ภาพลักษณ์ขอแค่ทำทุกนาทีด้วยหัวใจ และวันนี้หลังจากห่างหายไปจากวงการเพลงนานกว่า 5 ปี ในที่สุดเธอก็กลับมา “ส้ม อมรา ศิริพงษ์” พร้อมกับโปรเจคที่สวนทางความห้าว ซ่า บ้าบิ่น และจำนวนรอยสักบนเรือนร่างซึ่งยังคงพลุกพล่านอยู่ในกาย อย่าง “Capital Muse Project”
19 บทเพลงจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ สไตล์ฮิปฮอป ร็อค พั้งค์ และเมทัล... โปรเจ็ค ที่อาจปฏิวัติวงการเพลงไทยไปตลอดกาล

ภารกิจนี้ คือหน้าที่ของคนไทย

  “ผลงาน Capital Muse Project หรือเพลงศาสนา ที่ทำเพราะเป็นหน้าที่ของคนๆ หนึ่งในประเทศ จะดังไม่ดัง เรื่องของมัน เพราะเราได้บอกในสิ่งที่คนควรรู้แล้ว หน้าที่เรามีแค่นี้” นี่คือสิ่งที่ ส้ม อมรา คาดหวังหลังโปรเจค Capital Muse กำลังจะเผยแพร่ออกสู่สาธรณชน
 
แทบไม่น่าเชื่อว่า สาวมาดซ่า วาจาฉะฉาน ผู้กลายเป็นแรงบันดาลใจของหญิงไทยที่อยากมั่นใจในตัวเองคนนี้ จะหันมาทำเพลงเพื่อชูศาสนา แต่นั่นจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ สำหรับใครที่รู้จักตัวตนของเธอดีพอ เพราะเจ้าตัวยืนยันว่า 10 ปีมานี้ ไม่เคยแตะเหล้า หนำซ้ำ ยังถือศีล 5 มาโดยตลอด

“สำหรับโปรเจคที่ว่า เป็นการแต่ง 19 เพลงจากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราช เราแต่งเป็น ฮิปฮอป แจ๊ส ฟั๊งค์ โซล อิเล็กทรอนิกส์เมทัล ทุกแนว ซึ่งวันที่ 20 กันยายนนี้ เราจะมี คอนเสิร์ต ของ Capital Muse Project ที่กรมประชาสัมพันธ์ โดยจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับศาสนา เป็นโปรเจคการกุศล ถ้าขายบัตรได้ เราก็จะเอาไปเข้าในโครงการน้ำพระทัยของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งทางวัดหรือทางสมเด็จสมเด็จพระวรรณรัตน์ ก็จะอนุมัติให้นำเงินที่เรามอบให้ไปใช้งานการกุศลต่างๆ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะมาทำซี้ซั้วได้นะ เรียกได้ว่ายากมาก แต่งเพลงแป๊บเดียวก็จริง แต่กว่าจะผ่านก็ใช้เวลาเยอะอยู่”
 


แน่นอนว่าการนำพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชฯ ซึ่งถือเป็นธรรมนิพนธ์สูงสุดมาขับแต่งเป็นบทเพลงย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย งานนี้เนื้อหาทุกเพลงบน Capital Muse จึงต้องผ่านการตรวจปรู๊ฟอย่างละเมียดทุกตัวอักษรจาก พระมหา ม.ร.ว.นันทวัฒน์ ชยวฑฺฒโน รวมถึงยังต้องได้รับพระประธานอนุญาตจากสมเด็จพระวรรณรัตน์ ในการทำโครงการ และเมื่อเรื่องนี้เป็นโปรเจคที่เนรมิตประโยชน์เพื่อส่วนรวม ส้ม อมรา จึงได้รับพระเมตตาจากหม่อมราชวงศ์ จิราคม กิตติยากร มาเป็นประธานกิติมาศักดิ์ ของโครงการ

“ก่อนหน้านี้ก็เคยจัดแล้ว เป็นงานเล็กๆ นะ รายได้ที่ได้ก็จะนำไปให้สภากาชาติไทย ซื้ออุปกรณ์ให้ภิกษุ สามเณรอาพาธ สำหรับโรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะงั้นโปรเจคนี้คือเราตั้งใจทำเพื่อการกุศลจริงๆ ทำแบบไม่ได้คาดหวัง คือถ้ามันได้ตังค์ไปทำการกุศลเยอะมันก็โอเค แต่ถ้ามันได้ไม่เยอะ เรามองว่าการทำเพลง 19 เพลงนั้น มันก็เหมือนทำหนังสือธรรมะอ่ะ เพียงแต่มันไม่ได้เป็นรูปเล่ม แต่เป็นเพลงให้ฟัง ตอนนี้ก็มีให้ฟังแล้วในโปรเจคนี้ ชื่อเพลง แสงส่องใจ”

ส่วนแรงบันดาลใจ แม้จะขัดแย้งกับเอกลักษณ์ของเธออย่างสุดขีด แต่เจ้าตัวเปิดใจว่า นี่คือสิ่งที่เธอหมั่นศึกษามานานแล้ว เพราะจริงๆ ใครจะรู้ว่า เธอเป็นคนสนใจด้านธรรมมะ ชอบเข้าวัดเข้าวา

“แม้ตัวตนเราจะเป็นแบบนี้ก็เถอะแต่เราก็ไม่เห็นจำเป็นต้องใส่ชุดขาว หรือทำตัวเรียบร้อยเป็นแม่ชีออกจากบ้านอ่ะ (หัวเราะ) แล้วงานนี้เราก็ทำร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยบูรพา ศิลปากร มหิดล และม.รังสิต คือเขาจะแต่งดนตรีมาให้ แล้วเราก็แต่งเนื้อร้องกับเมโลดี้ เพราะเราจะบอกเราว่าในชีวิตทุกเพลงที่เราแต่งเราเล่นดนตรีไม่เป็นเลย แล้วพอเห็นว่าที่มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีดุริยางคศิลป์ ซึ่งเล่นอิเล็กทรอนิกส์คลาสสิค เราก็เลยได้ร่วมทำเพลงกับน้องๆ”

ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่ายกย่อง สมแล้วที่แฟนๆ ตั้งหน้าตั้งตารอคอย แม้ว่าการกลับมาครั้งนี้จะเล่นเอาหลายๆ คนช็อคอยู่เหมือนกัน ทันทีที่เธอเผยกับทีมข่าว Manager ว่า “ทำเพลงครั้งนี้ เป็นโปรเจคสุดท้าย ก่อนอำลาวงการถาวร” ทว่า ขึ้นชื่อว่า ส้ม อมรา จะให้จากไปแบบธรรมดาๆ ได้ที่ไหน เพราะไม่ได้มีแต่โปรเจค Capital Muse เท่านั้น ที่จะทิ้งทวนให้คนไทยได้จดจำ

“Project Souls” ปลุกพลังรักชาติ

  “เพราะอีกโปรเจคหนึ่งคือ Project Souls ภายใต้คอนเซปอยากกระตุ้นจิตสำนึกให้คนในสังคมรุ่นเยาวชนเริ่มสำนึกได้ว่าประเทศเรามาจากอะไร เพราะเป็นเพลงประกอบหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับชาติ เหมือนเพลงประกอบภาพยนตร์ ที่จะแต่งแนวพังค์ๆ ร็อคๆ หมดทุกเพลง โปรเจคนี้จะพูดถึงเรื่อง บรรพบุรุษไม่ได้เสียเลือดเนื้อ ชีวิต และวิญญาณในการฆ่าคนจนต้องติดบาปติดกรรม เพื่อให้คนไทยมาตีกันเหมือนเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 - 4 ปี ก่อน”

ส่วนของเนื้อความจะเป็นเรื่องที่เธอแต่งขึ้นเอง โดยหยิบประวัติศาสตร์ช่วงที่สมเด็จพระเจ้าตากสินไปตีเอาล้านนากลับคืนมา หรือประมาณ 220 ปีก่อน นำเอาเรื่องจริงมาเขียนแบบไม่บิดเบือน แต่จะสร้างเสน่ห์เพิ่มเติมในพาร์ทตัวละคร เพื่อแทรกอิงกับความจริงที่เคยเกิดขึ้น

“เหมือนเป็นการหยิบประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่ โดยการ์ตูนจะแบ่งเป็น 2 ยุค ตั้งแต่โบราณกับยุคปัจจุบัน พูดถึงนักรบที่ตายในยุคโน้น แล้วกลับชาติมาเกิดในยุคปัจจุบัน แบ่งเป็น 3 เล่ม เล่มแรกออกเดือนตุลาคม เล่ม 2 ออกเดือน พ.ย. เล่ม 3 หรือเล่มจบ ออกเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า”

เรียกได้ว่า ผู้หญิงคนนี้มีแง่มุมชีวิตให้น่าเซาะแซะค้นหาหลายมิติทีเดียว เพราะนอกจากจะสนใจเรื่องราวทางธรรม ใครจะรู้ว่าเธอยังเป็นตัวแม่อีกคนที่รู้ลึกรู้จริงเรื่องประวัติศาสตร์ โดยเจ้าตัวบอกว่า “กว่าจะเขียนเรื่องนี้ได้ต้องอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ถึง 20 เล่ม เพราะในฐานะคนเขียน จะผิดไม่ได้”
 


 




“จุดเริ่มต้นที่คิดจะทำมาจากคนตีกัน พอคนไทยเริ่มหันมาตีกันเอง ผลมันก็พานให้คนในชาติไม่มีอะไรทำ เศรษฐกิจมันก็แย่ๆ ดีกันอยู่ได้อ่ะ ไม่ใช่แค่เสื้อเหลืองเสื้อแดงนะพูดตรงๆ แม้แต่วัยรุ่นไทยพวกต่างสถาบันก็ตี รู้มั้ย บรรพบุรุษเราเขาตีกับคนอื่นโน่น แล้วรู้มั้ยตอนนี้เราตกเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจอยู่ ตกเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรม จนวัฒนธรรมของเราจริงๆ มันจะหายไปอยู่แล้ว คือแผ่นดินเราเป็นเอกราชก็จริง แต่ความคิดอ่านเราไม่ได้เป็นเอกราช เราก็เลยอยากจะให้คนมีศักดิ์ศรีกันมากขึ้นในเรื่องการตัดสินใจและการใช้ชีวิต จึงต้องทำตรงนี้” น้ำเสียงในการตอบคำถามของนักร้องสาว เริ่มดุดันขึ้นทันที ทีมข่าวเห็นความรักชาติพรุดพรายในตาเธอ

ไม่เพียงเท่านั้น แรงบันดาลใจในการเนรมิตโปรเจค Souls อีกข้อ ได้มาจากการหมั่นเข้าวัดทำบุญ เพราะครั้งหนึ่ง เธอบังเอิญเจอเพื่อนคอเดียวกันที่ชอบเข้าวัด นำดาบโบราณมาวางไว้ตรงหน้า มันคือดาบโบราณอายุประมาณ 200 ปี พร้อมบอกกับเธอว่า

“เฮ้ย เนี่ย ดาบที่เขาเคยใช้กันจริงๆ ในเมืองไทย มันเหลือไม่เกินร้อยเล่มแล้ว เราก็เลยถามทำไมเป็นงี้อ่ะ เขาก็บอก เพราะเราขายของเก่ากันไง ขายให้นักธุรกิจต่างชาติ แล้วเขาก็เอาไปเก็บในพิพิธภัณฑ์ของเขากันหมด ตอนนั้นพี่ก็เลยแบบตบเข่าฉาด ก็มันอย่างนี้นี่ไง คนไทยรุ่นใหม่เลยไม่เคยรู้เลยว่าที่มาที่ไปของประเทศเราเป็นยังไง ทุกวันนี้เราเอานักเรียนไปทัศนะศึกษาก็ไม่เคยจะพาไปพิพิธภัณฑ์ แต่ดันชอบพาไปสวนสนุก แล้วเราก็ไม่เคยมีพิพิธภัณฑ์ที่เอาหอก ดาบ ปืนเก่าๆ เก็บไว้ จะมีก็แต่วัดพระแก้ว ถามหน่อยว่าตอนนี้จะมีสักกี่โรงเรียนที่พาเด็กๆ เข้าไปศึกษาที่นั่น เอาเป็นว่าตั้งแต่พี่ส้มเรียนมา ยังไม่เคยได้เข้าไปกับโรงเรียนอ่ะ บวกกับไม่มีใครมานั่งบอกเลยว่า ที่คุณเรียนประวัติศาสตร์ คือเรียนไปทำไม เด็กก็เลยมึนๆ ว่าจะเรียนกันทำไมวะประวัติศาสตร์ ไม่เคยจะบอกกันเลยว่าประเทศเราถูกสร้างมาด้วยอาวุธเหล่านี้นะ”

ในสายตาของเธอ แน่นอนว่าเมื่อเยาวชนรุ่นใหม่ไม่เคยรู้จุดเกิดของประเทศ จึงไม่แปลกที่วันนี้พวกเขาโตขึ้น แล้วกลายเป็นผู้ใหญ่ที่คดโกงชาติบ้านเมืองอย่างที่มีให้เห็นในปัจจุบัน

“เคยรู้ไหมว่าซากศพบรรพบุรุษที่ยอมตายๆ ไปเพื่อเรามันเป็นอะไรอ่ะ นี่เป็นคำถามที่ส้มอยากถามทุกคน แต่เราจะแอบกระซิบบอกคุณว่า มันกลายเป็นดินไง แล้วพวกเขาตายอยู่ตามไหนอ่ะ ภูเขา ชายแดน แล้วทุกวันนี้ เวลาเราจะสร้างตึกรามบ้านช่องสร้างถนน เราเอาดินมาจากไหน หินทรายเราเอามาจากไหน ก็ภูเขาไง เพราะงั้นตอนนี้เรากำลังเหยียบย่ำบนศพบรรพบุรุษอยู่นะ มันไม่ใช่ว่าหินทุกก้อนที่เราเอามาปูพื้นจะนำเข้าทุกก้อนนะ”

นอกจากนี้งานเพลงประกอบการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์ในโปรเจคของเธอ ยังมีซับเป็นภาษาอังกฤษ 3 เพลง ภาษาไทย 2 เพลง เพื่อตอบโจทย์ AEC ในช่วงนี้ หนำซ้ำยังเป็นการกลบเกลื่อนภาษาที่อาจตรงไปตรงมาจนอาจเกิดปัญหา ให้ดูซอฟต์ลง ส่วนภาษาญี่ปุ่นที่จำเป็นต้องบรรยายไว้ด้วยภายใน MV อีกทางเลือกนั้น เจ้าตัวกระซิบว่า ตอนนี้มีการติดต่อมาจากทีมงานใหญ่ในญี่ปุ่นว่าอาจจะมีการเผยแพร่การ์ตูนเรื่องนี้ ในต่างประเทศ ทว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปหรือคอนเฟิร์มเวลานี้

มาถึงความยากง่ายในการทำ Project Souls ศิลปินสาวมองว่า ไม่ได้อยู่ที่การแต่งเนื้อหา หรือการกำกับเอมวีเอง เนื่องจากคาเร็คเตอร์ของเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงหวานๆ อยู่แล้ว แต่จะยากตรงที่พาร์ทการ์ตูนซึ่งกินเวลานับปี ส่วนทำไมถึงต้องอ่านเล่มนี้ นั่นคือสิ่งที่หลายคนอยากรู้ เจ้าตัวมีคำตอบ

“คือถ้าคุณตอบคำถามเราได้ในสองคำถามว่า คนตายแล้วกลายเป็นอะไร กับคำถามที่สองคือ เรายังคงทำผิดซ้ำเดิมอยู่ไหม ถ้าคนเรามีโอกาสไม่ว่าโอกาสอะไรก็ตามในชีวิตก็เหอะ ที่คุณทำพลาดไปอ่ะ แล้วถ้าวันหนึ่งคุณได้โอกาส แต่คุณยังเสือกทำผิดซ้ำเดิมอีกอ่ะ ก็ไม่ต้องอ่านอ่ะเรื่องนี้ (หัวเราะ) ไม่ต้องอ่านเลยนะ ถือว่าคุยกันไม่รู้เรื่อง” นี่คือที่มาที่ไปของสองโปรเจคสุดท้ายที่ส้มส้ม อมรา ศิริพงษ์ ฝากไว้ในวงการเพลง แต่ก่อนจะจากไปคำถามที่ไม่ถามไม่ได้เลยคือ “ก่อนหน้านี้ หายไปไหน ?”

ไม่ได้หาย เพราะไม่เคยอยู่
“อย่าบอกว่าหาย ต้องบอกว่าไม่เคยอยู่มากกว่า เพราะตั้งแต่แรกเลยพี่ก็ไม่ได้มีอาชีพเป็นนักร้อง เรียนจบก็ทำงานพวกการตลาดค่ะ เป็นมาร์เก็ตติ้ง อีเว้นท์ สักพักก็ขยับตัวเองมาเป็นพีอาร์มาร์เก็ตติ้ง คอนเซาท์ แล้วคราวนี้ในช่วงที่ออกอัลบั้มแรกสุดในชีวิต ก็ได้ Best Female Artist ของ Fat Award เลยทำให้เริ่มมีชื่อเสียง ตอนนั้นเพลงที่ออกมาก็ชื่อเพลง “นางสาวไทย” จะออกแนวสกา พั้งค์ๆ ร็อคๆ หน่อย ระหว่างนั้นเราก็ทำงานทำการของเราไปเรื่อยเปื่อย ส่วนงานเพลงก็คิดแค่ว่ามาทำขำๆ” เธอเริ่มสอดแทรกเรื่องราวความเป็นมาช่วงก่อนเข้าวงการ เพื่อให้แฟนๆ เข้าใจชีวิตตัวเองมากขึ้น

“หลังจากออกอัลบั้มแรก เราก็ไปอยู่ฝรั่งเศสหาประสบการณ์ศึกษาพวกงานศิลปะมา 2 ปี พอกลับมา โจอี้บอยก็ชวนมาอยู่ก้านคอคลับในฐานะมาร์เก็ตติ้ง แต่ตอนนั้นพอพี่เล็ก บุษบาเห็นว่าเราเคยเป็นศิลปิน ก็เลยให้โอกาสลองทำอัลบั้มดู ก็เลยทำอัลบั้ม “ซ่าอมรมณ์”ขึ้นมา แต่ตอนนั้นก็ทำขำๆ อีกนั่นแหละ เพราะคิดว่าตัวเองเป็นมาร์เก็ตติ้ง แต่เพลง playgirl ก็ดันดัง ถ้าสรุปแบบภาษาเราเลยนะ อ้าว! เสือกดัง (หัวเราะ) ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจว่ามันจะต้องดัง เพราะเราไม่เคยอยากจะเป็นศิลปินเลยบอกตรงๆ”

พอหลังจากหมดสัญญากับก้านคอคลับ ในระหว่างนั้น เธอก็เริ่มทำงานที่บริษัทของตัวเองซึ่งมีชื่อว่า “มิสเตอร์ชิคาโก้” (Mr. Chicago) และตอนนี้เปิดมาได้ประมาณ 5 ปีแล้ว โดยจะเป็นงานตั้งแต่เคลียทีฟ มาร์เก็ตติ้ง คอนเซาท์ ในแง่การทำแบรนดิ้ง ซึ่งดูเหมือนว่า เธอจะประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อย

“เราจะถนัดไปทางซีเอสอาร์ เพราะตลอดมาที่ทำ ก็คือจะทำในเรื่องเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เกาะเต่า พอทำอยู่ได้ 5 ปี ก็เชิญนักดำน้ำมาเจ็ดแปดร้อยคนจากทั่วโลกมาทำลายสถิติโลกกันในกินเนสบุ๊ค ทำจนได้ไปวิ่งถือคบเพลงที่โอลิมปิกอ่ะ ยิ่งเราเป็นนักดำน้ำเป็นนักกีฬาด้วยเราเลยสนุกกับมัน แล้วเพราะแบบนั้นก็เลยไม่ได้ขวนขวายที่จะทำตัวให้มันในแง่ของการเป็นคนของประชาชนอย่างนักร้อง ศิลปิน ดาราอะไรทำนองนี้”

อีกทั้งครั้งหนึ่ง เธอเคยไปเล่นภาพยนตร์ให้ปรัชญา ปิ่นแก้ว และปรากฏว่าค่ายหนังของสหรัฐอเมกาที่เคยทำเรื่อง The Scorpion King ก็มาต้องการตัวเธอไปร่วมเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ชื่อ Kill 'em All ได้รับโอกาสให้ร่วมแสดงกับ Gordon Liu ปรมจารย์หนังกังฟูฮ่องกง และพระเอกซีรีย์จาก CSI Miami

“แล้วตอนนี้ที่กลับมาอีกครั้ง คือมันเป็นเพราะเราเริ่มถามตัวเองอีกครั้งว่า เฮ้ย เราคืออะไรกันแน่ เพราะเราก็ทำงานศิลปะเยอะมาก สุดท้ายเราก็เพิ่งมายอมรับช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า เราเป็นศิลปินก็ได้วะ (หัวเราะ) เพราะถ้าศิลปินคือคนที่สร้างงานศิลปะด้วยตัวเอง เราก็คิดว่า งั้นเราคือศิลปิน เพราะเพลงเราแต่งเองทุกเพลง ส่วนดนตรีอาจมีนักดนตรีช่วยแต่งให้ เพียงแค่เราเป็นฝ่ายควบคุมการผลิต”

รับฟังงานเพลงใน Capital Muse Project ได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=mXuTxlP9VLU 
 และเพลงประกอบการ์ตูนใน Project Souls ได้ที่https://www.youtube.com/watch?v=RKAVQbRTEMU&feature=youtu.be
 
ติดตามเนื้อหาบางส่วนจากการ์ตูนเรื่อง Souls ได้ที่ http://ookb.ee/comicsSoulS
ขอขอบคุณ Ookbee Comics ที่อนุญาตให้เผยแพร่การ์ตูนในโปรเจค Souls
www.OokbeeComics.com

ข่าวโดยทีมข่าว MgrFeelGood

สัมภาษณ์โดย ธิติ ปลีทอง


กำลังโหลดความคิดเห็น...