เบนาซีร์ บุตโต ผู้นำฝ่ายค้านปากีสถาน ถูกลอบสังหารเสียชีวิตเมื่อวานนี้(27) ในการโจมตีแบบคนร้ายฆ่าตัวตายโดยใช้อาวุธทั้งปืนและระเบิด หลังจากเธอเพิ่งเสร็จสิ้นการกล่าวปราศรัยหาเสียงในนครราวัลปินดี หลายประเทศแสดงปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วด้วยการประณามการกระทำคราวนี้ ขณะที่คาดหมายกันว่าเหตุร้ายคราวนี้น่าจะเป็นฝีมือของพวกมุสลิมหัวรุนแรง และจะทำให้ปากีสถานปั่นป่วนแตกแยกมากขึ้นอีก
บุตโต ผู้มีอายุ 54 ปี เพิ่งเสร็จสิ้นการปราศรัยหาเสียงให้แก่พรรคของเธอสำหรับการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า และกำลังออกมาจากที่ชุมนุมซึ่งจัดขึ้นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ก็ได้ถูกมือระเบิดฆ่าตัวตายยิงปืนเข้าใส่ ก่อนที่จะจุดระเบิดตัวเอง
"ชายคนนี้ตอนแรกยิงไปที่รถของบุตโตก่อน เธอก้มหลบ จากนั้นเขาก็ระเบิดตัวเอง"รอยเตอร์อ้างคำพูดของนายตำรวจ โมฮัมหมัด ชาฮิด
ขณะที่เอเอฟพีรายงานคำแถลงของโฆษกกระทรวงมหาดไทย จาเวด ชีมา ซึ่งบอกว่า เข็มขัดระเบิดของมือบึ้มฆ่าตัวตายน่าจะบรรจุไว้ด้วยกระสุนลูกปราย และลูกปรายเหล่านี้เองที่พุ่งเข้าใส่ตัวบุตโต
บุตโต เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในราวัลปินดี โดยตำรวจบอกว่าเหตุร้ายคราวนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คน
ครั้งนี้เป็นการโจมตีแบบฆ่าตัวตายครั้งที่ 2 ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การชุมนุมประชาชนอันเกี่ยวข้องกับบุตโต นับตั้งแต่ที่เธอเดินทางกลับจากการลี้ภัยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งหมายที่จะลงแข่งขันในการเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในปากีสถาน
หลังเธอกลับถึงบ้านเพียงไม่กี่ชั่วโมง ได้เกิดการโจมตีแบบก่อการร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน โดยมุ่งเป้าที่ประชาชนผู้ออกมาชุมนุมต้อนรับการกลับมาของเธอ เหตุร้ายคราวนั้นทำให้มีคนตายถึง 139 คน
จากนั้นมา ทางการผู้รับผิดชอบได้เตือนเธอเสมอว่า ได้รับข่าวสารที่ระบุว่าพวกอิสลามิกหัวรุนแรงกำลังพยายามหาทางสังหารเธอให้ได้
การสังหารบุตโตคราวนี้น่าจะทำให้วิกฤตทางการเมืองในปากีสถานยิ่งบาดลึกรุนแรงยิ่งขึ้นอีก โดยที่พวกอิสลามิกหัวรุนแรงประกาศว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งคราวนี้อย่างถึงที่สุด และบรรดาฝ่ายค้านมูชาร์ราฟ ซึ่งรวมถึงตัวบุตโตด้วย ได้กล่าวหาเขาว่ากำลังวางแผนโกงการเลือกตั้ง
ไม่นานภายหลังมีรายการข่าวการเสียชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน 2 สมัย อีกทั้งเป็นสตรีซึ่งดำรงตำแหน่งระดับนี้คนแรกของโลกมุสลิม ทั้งสหรัฐฯ, รัสเซีย, ฝรั่งเศส, และอังกฤษ ต่างออกมาประณามการสังหารโหดคราวนี้ โดยที่วอชิงตันบอกว่า กรณีนี้ชี้ว่ายังคงมีคนในปากีสถานซึ่งพยายามทำลายการกลับมาปรองดองกันและการพัฒนาประชาธิปไตย
เบนาซีร์ บุตโต เกิดเมื่อปี 1953 ในครอบครัวเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง บิดาของเธอ ซัลฟิการ์ อาลี บุตโต เป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปากีสถาน (พีพีพี) และเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1977
ภายหลังสำเร็จการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและออกซ์ฟอร์ด เธอกลับคืนสู่ปากีสถานในปี 1977 เพียงไม่นานก่อนที่ทหารจะเข้ายึดอำนาจจากพ่อของเธอ เธอรับมรดกเป็นผู้นำพรรคพีพีพีต่อมา หลังจากบิดาถูกประหารชีวิตในปี 1979 ในยุคของผู้เผด็จการทหาร พลเอก โมฮัมหมัด เซียอุลฮัก
เบนาซีร์ บุตโต ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกจากการเลือกตั้งในปี 1988 แต่แล้วในปี 1990 ก็ถูกประธานาธิบดีในเวลานั้นสั่งถอดถอนด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น เธอกลับมาครองอำนาจอีกครั้งในปี 1993 หลังจากนายกรัฐมนตรีคนต่อจากเธอ ซึ่งก็คือ นาวาซ ชารีฟ ถูกบังคับให้ลาออกภายหลังทะเลาะกับประธานาธิบดี ทว่าเธอก็ไม่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นแต่อย่างไรในการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยสอง แล้วชารีฟก็หวนกลับคืนสู่อำนาจได้ใหม่ในปี 1996
ในปี 1999 ทั้งบุตโต และ สามี อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 5 ปี และปรับเป็นเงิน 8.6 ล้านดอลลาร์ ในข้อหารับสินบนจากบริษัทสวิสแห่งหนึ่งซึ่งปากีสถานว่าจ้างมาให้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตทางด้านศุลกากร แต่ศาลสูงได้กลับคำตัดสินนี้ในเวลาต่อมาด้วยเหตุผลว่าเป็นคำพิพากษาที่มีอคติ กระนั้น บุตโตซึ่งอยู่ต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่เธอถูกตัดสินว่าทำผิด ก็เลือกที่จะยังไม่เดินทางกลับบ้าน
หลังจากเนรเทศตัวเองมาเป็นเวลา 8 ปี เธอก็เดินทางกลับปากีสถานในเดือนตุลาคมปีนี้ โดยที่มีรายงานว่าบุตโตมีการเจรจากับประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ เกี่ยวกับการดำเนินการให้ปากีสถานเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยซึ่งมีผู้นำเป็นพลเรือน ตลอดจนเรื่องการคุ้มครองเธอไม่ให้เธอถูกฟ้องร้องจากคดีคอร์รัปชั่นคดีเก่า
บุตโต ผู้มีอายุ 54 ปี เพิ่งเสร็จสิ้นการปราศรัยหาเสียงให้แก่พรรคของเธอสำหรับการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนหน้า และกำลังออกมาจากที่ชุมนุมซึ่งจัดขึ้นในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ก็ได้ถูกมือระเบิดฆ่าตัวตายยิงปืนเข้าใส่ ก่อนที่จะจุดระเบิดตัวเอง
"ชายคนนี้ตอนแรกยิงไปที่รถของบุตโตก่อน เธอก้มหลบ จากนั้นเขาก็ระเบิดตัวเอง"รอยเตอร์อ้างคำพูดของนายตำรวจ โมฮัมหมัด ชาฮิด
ขณะที่เอเอฟพีรายงานคำแถลงของโฆษกกระทรวงมหาดไทย จาเวด ชีมา ซึ่งบอกว่า เข็มขัดระเบิดของมือบึ้มฆ่าตัวตายน่าจะบรรจุไว้ด้วยกระสุนลูกปราย และลูกปรายเหล่านี้เองที่พุ่งเข้าใส่ตัวบุตโต
บุตโต เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในราวัลปินดี โดยตำรวจบอกว่าเหตุร้ายคราวนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 16 คน
ครั้งนี้เป็นการโจมตีแบบฆ่าตัวตายครั้งที่ 2 ซึ่งพุ่งเป้าไปที่การชุมนุมประชาชนอันเกี่ยวข้องกับบุตโต นับตั้งแต่ที่เธอเดินทางกลับจากการลี้ภัยในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งหมายที่จะลงแข่งขันในการเลือกตั้ง ท่ามกลางกระแสความรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในปากีสถาน
หลังเธอกลับถึงบ้านเพียงไม่กี่ชั่วโมง ได้เกิดการโจมตีแบบก่อการร้ายที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของปากีสถาน โดยมุ่งเป้าที่ประชาชนผู้ออกมาชุมนุมต้อนรับการกลับมาของเธอ เหตุร้ายคราวนั้นทำให้มีคนตายถึง 139 คน
จากนั้นมา ทางการผู้รับผิดชอบได้เตือนเธอเสมอว่า ได้รับข่าวสารที่ระบุว่าพวกอิสลามิกหัวรุนแรงกำลังพยายามหาทางสังหารเธอให้ได้
การสังหารบุตโตคราวนี้น่าจะทำให้วิกฤตทางการเมืองในปากีสถานยิ่งบาดลึกรุนแรงยิ่งขึ้นอีก โดยที่พวกอิสลามิกหัวรุนแรงประกาศว่าจะขัดขวางการเลือกตั้งคราวนี้อย่างถึงที่สุด และบรรดาฝ่ายค้านมูชาร์ราฟ ซึ่งรวมถึงตัวบุตโตด้วย ได้กล่าวหาเขาว่ากำลังวางแผนโกงการเลือกตั้ง
ไม่นานภายหลังมีรายการข่าวการเสียชีวิตของอดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน 2 สมัย อีกทั้งเป็นสตรีซึ่งดำรงตำแหน่งระดับนี้คนแรกของโลกมุสลิม ทั้งสหรัฐฯ, รัสเซีย, ฝรั่งเศส, และอังกฤษ ต่างออกมาประณามการสังหารโหดคราวนี้ โดยที่วอชิงตันบอกว่า กรณีนี้ชี้ว่ายังคงมีคนในปากีสถานซึ่งพยายามทำลายการกลับมาปรองดองกันและการพัฒนาประชาธิปไตย
เบนาซีร์ บุตโต เกิดเมื่อปี 1953 ในครอบครัวเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง บิดาของเธอ ซัลฟิการ์ อาลี บุตโต เป็นผู้ก่อตั้งพรรคประชาชนปากีสถาน (พีพีพี) และเคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และต่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีของปากีสถาน ตั้งแต่ปี 1971 ถึง 1977
ภายหลังสำเร็จการศึกษาทางด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและออกซ์ฟอร์ด เธอกลับคืนสู่ปากีสถานในปี 1977 เพียงไม่นานก่อนที่ทหารจะเข้ายึดอำนาจจากพ่อของเธอ เธอรับมรดกเป็นผู้นำพรรคพีพีพีต่อมา หลังจากบิดาถูกประหารชีวิตในปี 1979 ในยุคของผู้เผด็จการทหาร พลเอก โมฮัมหมัด เซียอุลฮัก
เบนาซีร์ บุตโต ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรกจากการเลือกตั้งในปี 1988 แต่แล้วในปี 1990 ก็ถูกประธานาธิบดีในเวลานั้นสั่งถอดถอนด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น เธอกลับมาครองอำนาจอีกครั้งในปี 1993 หลังจากนายกรัฐมนตรีคนต่อจากเธอ ซึ่งก็คือ นาวาซ ชารีฟ ถูกบังคับให้ลาออกภายหลังทะเลาะกับประธานาธิบดี ทว่าเธอก็ไม่ประสบความสำเร็จเพิ่มขึ้นแต่อย่างไรในการเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยสอง แล้วชารีฟก็หวนกลับคืนสู่อำนาจได้ใหม่ในปี 1996
ในปี 1999 ทั้งบุตโต และ สามี อาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 5 ปี และปรับเป็นเงิน 8.6 ล้านดอลลาร์ ในข้อหารับสินบนจากบริษัทสวิสแห่งหนึ่งซึ่งปากีสถานว่าจ้างมาให้ดำเนินการปราบปรามการทุจริตทางด้านศุลกากร แต่ศาลสูงได้กลับคำตัดสินนี้ในเวลาต่อมาด้วยเหตุผลว่าเป็นคำพิพากษาที่มีอคติ กระนั้น บุตโตซึ่งอยู่ต่างประเทศตลอดระยะเวลาที่เธอถูกตัดสินว่าทำผิด ก็เลือกที่จะยังไม่เดินทางกลับบ้าน
หลังจากเนรเทศตัวเองมาเป็นเวลา 8 ปี เธอก็เดินทางกลับปากีสถานในเดือนตุลาคมปีนี้ โดยที่มีรายงานว่าบุตโตมีการเจรจากับประธานาธิบดีมูชาร์ราฟ เกี่ยวกับการดำเนินการให้ปากีสถานเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยซึ่งมีผู้นำเป็นพลเรือน ตลอดจนเรื่องการคุ้มครองเธอไม่ให้เธอถูกฟ้องร้องจากคดีคอร์รัปชั่นคดีเก่า


