xs
xsm
sm
md
lg

HSBCจ้องซื้อหุ้นธพ.ไทย เฟ้นหาพันธมิตรรับแข่งเดือดปีหน้า

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน - เอชเอสบีซีเผยแนวโน้มควบรวมกิจการของธนาคารในไทยยังมีต่อเนื่อง ส่วนแบงก์เองยังมองหาโอกาสเข้าซื้อหุ้นแบงก์ในไทยอยู่ตลอดเวลา ระบุการแข่งขันในตลาดบัตรเครดิตยังรุนแรง พร้อมตั้งเป้าปีหน้าปั๊มยอดเพิ่มอีกกว่า 1 แสนบัตร ส่วนการปล่อยสินเชื่อเตรียมทบทวนนโยบายใหม่หลังปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยน เชื่อรัฐบาลใหม่ยังเปิดกว้างนักลงทุนจากต่างประเทศ

นายวิลลี แทม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมของการแข่งขันในธุรกิจสถาบันการเงินในประเทศไทยนั้นจะยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยจะเห็นได้จากที่ธนาคารหลายแห่งได้มีพันธมิตรต่างชาติเข้ามาถือหุ้น ซึ่งแนวโน้มของการควบรวมกิจการหรือการเข้าซื้อหุ้นโดยพันธมิตรทางธุรกิจนั้นจะยังคงมีให้เห็นอีกในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามลูกค้าจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่สุด

ทั้งนี้ ธนาคารเอชเอสบีซี ยังคงรอจังหวะและโอกาสที่เหมาะสม ในเรื่องของการหาพันธมิตรอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางธนาคารกำลังดูถึงแผนแม่บทสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ว่าจะเปิดให้ธนาคารสามารถขยายสาขาได้อีกหรือไม่ ซึ่งหากมีการเปิดกว้างก็จะทำให้ธนาคารมีสามารถมากขึ้นจากปัจจุบันมีอยู่เพียง 1 สาขา

นอกจากนี้ ทางบริษัทแม่ที่ประเทศอังกฤษได้ให้ความสำคัญกับตลาดในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น และมีการตั้งเป้าหมายให้อัตราการทำกำไรโดยรวมนั้นจะมาจากตลาดในภูมิภาคเอเชีย 60% ซึ่งประเทศไทยก็ถือเป็นประเทศหนึ่งในกลุ่มดังกล่าว

"ในส่วนของเอชเอสบีซีประเทศอื่น เช่น ไต้หวันและเกาหลี ก็ได้มีการเข้าไปซื้อหุ้นของธนาคารในประเทศนั้นๆ เช่นกัน ซึ่งทำให้ธนาคารมีสาขาในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้น แต่ในส่วนของไทยยังไม่สรุป แต่ที่ผ่านมาเรื่องของการซื้อหุ้นนั้นเราจะดูจากปัจจัย 4-5 อย่างคือ ราคาที่เข้าซื้อซึ่งจะต้องสมเหตุสมผล ตัวเลขงบดุลที่ต้องมีคุณภาพ และถ้าเป็นไปได้การเข้าซื้อหุ้นนั้นหากได้รับการสนันสนุนจากรัฐบาลก็จะดี อีกทั้งจะต้องดูในเรื่องของวัฒนธรรมองค์กรว่าสามารถเข้ากันได้หรือเปล่า เพราะบางทีคนที่เข้าไปถือหุ้น แล้วต้องเข้าไปบริหารอาจจะเข้ากันไม่ได้เพราะวัฒนธรรมที่ต่างกัน ระบบงานต่างๆ ใช้ด้วยกันไม่ได้ " นายวิลลี กล่าว

นายวิลลี กล่าวว่า การแข่งขันในตลาดบัตรเครดิตนั้นยังคงมองว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น แต่จากการที่ธนาคารมีแบรนด์ในระดับโลก ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่อันดับที่ 23 ของโลก รวมถึงการมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่องทำให้ธนาคารยังมีศักยภาพในการแข่งขันได้ โดยในปีหน้าคาดว่าฐานบัตรเครดิตจะอยู่ที่กว่า 600,000 บัตร จากปัจจุบันกว่า 500,000 บัตร หรือเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 บัตร

ส่วนสินเชื่อบุคคลคาดว่าโดยภาพรวมจะดีกว่าในปีนี้และจะยังคงเป็นธุรกิจหลักต่อไป และยอมรับว่าการทำธุรกิจดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายและมีความเสี่ยงมากพอสมควร อีกทั้งธนาคารมีความระมัดระวังในการปล่อยกู้มากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้มีการทบทวนนโยบายการปล่อยสินเชื่อมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงในปีหน้าด้วยเนื่องจากปัจจัยแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไป และเพื่อควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ให้อยู่ในระดับที่ดูแลได้

"ด้วยความชำนาญระดับโลกและความเข้าใจในตลาดเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง เราเชื่อมั่นใจว่าในปีหน้าธนาคารจะสามารถครองความเป็นผู้นำตลาดสินเชื่อธุรกิจและสถาบันการเงินในไทย และยังคงเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ในธุรกิจดูแลและรับฝากหลักทรัพย์ ธุรกิจบริการด้านชำระเงินและบริหารเงินสด ตลอดจนบริการด้านการค้าระหว่างประเทศ สำหรับธุรกิจบุคคลธนกิจธนาคารตั้งเป้าหมายการเติบโตอย่างแข็งแกร่งด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อรายย่อยที่หลากหลายและมีผลการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งบริการบริหารความมั่งคั่ง บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ซึ่งในปีนี้เทียบ กับปีก่อนแล้วทุกสายธุรกิจมีการเติบโตอยู่ที่ 10-40% ส่วนปีหน้าหลังการเลือกตั้งคงจะดีขึ้นไปอีก " นายวิลลีกล่าว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจปีหน้าก็คาดว่าจะโตในระดับที่ 4-5% ตามที่หลายฝ่ายได้คาดกันไว้แต่ปัจจัยที่จะต้องระวังเรื่องของราคาน้ำมันซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และมองว่ารัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้นจะยังคงเปิดรับนักลงทุนจากต่างประเทศเช่นในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะนักลงทุนที่เข้ามานั้นจะมีส่วนช่วยในเรื่องของการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจ

นายวิลลี กล่าวอีกว่า ธนาคารเอชเอสบีซี ประเทศไทย ได้คว้ารางวัลธนาคารยอดเยี่ยมในประเทศไทย ประจำปี 2550 จากการจัดอันดับของนิตยสารดิ แอสเซท เป็นเวลา 5 ปีติดต่อกัน โดยนิตยสารดังกล่าวได้ระบุถึงผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของธนาคารในด้านตลาดทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจัดการขยายพันธบัตรนอกประเทศ (ซามูไรบอนด์) เป็นครั้งแรกของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) อายุ 10 ปี มูลค่า 3,600 ล้านเยน และการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทโตโยต้า ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) มูลค่า 3,500 ล้านบาท หรือ 111 ล้านเหรียญสหรัฐ รวมทั้งการจัดการขายดีลหุ้นกู้ยอดเยี่ยมของบริษัทธนารักษ์มูลค่า 5,500 ล้านบาท
กำลังโหลดความคิดเห็น...