xs
xsm
sm
md
lg

สไตรค์สั่งได้....'วีรศักดิ์' นักโบว์ลิ่งตาบอดทีมชาติไทย

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นคนตาบอดเล่นโบว์ลิ่ง คือ ทึ่ง! และชื่นชม เพราะแต่ละเฟรมที่เขาเล่นคะแนนที่ได้ไม่ธรรมดาเลย วันนี้ทีม feel-good เลยขอให้นักกีฬาโบว์ลิ่งทีมชาติไทย “วี-วีรศักดิ์ ตั้งพูลพันธ์” ผู้ เปิดกระเป๋าโบว์ลิ่งขนาดกระทัดรัดให้ดูว่ามีเทคนิคเคล็ดลับอะไรซ่อนอยู่ ถึงได้โยนลูกโบว์ลิ่งสไตรค์ได้ตามใจสั่งแบบนี้

โบว์ลิ่งจัดเป็นกีฬาอีกหนึ่งชนิดที่คนตาบอดสามารถเล่นได้ และทำได้ดีเสียด้วย สิ่งสำคัญที่ทำให้คนที่มองไม่เห็นสามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ดีอย่างน่าเหลือเชื่อ คงจะเป็นเรื่องที่คนสายตาปกติอาจจะยังไม่เคยได้ลองทำ คือเรื่องของการใช้จินตนาการโฟกัสจุดหมายตรงหน้า และใช้ความสัมพันธ์ของร่างกายเป็นตัวกำหนดทิศทาง ทำให้ได้ผลอย่างดีเยี่ยม

ความสะอาด...เป็นหัวใจหลัก
“วีรศักดิ์” ผู้พิการทางสายตาที่มี่บุคลิกน่ารัก อารมณ์ดี มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสนุกสนานเป็นเอกลักษณ์ เดินลากกระเป๋าโบว์ลิ่งสีแดงดำแบบสองบอล ขนาดกะทัดรัด เดินเข้ามาในลานโบว์ลิ่งมาอย่างทะมัดทะแมง พอนั่งลงเขาก็บรรจงเปิดกระเป๋าเพื่อหยิบลูกโบว์ลิ่ง และรองเท้าออกมาเปลี่ยน ภายในดูสะอาด และจัดวางของอย่างเป็นระเบียบ เพื่อการหยิบจับที่สะดวก 

ดูจากการเลือกของที่ใช้ ทั้งกระเป๋า, รองเท้า Dexter ตะเข็บเนี๊ยบ, ลูกโบว์ลิ่ง ยี่ห้อ Brunswick Siege ล้วนเป็นของดีและมีราคา แสดงให้เห็นว่าเขาลงทุนกับอุปกรณ์เหล่านี้ไปไม่ใช่น้อย

สิ่งแรกที่เขาทำคือหยิบสเปรย์พ่นลูกโบว์ลิ่งบางๆ เพื่อทำความสะอาด นอกจากนั้นยังมีสเปรย์พ่นรองเท้าเพื่อทำความสะอาดรองเท้าหลังใช้อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่าให้ความสำคัญกับความสะอาดและการจัดของอย่างเป็นระเบียบเป็นอันดับต้นๆ พร้อมกับบอกเล่าถึงความรู้สึกแรกที่ทำให้เขาชอบกีฬาชนิดนี้เป็นพิเศษ
 
“ชอบเสียงพิณกระทบลูก เสียงที่ชอบที่สุดคือ ตอนสไตรค์น่ะครับ เสียงมันเพราะ ลองนึกถึงเวลาพิณตั้งอยู่เป็นกลุ่ม แล้วเวลาลูกโบว์ลิ่งเข้าไปปะทะ มันจะมีการชนต่อๆ กัน เสียงที่เกิดขึ้นก็จะดัง โครม! แล้วก็ไล่ๆ เรียงกันไปเรื่อยๆ อีกหนึ่งความรู้สึกก็จะรู้สึกว่ามันท้าทาย ถ้าเราสามารถทำให้พิณที่มีอยู่ 10 พิณ ซึ่งมีระยะอยู่ห่างจากเราประมาณ 20 เมตร สามารถล้มได้โดยที่เราไม่เห็นมัน”

บางครั้งไปเล่นที่ลานอื่นๆ ก็จะมีปัญหาเรื่องเสียงแวดล้อม เช่น เสียงเพลงที่ค่อนข้างดัง ก็จะทำให้เราได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นน้อยกว่าความเป็นจริง ผมไม่ค่อยสนใจเพลงเท่าไหร่ ช่วยทำให้สมาธิเสียมากกว่า เลนที่ชอบไปประจำชื่อ 300 bowl รามคำแหง”

สังเกตลูกโบว์ลิ่งของเขาจะเป็นแบบสั่งเจาะรูเป็นพิเศษให้พอดีกับขนาดของมือ และมีเจาะรูที่สี่เพิ่มเพื่อช่วยเรื่องบาลานซ์
พอโยนบอลเสร็จ เขาก็เดินมารอรับลูก เอามือสัมผัสแป๊บเดียวก็เอานิ้วสอดเข้าไปอย่างคล่องแคล่ว เราจึงถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าลูกไหนเป็นของตัวเอง “ใช้วิธีสัมผัสริ้วรอยกะเทาะของลูกที่เกิดจากการใช้งาน แต่ละลูกจะมีตำหนิ แต่ก็เคยพลาดนะ ตอนเอามือไปรอรับลูก บางทีเผลอ ลูกที่มาทีหลังกระแทกนิ้วตัวเอง เจ็บมาก บางทีก็เล่นจนตัวเองล้า ลูกหลุดจากมือโดยที่ยังไม่โยน” (หัวเราะสนุกสนาน)

คว้าทีมชาติในวัย 39
เขาเริ่มเล่นโบว์ลิ่งอย่างจริงจังตอนอายุ 38 ปี และได้เป็นตัวแทนนักกีฬาโบว์ลิ่งทีมชาติไทยไปแข่งขันระดับนานาชาติอาทิ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เกาหลี ฯลฯ กวาดเหรียญมาแล้วหลายรายการ จากการพูดคุยพบว่าเขาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ และพัฒนาตัวเอง ด้วยการฟังมาก ติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนั้นยังทำงานเพื่อสังคมในฐานะประธานสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศ สาขา กทม.

ความชอบกีฬาโบว์ลิ่งตั้งแต่สมัยยังมองเห็น บวกกับเห็นโอกาสที่จะทำชื่อเสียงให้ประเทศได้ จึงเริ่มเล่นจริงจัง “พอทราบข่าวว่ามีการแข่งขันโบว์ลิ่งสำหรับผู้พิการทางสายตาระดับนานาชาติ ก็คิดว่าคนที่เป็นแบบเรา คนต่างชาติเล่นได้ เราก็ต้องเล่นได้สิ ก็ตัดสินใจเข้าสนามเลย

แต่กว่าจะเล่นดีอย่างทุกวันนี้ ช่วงแรกๆ ก็ยากเหมือนกัน ไม่มีไกด์เรียว ก็ใช้วิธีเดินวัดเท้าจากท่อ เพื่อที่จะได้รู้ตำแหน่งของตัวเอง เทคนิคการเล่นที่คนอื่นแนะนำก็ต้องนำมาปรับใช้กับความถนัดของตัวเอง”

สำหรับคนตาบอดสนิทอย่างวีรศักดิ์ เขาก็จะมีอุปกรณ์เสริมพิเศษที่ทำให้ดูแตกต่างจากคนสายตาปกตินิดหน่อย เช่นต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยจับเพื่อวัดระยะ Foul line แบบประกอบเอง ซึ่งเรียกว่า “ไกด์เรียว”

“อุปกรณ์ตัวนี้ ต้นแบบมาจากญี่ปุ่น ซึ่งเขาเล่นมาก่อนเรา เขาเอามาให้ยืม ตอนแข่งเราก็เอาตัวต้นแบบไปแกะแบบ และดูแบบมาตรฐานสากล ความยาว ความสูง ทำแนวเท่าตัวเดิม ตัวนี้ใช้มาตั้ง 10 กว่าปีแล้ว ถ้าไม่มีมันเราก็คงยากที่จะได้เล่นโบว์ลิ่ง”

จินตนาการ....สัมพันธ์กับท่วงท่า
“เราตั้งจินตนาการภาพเสมือนอยู่ในใจ เวลาเราทำได้ อันนั้นคือผลสำเร็จ ว่าเราสามารถทำได้จริงๆ” วีรศักดิ์เล่าถึงเทคนิคของตนเอง โดยอาศัยจินตนาการขณะที่มองไม่เห็น ผสานกับการควบคุมจังหวะการเดิน ทิศทาง น้ำหนัก ทุกอย่างต้องสัมพันธ์กันถึงจะได้ผลที่ดี

“ตอนที่โยนไปก็ต้องประเมินว่าที่เราโยนไปแล้วไม่ได้ผลอย่างที่เราต้องการ มันเกิดจากอะไร พอเดินไปก็รู้ตัวว่าเมื่อกี๊ขาเราบิดเยอะเกินไปนะ หรือว่าบางทีเราเผลอเดินออกไปทางขวาเยอะเกินไป บางทีลูกตกท่อไปทางขวาก็เพราะเหตุนี้ ก็ต้องควบคุมให้ตัวเองเดินช้าลง
โดยธรรมชาติเราเดินเร็ว ลูกของมันจะแรงขึ้น เพราะมันมีแรงโน้มถ่วง บางครั้งความที่เราเดินเร็วไป แล้วมันหยุดไม่ได้มันจะมีโมเมนตัมส่วนเกินที่ทำให้เราถลำตัวไป มันก็จะเกิดการเปลี่ยนทิศทางของลูก พอเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องบอกตัวเองว่าให้ช้าลง เพราะถ้าเร็วแล้วเสีย มันก็ไม่ได้อะไร

การที่จะให้จังหวะสัมพันธ์กันตลอดก็ยากเหมือนกัน ต้องฝึกบ่อยๆ ให้เรารู้สึกว่าความรู้สึกแบบนี้แหละถูกแล้ว แต่ก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่โอกาสผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ เราแค่ควบคุมได้แค่ผิดให้น้อยลง

เวลาเราโยนเฟิร์สบอล จะมีพิณรอเราอยู่ 10 พิณ ถ้าไม่ตกท่อ ยังไงก็จะได้พิณ 1 2 3 แต่ถ้าเหลืออยู่จำนวนน้อย เท่ากับโอกาสที่ได้จะเยอะขึ้น การเก็บสแปร์ก็สำคัญ เพราะมันเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่เราจะทำคะแนนได้เยอะขึ้น ตอนเก็บสแปร์ เราต้องโฟกัสมากขึ้น อย่างเหลือริมซ้ายหรือริมขวา มันเก็บยากก็ต้องกำหนดจิตตัวเองว่ามันอยู่ทางไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่ากำหนดแล้วมันจะได้เสมอไปนะครับ (หัวเราะ) มันอยู่ที่ทิศทางที่เราปล่อยออกไป บางทีเราประเมินผิด มันอาจจะเลยไป หรือไปไม่ถึง”

พอถามว่าพิณไหนเก็บยากที่สุด วีรศักดิ์ตอบได้อย่างรวดเร็ว “พิณ10 เก็บยากสุด ถ้าเป็นลูกไซร์ค เวลาที่เราปล่อยออกไปแล้ว ทิศทางมันใช่ แต่บอลมักจะหักเลี้ยวซ้าย ก่อนถึงหน้าพิณ ถ้าเก็บพิณ 10 ทิศทางไม่พอดี แรงไม่พอดีเนี่ย ยังไงก็ไม่โดน

เราอยากโยนให้สไตรค์ทุกเฟรม แต่มันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น บางครั้งแรงได้ แต่ทิศทางไม่ตรง แค่นั้นก็ไม่ได้สไตรค์แล้ว องค์ประกอบมันต้องมาพร้อมกัน ถึงจะได้ผลที่ต้องการ คนที่ลงแข่งขันก็คงต้องการชัยชนะ ส่วนตัวผมก็อยากชนะ แต่ก็ไม่เป็นทุกข์เกินไปเมื่อไม่ชนะ เพราะว่าไม่อยากฝากความกดดันเอาไว้ในใจตนเอง ไม่งั้นจะเครียด”

ส่วนเรื่องของการนับคะแนน จะมีคนสายตาปกติคอยช่วยบอกว่าลูกเข้าพิณไหนบ้าง เขาจะคำนวณว่าเหลือพิณไหน และคิดว่าจะโยนลูกไปทิศทางไหนเพื่อที่จะเก็บคะแนนที่เหลือ

รักการเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็กๆ
นอกจากโบว์ลิ่งแล้วเขาเล่าว่าชอบและสนใจกีฬาหลายอย่าง ทั้งปั่นจักรยาน ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล ปิงปอง ว่ายน้ำ “จริงๆ ชอบเล่นกีฬาหลายอย่าง (หัวเราะ) ตอนสมัยมองเห็น แค่ขี่จักรยานเล่นๆ ก็รู้สึกสนุก เดินทางได้คล่องตัว สะดวกสบายกว่าเดิน เมื่อตาบอด ตอนไปบางเสน เคยไปขี่จักรยานที่เป็นสองตอน เป็นความรู้สึกดี ถึงเราจะขี่เองไม่ได้แต่เราเล่นร่วมกับคนอื่นได้ ก็ได้ปั่น ได้ใช้แรงเหมือนกัน เป็นการออกกำลังกาย ได้รับลมปะทะหน้าก็รู้สึกดีเหมือนกัน

กีฬาอื่นๆ ก็ชอบ ถึงไม่ได้เล่น ฟังก็ยังดี ชอบฟังบอล ฟังวอลเล่ย์บอล ฟังคนบรรยายแล้วจินตนาการตาม สนุกดี จะลุ้นตามว่าฝ่ายไหนได้เปรียบ เสียเปรียบ รู้สึกได้เลย ฟุตบอลชอบทีมอาร์เซนอล ดูแล้วสนุก ไม่ได้ไล่อัดอย่างเดียว ต่อบอลได้ดี ตอนเด็กจะชอบบราซิล แต่หมั่นไส้ทีมแมนยูฯ นิดๆ เพราะมีแต่ตัวเก่งๆ” (หัวเราะ)

สำหรับการได้มาเล่นกีฬาที่ชอบ ได้เป็นนักกีฬาทีมชาติอย่างทุกวันนี้ ก็เป็นเรื่องที่วีรศักดิ์ภาคภูมิใจ และอยากทำเพื่อประเทศต่อไปอีก “สิ่งทีได้รับจากการเล่นโบว์ลิ่ง คือเราได้ความสุข ได้ฝึกสมาธิ ร่างกายแข็งแรง ประสาทสัมผัสดี เราภูมิใจที่เราทำในสิ่งที่เราทำได้ ได้ตอบสนองความต้องการของตัวเอง อยากสไตรค์ก็สไตรค์ได้ อยากเก็บสแปร์ก็เก็บได้

หลายคนมาแสดงความยินดี บางคนก็ไม่เคยเห็น ก็ไม่เชื่อว่าคนตาบอดจะเล่นได้ ผมคิดว่าคงแอบทึ่งแต่ก็เฉยๆ อยู่ บางคนก็เข้ามาพูดคุยทักทาย บางคนเข้ามาช่วยเหลือมาบอกบ้างก็มี มีบัตรฟรีมาให้ (หัวเราะ) การที่เรามาเล่นโบว์ลิ่ง เราได้แสดงความสามารถให้คนอื่นได้เห็น คนที่เปิดมุมมองว่าเราอยู่ร่วมสังคมเดียวกันได้ จริงๆ เราก็อยู่ร่วมกันได้ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ ถ้าเป็นคนใจกว้าง มีทัศนคติเชิงบวก ก็ทำอะไรดีๆ อีกได้" วีรศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้ม


ข่าวโดย ทีมข่าว Feel-good
ภาพโดย วรวิทย์ พานิชนันท์