ASTVผู้จัดการรายวัน – ทายาท " กอบชัย ซอโสตถิกุล " เดินหน้าสานต่ออาณาจักรกลุ่มซีคอน ธุรกิจรับสร้างบ้าน ธุรกิจศูนย์การค้า ค้าปลีก ล่าสุด "ปิยะ ซอโสตถิกุล"ดีกรีแบงก์กรุงเทพฯ รับภารกิจปลุกปั้นธุรกิจอสังหาฯ แลนด์แบงก์ตามเมืองท่องเที่ยว ภูเก็ต หัวหิน กระบี่ พร้อมชิมลางโครงการบ้านจัดสรรในกรุงเทพฯงัดที่ของตระกูล 6 ไร่ ย่านอ่อนนุช-ศรีนครินทร์ พัฒนาโครงการทาวน์โฮม เปิดขายได้ปลายปี 54
นายปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง7ปีที่ผ่านมา กลุ่มซีคอน ได้ก่อตั้งบริษัท เอราวันน่า จำกัด มีทุนจดทะเบียน 70ล้านบาท โดยบริษัทฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน90%เศษ เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในจังหวัดท่องเที่ยว เน้นพื้นที่ริมทะเลในอ่าวอันดามัน จับกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างชาติเป็นหลัก โดยมีการพัฒนาโครงการเพื่อเช่าระยะยาว 30 ปี ต่ออายุสัญญาเช่าได้2ครั้ง ไปแล้วจำนวน 9โครงการในจังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ ในการพัฒนาโครงการที่ผ่านมานั้น บริษัทจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ เดอะพาร์ค , สิรินธาราและแบรนด์โตนด โครงการขนาดกลางและเล็ก ยูนิตไม่เกิน 50 ยูนิตต่อโครงการ เพื่อสะดวกในการปิดการขายได้รวดเร็ว และตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าต่างชาติ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย
“ ชื่อของภูเก็ตเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้ลูกค้ายอดมรับได้ง่าย การขายให้ลูกค้ากลุ่มนี้กำไรสูง ประมาณ 20-25% แต่กระนั้น แม้จะมีมาร์จิ้นที่มาก แต่การอาศัยโบรกเกอร์ทั้ง 100% ทำให้เกิดต้นทุน โดยนายหน้าที่ขายบ้านในโครงการจะได้คอมมิชชั่นประมาณ 5-10%”
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแถบยุโรป จากเดิมจะมาจากประเทศอังกฤษกว่า 80% ที่ซื้อบ้านพักหลังที่ 2 แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรป ทำให้ลูกค้าจากประเทศอังกฤษลดลง แต่กลับพบว่า ปริมาณลูกค้าจากประเทศรัสเซียเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นผู้ซื้อหลักของบริษัทฯในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ ในจังหวัดท่องเที่ยวในฝังอ่าวอันดามัน ช่วงปี 2550-2551 เติบโตสูงสุด มียอดขายต่อปีกว่า 40,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% หรือประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี
“ จุดขายของบริษัทจะอยู่ตรงที่ พัฒนาบ้านพร้อมอยู่ ไม่เน้นบ้านสั่งสร้าง ด้วยความพร้อมของเงินทุน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า จะส่งผลให้ชื่อเสียงของบริษัท เอราวันน่าฯ ลูกค้าต่างชาติให้การยอมรับมากยิ่งขึ้น”
ทยอยยึดหัวหาดภูเก็ต ผุด 3 โครงการ
นายปิยะ กล่าวว่า บริษัทได้ลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในจ.ภูเก็ต ไปแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโตนด3 โตนด 4 และโครงการเพกา (PAKAY) โดยโตนด3 พัฒนาเป็นโครงการวิลลา จำนวน 12 ยูนิต มูลค่า 240 ล้านบาท 200 ตารางวา(ตร.วา) ขึ้นไป ราคาขายเริ่มต้น 20-25 ล้านบาท ปัจจุบันขายบ้านตัวอย่างไปแล้ว 2 ยูนิต ที่เหลืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง
โครงการโตนด 4 โครงการทาวน์โฮมดูเพล็กซ์ 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 350ตร.ม. จำนวน 18 ยูนิต ราคาขาย 20-25 ล้านบาท มูลค่ารวม 400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดขายในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ มีแผนเปิดโครงการคอนโดฯ Sora จำนวน 79 ยูนิต ในย่านลากูน่า ราคาขายต่อตร.ม. 50,000-60,000 บาท
นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ได้เพิ่มการลงทุนไปสู่ธุรกิจโรงแรม ซึ่งได้เปิดบริการมาแล้ว 1 ปี ภายใต้แบรนด์ เลอเนซอง จ.ภูเก็ต งบลงทุน 1,600 ล้านบาท เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน176 ยูนิต และวิลลา 26 ยูนิต และยังมีที่ดิน 100 ไร่ในจ.กระบี่ ที่อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดทุกๆด้าน ในการพัฒนาโรงแรมระดับ 5 ดาว
นายปิยะ กล่าวถึงการลงทุนในกรุงเทพฯว่า จะนำที่ดินสะสมของกลุ่มซีคอนเนื้อที่ 6 ไร่ ในย่านอ่อนนุช-ศรีนครินทร์ พัฒนาโครงการนำร่องเพื่อทดสอบตลาด โดยโครงการแรกจะพัฒนาภายใต้บริษัท The Estate จำกัด รูปแบบ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาขายเริ่มต้น 4-5 ล้านบาท มูลค่า 270 ล้านบาท คาดจะเปิดขายได้ปลายปี 54
อนึ่ง กลุ่มซีคอน นอกจากธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังมีธุรกิจรับสร้าง ธุรกิจศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้านันยาง และธุรกิจผงชูรสภายใต้แบรนด์ไทยชูรส ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของตระกูล
นายปิยะ ซอโสตถิกุล กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ซีคอน จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง7ปีที่ผ่านมา กลุ่มซีคอน ได้ก่อตั้งบริษัท เอราวันน่า จำกัด มีทุนจดทะเบียน 70ล้านบาท โดยบริษัทฯเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน90%เศษ เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ในจังหวัดท่องเที่ยว เน้นพื้นที่ริมทะเลในอ่าวอันดามัน จับกลุ่มนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างชาติเป็นหลัก โดยมีการพัฒนาโครงการเพื่อเช่าระยะยาว 30 ปี ต่ออายุสัญญาเช่าได้2ครั้ง ไปแล้วจำนวน 9โครงการในจังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ ในการพัฒนาโครงการที่ผ่านมานั้น บริษัทจะพัฒนาภายใต้แบรนด์ เดอะพาร์ค , สิรินธาราและแบรนด์โตนด โครงการขนาดกลางและเล็ก ยูนิตไม่เกิน 50 ยูนิตต่อโครงการ เพื่อสะดวกในการปิดการขายได้รวดเร็ว และตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าต่างชาติ ที่ต้องการความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย
“ ชื่อของภูเก็ตเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ทำให้ลูกค้ายอดมรับได้ง่าย การขายให้ลูกค้ากลุ่มนี้กำไรสูง ประมาณ 20-25% แต่กระนั้น แม้จะมีมาร์จิ้นที่มาก แต่การอาศัยโบรกเกอร์ทั้ง 100% ทำให้เกิดต้นทุน โดยนายหน้าที่ขายบ้านในโครงการจะได้คอมมิชชั่นประมาณ 5-10%”
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทนั้น ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวแถบยุโรป จากเดิมจะมาจากประเทศอังกฤษกว่า 80% ที่ซื้อบ้านพักหลังที่ 2 แต่ด้วยวิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐฯและยุโรป ทำให้ลูกค้าจากประเทศอังกฤษลดลง แต่กลับพบว่า ปริมาณลูกค้าจากประเทศรัสเซียเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นผู้ซื้อหลักของบริษัทฯในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ธุรกิจอสังหาฯ ในจังหวัดท่องเที่ยวในฝังอ่าวอันดามัน ช่วงปี 2550-2551 เติบโตสูงสุด มียอดขายต่อปีกว่า 40,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1% หรือประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี
“ จุดขายของบริษัทจะอยู่ตรงที่ พัฒนาบ้านพร้อมอยู่ ไม่เน้นบ้านสั่งสร้าง ด้วยความพร้อมของเงินทุน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า จะส่งผลให้ชื่อเสียงของบริษัท เอราวันน่าฯ ลูกค้าต่างชาติให้การยอมรับมากยิ่งขึ้น”
ทยอยยึดหัวหาดภูเก็ต ผุด 3 โครงการ
นายปิยะ กล่าวว่า บริษัทได้ลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ในจ.ภูเก็ต ไปแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการโตนด3 โตนด 4 และโครงการเพกา (PAKAY) โดยโตนด3 พัฒนาเป็นโครงการวิลลา จำนวน 12 ยูนิต มูลค่า 240 ล้านบาท 200 ตารางวา(ตร.วา) ขึ้นไป ราคาขายเริ่มต้น 20-25 ล้านบาท ปัจจุบันขายบ้านตัวอย่างไปแล้ว 2 ยูนิต ที่เหลืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง
โครงการโตนด 4 โครงการทาวน์โฮมดูเพล็กซ์ 3 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 350ตร.ม. จำนวน 18 ยูนิต ราคาขาย 20-25 ล้านบาท มูลค่ารวม 400 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดขายในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ มีแผนเปิดโครงการคอนโดฯ Sora จำนวน 79 ยูนิต ในย่านลากูน่า ราคาขายต่อตร.ม. 50,000-60,000 บาท
นอกจากที่อยู่อาศัยแล้ว ได้เพิ่มการลงทุนไปสู่ธุรกิจโรงแรม ซึ่งได้เปิดบริการมาแล้ว 1 ปี ภายใต้แบรนด์ เลอเนซอง จ.ภูเก็ต งบลงทุน 1,600 ล้านบาท เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว จำนวน176 ยูนิต และวิลลา 26 ยูนิต และยังมีที่ดิน 100 ไร่ในจ.กระบี่ ที่อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดทุกๆด้าน ในการพัฒนาโรงแรมระดับ 5 ดาว
นายปิยะ กล่าวถึงการลงทุนในกรุงเทพฯว่า จะนำที่ดินสะสมของกลุ่มซีคอนเนื้อที่ 6 ไร่ ในย่านอ่อนนุช-ศรีนครินทร์ พัฒนาโครงการนำร่องเพื่อทดสอบตลาด โดยโครงการแรกจะพัฒนาภายใต้บริษัท The Estate จำกัด รูปแบบ ทาวน์โฮม 3 ชั้น ราคาขายเริ่มต้น 4-5 ล้านบาท มูลค่า 270 ล้านบาท คาดจะเปิดขายได้ปลายปี 54
อนึ่ง กลุ่มซีคอน นอกจากธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังมีธุรกิจรับสร้าง ธุรกิจศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ธุรกิจผู้ผลิตและจำหน่ายรองเท้านันยาง และธุรกิจผงชูรสภายใต้แบรนด์ไทยชูรส ซึ่งเป็นรากฐานดั้งเดิมของตระกูล


