ASTV ผู้จัดการรายวัน - ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้อง '“พล.ต.อ.วาสนา'” อดีต ปธ.กกต.กับพวก จัดเลือกตั้งเอื้อพรรคไทยรักไทย ชี้โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ไม่มีอำนาจฟ้อง ด้าน อดีตประธานกกต.เผยขอกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัด
วานนี้ (13 มิ.ย.) ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.1234/2549 หมายเลขแดง อ.2343/2549 ที่นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง), พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีต ประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร (เสียชีวิตแล้ว), พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ และ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา อดีตเลขาธิการ กกต. (ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว. พ.ศ. 2541 โดยโจทก์ฟ้องนำคดีมายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2549
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2549 ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา, นายปริญญา และนายวีระชัย จำเลยที่ 2-4 ไว้คนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ส่วน พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ จำเลยที่ 5 นั้นได้ลาออกจาก กกต.ไปก่อน นายถาวรโจทก์จึงถอนฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 2-4 ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ขณะที่จำเลย 2-3 ยื่นฎีกา ขอให้ศาลยกฟ้องด้วย
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และ 3 ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการกระทำของ กกต.จะเป็นความผิด ตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.นั้นจะต้องเป็นการกระทำต่อผู้สมัครหรือพรรคการเมือง แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความเพียงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6 และเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้ส่งผู้ใดเข้าสมัครรับเลือกตั้งเลย โดยโจทก์ไม่ใช่ผู้สมัครดังนั้นยังถือไม่ได้ว่า กกต.ได้กระทำการที่จะเป็นความผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 24 ที่บัญญัติว่าห้ามไม่ให้ กกต., กกต.ประจำจังหวัด, ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัด และอนุกรรมการที่ กกต.แต่งตั้งกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้นโจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำผิดตามมาตรา 24 ดังกล่าว เห็นได้ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมเท่านั้นไม่ได้บัญญัติ เพื่อคุ้มครองโจทก์ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งโดยตรงเป็นพิเศษ
ซึ่งหากถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายแล้วประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนโจทก์ที่มีอยู่จำนวนมากก็ย่อมเป็นผู้เสียหายเช่นกันและถ้าต่างใช้สิทธิฟ้องร้องก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมกับ กกต.ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฎมาแล้ว
ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วาสนา และนายปริญญา ได้เดินทางมาศาล พร้อมผู้ที่มาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง และ พล.ต.อ.วาสนา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ารู้สึกเฉยๆ และหลังจากนี้จะกลับไปอยู่บ้านพักที่ต่างจังหวัด.
วานนี้ (13 มิ.ย.) ที่ห้องพิจารณา 809 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาคดีปฏิบัติหน้าที่มิชอบ หมายเลขดำ อ.1234/2549 หมายเลขแดง อ.2343/2549 ที่นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ฟ้องสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง), พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีต ประธาน กกต., นายปริญญา นาคฉัตรีย์, นายวีระชัย แนวบุญเนียร (เสียชีวิตแล้ว), พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ และ พล.ต.ต.เอกชัย วารุณประภา อดีตเลขาธิการ กกต. (ศาลยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และส.ว. พ.ศ. 2541 โดยโจทก์ฟ้องนำคดีมายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2549
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2549 ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา, นายปริญญา และนายวีระชัย จำเลยที่ 2-4 ไว้คนละ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ส่วน พล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ จำเลยที่ 5 นั้นได้ลาออกจาก กกต.ไปก่อน นายถาวรโจทก์จึงถอนฟ้อง ต่อมาจำเลยที่ 2-4 ยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ขณะที่จำเลย 2-3 ยื่นฎีกา ขอให้ศาลยกฟ้องด้วย
ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และ 3 ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าการกระทำของ กกต.จะเป็นความผิด ตามมาตรา 24 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.นั้นจะต้องเป็นการกระทำต่อผู้สมัครหรือพรรคการเมือง แต่ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความเพียงว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา เขตเลือกตั้งที่ 6 และเป็นสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ได้ส่งผู้ใดเข้าสมัครรับเลือกตั้งเลย โดยโจทก์ไม่ใช่ผู้สมัครดังนั้นยังถือไม่ได้ว่า กกต.ได้กระทำการที่จะเป็นความผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 24 ที่บัญญัติว่าห้ามไม่ให้ กกต., กกต.ประจำจังหวัด, ผอ.การเลือกตั้งประจำจังหวัด และอนุกรรมการที่ กกต.แต่งตั้งกระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ดังนั้นโจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำผิดตามมาตรา 24 ดังกล่าว เห็นได้ว่า พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต.บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวมเท่านั้นไม่ได้บัญญัติ เพื่อคุ้มครองโจทก์ที่เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งโดยตรงเป็นพิเศษ
ซึ่งหากถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายแล้วประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหมือนโจทก์ที่มีอยู่จำนวนมากก็ย่อมเป็นผู้เสียหายเช่นกันและถ้าต่างใช้สิทธิฟ้องร้องก็จะเกิดความไม่เป็นธรรมกับ กกต.ซึ่งข้อเท็จจริงก็ได้ปรากฎมาแล้ว
ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ทั้งนี้ พล.ต.อ.วาสนา และนายปริญญา ได้เดินทางมาศาล พร้อมผู้ที่มาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง และ พล.ต.อ.วาสนา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่ารู้สึกเฉยๆ และหลังจากนี้จะกลับไปอยู่บ้านพักที่ต่างจังหวัด.


