xs
xsm
sm
md
lg

รมต.ออสซี่ถามหา'จริยธรรม'กรณีผัวเมียแดนจิงโจ้ จ้างหญิงไทยเป็น'แม่อุ้มบุญ'แล้วทิ้งลูก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เอเจนซีส์ – รัฐมนตรีออสเตรเลียถามหา “ความรับผิดชอบทางจริยธรรม” เกี่ยวกับการกำหนดชะตากรรมของ “แกมมี่” ทารกน้อยที่เกิดมาพร้อมอาการดาวน์ซินโดรม และถูกพ่อแม่ชาวออสซี่ทิ้งไว้กับแม่อุ้มบุญชาวไทย ขณะที่ทางด้านนักกฎหมายแนะทางการแดนจิงโจ้ออกกฎระเบียบที่ชัดเจนและรัดกุมขึ้น เพื่อให้ความคุ้มครองทั้งพ่อแม่ แม่อุ้มบุญและทารก แทนการห้ามการอุ้มบุญนอกประเทศโดยสิ้นเชิง

สกอตต์ มอร์ริสัน รัฐมนตรีกระทรวงคนเข้าเมืองออสเตรเลีย กล่าวกับเอบีซี สื่อวิทยุและโทรทัศน์ของทางการแดนจิงโจ้เมื่อวันอาทิตย์ (3 ก.ค.) ว่า กรณีนี้เป็นเรื่องน่าสะเทือนใจอย่างแท้จริง และเป็นเรื่องที่ต้องพูดกันถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรม

“ผมได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้แม่ของแกมมีต้องการให้เด็กอยู่ที่ไทย และแน่นอนว่าเราควรเคารพการตัดสินใจของคนเป็นแม่”

รัฐมนตรีออสเตรเลียยังกล่าวอีกว่า การอุ้มบุญมีปัญหาร้ายแรงที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างรอบคอบมาก

การแสดงความคิดเห็นของมอร์ริสันมีขึ้นหลังจากที่มูลนิธิแฮนด์ อะครอสส์ เดอะ วอเตอร์ ในออสเตรเลียสามารถระดมทุนออนไลน์เพื่อใช้เป็นทุนในการรักษาพยาบาล “แกมมี่” ได้แล้วกว่า 190,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (5,700,000 บาท) ภายหลังผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วโลกหลั่งไหลแสดงน้ำใจต่อชะตากรรมของทารกน้อย

แกมมี่ ทารกเพศชาย และฝาแฝดอีกคนหนึ่งที่เป็นเพศหญิง ถือกำเนิดในครรภ์ของ ภัทรมน จันทร์บัว ซึ่งรายงานระบุว่า ได้รับเงิน 15,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 480,000 บาท) สำหรับการอุ้มบุญ ทว่า สามี-ภรรยาออสเตรเลียที่ไม่เป็นที่เปิดเผยชื่อ กลับรับเฉพาะฝาแฝดหญิงที่สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์กลับไปเลี้ยง และทิ้งแกมมี่ไว้กับภัทรมน เนื่องจากทารกน้อยมีทั้งอาการดาวน์ซินโดรม โรคหัวใจและปอด

ก่อนหน้านี้ ภัทรมน วัย 21 ปี ระบุว่า เธอมีปัญหาเรื่องค่ารักษาพยาบาลลูกน้อย

ในวันอาทิตย์(3) พิชญา มารดาของภัทรมน เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า แกมมี่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีตั้งแต่วันพฤหัสบดี (31 ก.ค.) ที่ผ่านมา และอาการดีขึ้นแล้ว เธอบอกด้วยว่า ครอบครัวของเธอสบายใจขึ้นที่ได้ทราบว่า มีการระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือทารกน้อย เนื่องจากแม้จะสามารถใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรคได้ แต่ไม่ครอบคลุมการรักษาพยาบาลที่จำเป็นทั้งหมด

ทางด้าน ปีเตอร์ เบนส์ ผู้ก่อตั้งแฮนด์ อะครอสส์ เดอะ วอเตอร์ มูลนิธิที่เป็นแกนนำการระดมเงินบริจาคคราวนี้ สำทับว่า หนูน้อยแกมมี่ยังป่วยหนัก โดยขณะนี้มีอาการปอดติดเชื้อ

เบนส์ยังเปิดเผยว่า สามารถระดมเงินบริจาคได้เกินกว่าเป้าหมายเริ่มแรกซึ่งตั้งไว้ที่ 25,000 ดอลลาร์ (750,000 บาท) และเขาจะเดินทางมาเมืองไทยใน 2-3 สัปดาห์หน้า เพื่อประสานงานเกี่ยวกับการจัดสรรกองทุนสำหรับค่ารักษาพยาบาลของแกมมี่ และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับครอบครัวของภัทรมน

ทางด้าน ภัทรมน ได้ให้สัมภาษณ์แฟร์แฟกซ์ มีเดีย สื่อมวลชนภาคเอกชนของออสเตรเลียเมื่อคืนวันเสาร์ (2) ว่า เธอต้องการดูแลแกมมี่เองและจะไม่ยกลูกให้ใคร และเสริมว่า ตอนนี้เธออภัยให้สามีภรรยาออสเตรเลียที่ว่าจ้างให้เธออุ้มบุญแล้ว

“ฉันอยากให้ลูกๆ ได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ฉันไม่คิดถึงผู้ว่าจ้างมากนัก รวมทั้งไม่โทษหรือถือโกรธพวกเขาอีกต่อไป พวกเขาอาจมีปัญหาของตัวเองอยู่แล้ว”

นอกจากนี้ แฟร์แฟกซ์ยังรายงานว่า นายหน้าจัดหาแม่อุ้มบุญที่เป็นตัวกลางระหว่างภัทรมนกับสามีภรรยาชาวออสเตรเลีย บอกให้ภัทรมนทำแท้งหลังจากแพทย์พบว่า แฝดคนหนึ่งเป็นอาการดาวน์ซินโดรม ซึ่งขณะนั้นเธอท้องได้ 4 เดือน แต่ภัทรมนปฏิเสธเนื่องจากขัดกับหลักคำสอนทางพุทธศาสนา

มีบุคคลจำนวนมากตลอดจนผู้บริจาคเพื่อช่วยเหลือแกมมี่ต่างพากันวิจารณ์เรื่องการทอดทิ้งทารกน้อย

นายกรัฐมนตรีโทนี แอ็บบอตต์ ของออสเตรเลีย กล่าวว่า นี่เป็นเรื่องน่าเศร้ามากและสะท้อนให้เห็นถึงหลุมพรางด้านลบของธุรกิจการอุ้มบุญ

ทั้งนี้ ออสเตรเลียไม่อนุญาตการอุ้มบุญที่มีการจ่ายค่าจ้างให้แก่ผู้หญิงที่อุ้มท้องให้ แต่สามารถกระทำได้ในกรณีที่แม่อุ้มบุญไม่รับค่าตอบแทนใดๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมอื่นๆ

กระนั้น เซอร์โรเกซี ออสเตรเลีย ซึ่งเป็นองค์การสนับสนุนและคอยประสานงานให้สามีภรรยาที่ต้องการหาผู้ตั้งครรภ์แทน เปิดเผยว่า แต่ละปีมีสามีภรรยาออสเตรเลียราว 400-500 คู่เลือกหาแม่อุ้มบุญนอกประเทศแทน เช่น อินเดีย ไทย อเมริกา ฯลฯ

รา เชล คุนดี กรรมการบริหารเซอร์โรเกซี ออสเตรเลีย แสดงความหวังว่า กรณีทารกแกมมี่ อาจนำไปสู่กฎระเบียบที่รัดกุมยิ่งขึ้น แทนที่จะมีการประกาศห้ามการอุ้มบุญนอกประเทศโดยเด็ดขาด

“เราหวังว่า รัฐบาลจะทำให้การอุ้มบุญในออสเตรเลียเข้าถึงได้ง่ายขึ้น”

นิโคลา สก็อตต์ นักกฎหมายอังกฤษที่เชี่ยวชาญปัญหาการเจริญพันธุ์ขานรับว่า การขาดกฎระเบียบควบคุมทำห้ทารกตกอยู่ในความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีการหารือเกี่ยวกับปัญหาการทำแท้งล่วงหน้า และทางออกของปัญหานี้คือ สนธิสัญญาระหว่างประเทศที่คล้ายกันกับอนุสัญญากรุงเฮกว่าด้วยการรับบุตรบุญธรรม เพื่อให้พ่อแม่รับรู้สถานการณ์ตั้งแต่เริ่มแรก

“จากนั้นแต่ละประเทศก็จะออกกฎหมายและกฎระเบียบของตัวเอง ซึ่งจะทำให้ทั้งพ่อแม่ แม่อุ้มบุญ และทารกได้รับการปกป้อง”
กำลังโหลดความคิดเห็น...