โดย..สันติ โชคชัยชำนาญกิจ
โครงการจับตาพลังงาน
ข่าววิกฤตไฟฟ้าที่ประเทศไทยกำลังจะเผชิญในวันที่ 5 เมษายนนี้สร้างความแตกตื่นตกใจแก่สังคมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นข้อมูลที่ออกจากปาก “รัฐมนตรี” ว่าการกระทรวงพลังงาน และ “ผู้ว่าการ” การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย แต่ทว่าขณะนี้กลับมีข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่กำลังเปิดเผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้ แท้ที่จริงแล้วไม่ใช่วิกฤต แต่เป็น “ดราม่า” หรือการแสดงละครตบตาประชาชนให้ตื่นตกใจ เพื่อที่จะนำเสนอวาระซ่อนเร้นบางอย่าง
หากทบทวนดูลำดับของข่าวที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เราจะพบว่ามีการให้ข้อมูลที่บิดเบือนความจริงต่อสาธารณะในหลายๆ เรื่อง ดังนี้
กล่าวโดยสรุปแล้ว ความเสี่ยงที่จะเกิดไฟดับ (Black Out) ในวันที่ 5 เมษายนนี้ ถือว่าไม่ต่างจากภาวะปกติ คือแทบเป็นไปไม่ได้เลย เพราะถึงแม้จะไม่มีก๊าซพม่าป้อนให้ แต่กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของไทยก็ยังมีอยู่ในระดับมากกว่า 10% อยู่ดี ดังข้อเท็จจริงต่อไปนี้
ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลของ กฟผ.เองทั้งสิ้น ดังนั้น จึงไม่ควรอย่างยิ่งที่รัฐมนตรีพลังงานและผู้ว่าการ กฟผ.จะแสดงอาการเจ๊กตื่นไฟออกมาให้ข่าวจนสังคมเกิดความแตกตื่นตกใจจนเกินเหตุ เพราะจะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ การผลิตภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว และอื่นๆ ประเทศไทยเสียหายกับปัญหาน้ำท่วมใหญ่มาหมาดๆ จะมีไฟดับอีกแล้วหรือ?
ข้อมูลที่แสดงให้เห็นข้างต้น บ่งชี้ไปในเชิงน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า เหตุใดจึงต้องให้ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะเพื่อสร้างกระแสวิกฤตไฟฟ้า (เทียม) หลายคนคงเดาคำตอบได้ไม่ยากว่า วาระซ่อนเร้นที่อยู่เบื้องหลังก็คือ รัฐบาลต้องการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน (และนิวเคลียร์) ซึ่งสังคมไทยไม่ยินดีต้อนรับนั่นเอง
ในช่วงหลายปีมานี้ กระทรวงพลังงานกล่าวมาโดยตลอดว่า การที่ประเทศไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้ามากเกินไป ถือเป็นปัญหาต่อความมั่นคงไฟฟ้า จำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงด้านเชื้อเพลิง โดยลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติและนำเอาพลังงานถ่านหินและนิวเคลียร์เข้ามาเสริมให้มากขึ้น แต่พลังงานทั้งสองประเภทนี้มักจะถูกต่อต้านจากประชาชน ดังนั้น วิกฤตไฟฟ้าครั้งนี้ย่อมทำให้กระแสคัดค้านพลังงานถ่านหินและนิวเคลียร์ขาดความชอบธรรมลงไปพอสมควร
ท่ามกลางความแตกตื่นตกใจของสังคม รัฐบาลได้ประกาศแล้วว่าจะปรับปรุงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือแผนพีดีพี โดยเพิ่มโรงไฟฟ้าถ่านหินเข้ามาในแผนถึง 10,000 เมกะวัตต์ แต่ในขณะเดียวกัน ขณะนี้รัฐบาลกำลังเปิดประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ (โรงไฟฟ้าไอพีพี) จำนวน 5,400 เมกะวัตต์ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขให้เป็นโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติทั้งหมด โดยกระบวนการประมูลจะเสร็จสิ้นในเดือนมิถุนายนนี้
หากย้อนทบทวนแผนพีดีพีฉบับที่ผ่านๆ มา เราจะพบว่า เหตุผลที่ใช้ประกอบการจัดทำแผนฯ เป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลต้องการผลักดันเชื้อเพลิงประเภทใดเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากแผนพีดีพี 2 ฉบับที่ผ่านมาและฉบับที่กำลังจะปรับปรุงใหม่ ดังนี้
สิ่งที่ผิดปกติมากก็คือ ในการอนุมัติแผนพีดีพี 2010 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ซึ่งมีการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยกำหนดให้เปิดประมูลรับซื้อจากเอกชน (โรงไฟฟ้าไอพีพี) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ยังสั่งการให้กระทรวงพลังงานไปจัดทำแผนพีดีพีฉบับใหม่ (PDP2012) ในทันทีอีกด้วย นั่นหมายความว่า การปรับปรุงแผนพีดีพีฉบับที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ก็เพื่อเปิดประตูให้มีการประมูลโรงไฟฟ้าเอกชนเท่านั้นเอง
วิกฤตไฟฟ้าที่ถูกโหมประโคมขึ้นครั้งนี้เป็นวิกฤตเทียม แต่สิ่งที่วิกฤตจริงๆ กลับเป็นวิกฤตของ “ความไม่โปร่งใส” ในการกำหนดนโยบายพลังงานต่างหาก ที่ถึงกับต้อง “ดราม่า” หลอกลวงประชาชนโดยไม่สนใจกับความเสียหายของประเทศชาติที่จะตามมาจากข่าวไฟดับ เพื่อแลกกับการได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน หากสังคมไทยไม่ตรวจสอบแก้ไขระบบการบริหารพลังงานที่ฉ้อฉล วิกฤตพลังงานย่อมเกิดขึ้นได้อีกทุกเมื่อ ตราบใดที่ผู้มีอำนาจยังสามารถโกหกหลอกลวงประชาชนเพื่อผลักดันวาระซ่อนเร้น โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไร
หากรัฐบาลจริงใจที่จะ “กระจายความเสี่ยงเชื้อเพลิง” สิ่งที่ควรทำในขณะนี้ก็คือการชะลอการประมูลโรงไฟฟ้าไอพีพี เพื่อจัดทำแผนพีดีพีฉบับใหม่ให้เสร็จเสียก่อน แต่คงไม่มีทางเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาจากข่าวการประมูลไอพีพีที่เริ่มมีเสียงบ่นจากผู้เข้าประมูลบาง รายว่า การประมูลครั้งนี้มีการล็อกสเป็กเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทรายหนึ่งเป็นการเฉพาะ นอกจากนี้จำนวนกำลังผลิตไฟฟ้าที่เปิดประมูลก็สอดรับกับแผนการนำเข้าก๊าซ LNG ระยะที่ 2 ของ ปตท.ที่จะเพิ่มขึ้นอีก 5 ล้านตันต่อปี
หรือว่า วิกฤตไฟฟ้า (เทียม) ครั้งนี้ ที่แท้คือคอร์รัปชันเชิงนโยบาย?



