เมืองไทยเรามีของดีแยะ แต่เวลานี้หายไปหลายอย่าง ผมลองทบทวนดูว่ามีอะไรบ้าง ของดีเหล่านี้บ้างก็หายไปตามกาลเวลา บ้างก็ถูกห้าม บ้างก็ถูกทำลาย
สิ่งแรกที่ผมคิดได้ก็คือ ดูน้ำ แต่ก่อนข้างถนนหลายสายมีคูน้ำ เช่น แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสี่มุมของอนุสาวรีย์ ล้วนเป็นถนนที่มีคลองทั้งนั้น คูน้ำเหล่านี้ถูกถมไปเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว เวลานี้เราไม่ค่อยจะเห็นคูน้ำกันแล้ว ส่วนคลองในกรุงหลายแห่ง เช่น คลองสาทรก็ไม่เหลือเช่นกัน
สิ่งที่สองที่หายไปคือ รถราง ผมยังทันนั่งรถรางที่ชั้นหนึ่งมีเบาะ ชั้นสองเป็นม้านั่งไม้ธรรมดา รถรางที่ผมเคยนั่งวิ่งผ่านถนนตะนาว อีกสายหนึ่งผ่านโรงเรียนราชินีบน
สามล้อ แต่ก่อนเพื่อนผมหนีโรงเรียนไปให้เงินสามล้อคันละสิบบาท แล้วเอาสามล้อมาขี่แข่งกันหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ผมเคยนั่งสามล้อระยะทางไกลที่สุดคือ จากโรงเรียนวชิราวุธไปถึงบ้านแถวพระโขนง เวลานี้หากใครอยากนั่งสามล้อต้องไปหัวหิน หรือใกล้หน่อยก็เป็นนนทบุรี
หาบเร่เหลืออยู่น้อยมาก เปลี่ยนไปเป็นการนั่งขายริมถนนแทน ยังคงมีอยู่บ้างแถวบางลำพู ซึ่งหาบเร่พวกนี้มีของอร่อยๆ แยะ เช่น เมี่ยงลาว ไส้กรอกปลาแนม เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นอีกด้วย ไม่น่าเชื่อว่ามีคนหาบก๋วยเตี๋ยวขาย แต่ก่อนมีคนหาบกระเพาะปลาขาย เดี๋ยวนี้หายไปหมด
พอเลิกให้ขายของที่สนามหลวง ชาวสวนที่เคยนำผลไม้มาขายก็หมดไป บรรยากาศของตลาด อ.ต.ก.กับสนามหลวงนั้นต่างกันมาก สมัยก่อนเราจะมีแม่ค้าเจ้าประจำ แม่ยายผมซื้อผลไม้จากแม่ค้าเจ้าประจำที่สนามหลวงและพาภรรยาผมไปด้วย เวลาแม่ค้าไปเข้าห้องน้ำก็ฝากให้ภรรยาผมเฝ้าที่แทน มีคนมาซื้อของนึกว่าภรรยาผมมาขายของชมว่า ลูกแม่ค้าคนนี้หน้าตาผิวพรรณดี
มีงานสนุกๆ 3 งานที่หายไปคือ งานฉลองรัฐธรรมนูญ จัดที่วังสราญรมย์ งานกาชาดที่จัดบนอาคารมีการแสดงและเต้นรำ และงานศิลปหัตถกรรมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ (เวลานี้มีการจัดที่ภาคต่างๆ แต่บรรยากาศต่างกัน)
งานฉลองรัฐธรรมนูญมีการประกวดนางสาวไทย และนางงามวชิราวุธ (แต่งกายสมัย ร. 6) งานฉลองรัฐธรรมนูญนี้สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธเป็นผู้จัดประกวดนางสาวไทย ตอนเด็กๆ ผมได้ยินผู้ใหญ่วิจารณ์ผู้เข้าประกวดว่า “คนนี้แก่กาแฟจัง” ผมฟังไม่รู้เรื่อง พอโตขึ้นมาจึงเข้าใจว่าหมายถึง มีนมน้อยไปหน่อย พวกผมได้ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวเวทีประกวดด้วย และมีวงดนตรีของโรงเรียนไปเล่นที่ใต้ต้นกร่างใหญ่ อาหารยอดฮิตคือ ไก่หมุนที่ร้านเบียร์สิงห์
งานกาชาดสมัยก่อน จะมีการแสดงบัลเล่ต์ และเต้นรำ คนไปต้องแต่งแบล็กไทด์ คือกางเกงดำ เสื้อขาว มีทักซิโด้ สาวที่เรียกว่าไฮโซนั้นก็ไปเปิดตัวกันที่นี่ คือลูกผู้ลากมากดีทั้งหลาย เพื่อนผมซึ่งชอบไปงานกาชาดคือ พิสิษฐ์ ณ พัทลุง เขาเป็นดาราเท้าไฟและรู้จักสาวๆ สวยๆ มาก พวกนักเรียนวชิราวุธได้เข้าร่วมแสดงบัลเล่ต์เรื่องมโนราห์ด้วย ตัวเอกยุคนั้นคือ พ่อของคาร่า พลสิทธิ์ ชื่อคุณสมศักดิ์ พลสิทธิ์
งานศิลปหัตถกรรมเป็นการจัดแสดงผลงานของนักเรียน ส่วนมากเป็นการวาดภาพ การทำงานฝีมือ เป็นงานที่นักเรียนชายได้พบนักเรียนหญิง
เด็กรุ่นผมเมื่อ 50 ปีมาแล้ว มีที่เที่ยวสองแห่งเท่านั้น แห่งแรกคือย่านโรงหนังคิงส์ ควีนส์ แกรนด์ เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของกรุงเทพฯ ต่อมาจึงมีย่านถนนเกษรซึ่งมีโรงโบว์ลิ่งที่วัยรุ่นนิยมไปมาก และก็ทานอาหารแถวนั้น ย่านคิงส์ ควีนส์ แกรนด์ มีร้านอาหารอร่อยๆ อยู่ข้างๆ โรงหนัง บางร้าน เช่น สมบูรณ์ลาภภัตตาคาร (เวลานี้ยังมีอยู่) มีตู้เพลงด้วย ส่วนที่ถนนเกษรก็มีร้าน Golden Egg เป็นต้น
เวลานั้นมีเงินเพียง 100 บาทก็ไปเที่ยวได้แล้ว ค่าตั๋วหนังแค่ 15 บาท ค่าแท็กซี่ก็ 10 บาท ค่าอาหารแพงหน่อย หากเข้าร้านดีๆ ก็ 80-90 บาท ใกล้ๆ โรงหนังเดินไปหน่อยมีร้านไอศกรีมไข่แข็ง ไม่ทราบว่าเวลานี้ยังคงมีอยู่หรือเปล่า คือเอาไข่ดิบๆ มาแช่จนแข็ง คิดว่าเป็นไข่นกกะทาแล้วกินกับไอศกรีม
สมัยก่อนผู้หญิงที่เปิ๊ดสะก๊าดมากๆ จะนุ่งกระโปรงสั้นเหนือเข่า ต่อมาก็เป็นฮอตแพนท์ คือกางเกงขาสั้นตัดแบบกระโปรง บางคนเรียกว่า กระเปรง เมื่อ 40 ปีที่แล้วมีแพนท์สูทคือ เสื้อและกางเกง เสื้อที่มาจากต่างประเทศที่นิยมกันมากคือ เสื้อมองตากูร์ ผมเคยมีเสื้อมองตากูร์สีมะกอกใส่แล้วรู้สึกโก้มาก เวลานั้นเมืองไทยเรายังไม่มีโรงงานทอผ้าสวยๆ มากเท่านี้ เสื้อยืดตราจระเข้มาใหม่ๆ เป็นที่นิยมกันมาก
สิ่งที่ฮิตสำหรับนักเรียนคือ การจัดฉายหนังหาเงินเข้ารุ่น จะฉายกันตอนเช้า 7 โมง เพราะเป็นเวลาว่าง การจัดฉายหนังนี้ตั๋วจะแพงหน่อย นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 7 มีคุณจำลอง เป็นหัวหน้ารุ่นก็เคยจัดฉายหนังจนถูกลงโทษมาแล้ว
วงการ “ไฮโซ” สมัยก่อนไม่เวอร์เหมือนสมัยนี้ที่พวกโลซกกลายเป็นไฮโซ มีงานที่สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษจัดขึ้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นงานไฮโซ เพราะสมัยก่อนลูกผู้ดีมีตระกูลมักส่งบุตรหลานไปเรียนที่ประเทศอังกฤษกัน และทุกปีสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษจะจัดงาน “คชสิงห์รีวิว” ขึ้น
โรงหนังศาลาเฉลิมไทยเป็นโรงละคร ผมเคยดูละครเรื่องดรรชนีนาง ที่จำได้ก็เพราะในเรื่องมีลิงแสดงด้วย ผมไปดูกับคุณปู่ ปู่ยืนคุยกับผู้ชายหนวดเฟิ้มคนหนึ่ง คือพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร ที่ผมจำได้ก็เพราะเรื่องดรรชนีนางพระเอกเป็นทหารเรือ และปู่บอกว่าพระองค์ชายเฉลิมพลก็เป็นทหารเรือ
หนังไทยเรื่องแรกที่ผมดูคือ “สันติ-วีณา” พระเอกเป็นลูกชายคุณยายชลอ รังควร เรื่องนี้ฉายที่โรงหนังเอ็มไพร์ ส่วนหนังที่ผมได้ดูการถ่ายทำคือ เรื่อง “อยุธยาแห่งความลับ” ซึ่งพ่อผมไปร่วมทุนด้วย หนังเรื่องนี้ไม่มีคนดูเท่าไร ขาดทุน ผู้ใหญ่คุยกันว่า ใครทำหนังเกี่ยวกับอยุธยา ก็จะต้องมีอันเป็นไป คงหมายถึงท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเคยสร้างหนัง “พระเจ้าช้างเผือก” ด้วย
เวลานี้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปมากมาย มีศูนย์การค้าที่ทันสมัย มีของขายเยอะแยะ ผมเองไม่ค่อยได้ไปเดินห้างเหมือนกับคนอื่น เวลาลูกสาวพาไปเดินทีหนึ่งก็ตื่นเต้นมาก เมื่อนึกถึงกรุงเทพฯ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ก็ยังเสียดายบางอย่างที่หายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคูน้ำ สามล้อ และหาบเร่
สิ่งแรกที่ผมคิดได้ก็คือ ดูน้ำ แต่ก่อนข้างถนนหลายสายมีคูน้ำ เช่น แถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสี่มุมของอนุสาวรีย์ ล้วนเป็นถนนที่มีคลองทั้งนั้น คูน้ำเหล่านี้ถูกถมไปเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว เวลานี้เราไม่ค่อยจะเห็นคูน้ำกันแล้ว ส่วนคลองในกรุงหลายแห่ง เช่น คลองสาทรก็ไม่เหลือเช่นกัน
สิ่งที่สองที่หายไปคือ รถราง ผมยังทันนั่งรถรางที่ชั้นหนึ่งมีเบาะ ชั้นสองเป็นม้านั่งไม้ธรรมดา รถรางที่ผมเคยนั่งวิ่งผ่านถนนตะนาว อีกสายหนึ่งผ่านโรงเรียนราชินีบน
สามล้อ แต่ก่อนเพื่อนผมหนีโรงเรียนไปให้เงินสามล้อคันละสิบบาท แล้วเอาสามล้อมาขี่แข่งกันหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ผมเคยนั่งสามล้อระยะทางไกลที่สุดคือ จากโรงเรียนวชิราวุธไปถึงบ้านแถวพระโขนง เวลานี้หากใครอยากนั่งสามล้อต้องไปหัวหิน หรือใกล้หน่อยก็เป็นนนทบุรี
หาบเร่เหลืออยู่น้อยมาก เปลี่ยนไปเป็นการนั่งขายริมถนนแทน ยังคงมีอยู่บ้างแถวบางลำพู ซึ่งหาบเร่พวกนี้มีของอร่อยๆ แยะ เช่น เมี่ยงลาว ไส้กรอกปลาแนม เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นอีกด้วย ไม่น่าเชื่อว่ามีคนหาบก๋วยเตี๋ยวขาย แต่ก่อนมีคนหาบกระเพาะปลาขาย เดี๋ยวนี้หายไปหมด
พอเลิกให้ขายของที่สนามหลวง ชาวสวนที่เคยนำผลไม้มาขายก็หมดไป บรรยากาศของตลาด อ.ต.ก.กับสนามหลวงนั้นต่างกันมาก สมัยก่อนเราจะมีแม่ค้าเจ้าประจำ แม่ยายผมซื้อผลไม้จากแม่ค้าเจ้าประจำที่สนามหลวงและพาภรรยาผมไปด้วย เวลาแม่ค้าไปเข้าห้องน้ำก็ฝากให้ภรรยาผมเฝ้าที่แทน มีคนมาซื้อของนึกว่าภรรยาผมมาขายของชมว่า ลูกแม่ค้าคนนี้หน้าตาผิวพรรณดี
มีงานสนุกๆ 3 งานที่หายไปคือ งานฉลองรัฐธรรมนูญ จัดที่วังสราญรมย์ งานกาชาดที่จัดบนอาคารมีการแสดงและเต้นรำ และงานศิลปหัตถกรรมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ (เวลานี้มีการจัดที่ภาคต่างๆ แต่บรรยากาศต่างกัน)
งานฉลองรัฐธรรมนูญมีการประกวดนางสาวไทย และนางงามวชิราวุธ (แต่งกายสมัย ร. 6) งานฉลองรัฐธรรมนูญนี้สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธเป็นผู้จัดประกวดนางสาวไทย ตอนเด็กๆ ผมได้ยินผู้ใหญ่วิจารณ์ผู้เข้าประกวดว่า “คนนี้แก่กาแฟจัง” ผมฟังไม่รู้เรื่อง พอโตขึ้นมาจึงเข้าใจว่าหมายถึง มีนมน้อยไปหน่อย พวกผมได้ไปป้วนเปี้ยนอยู่แถวเวทีประกวดด้วย และมีวงดนตรีของโรงเรียนไปเล่นที่ใต้ต้นกร่างใหญ่ อาหารยอดฮิตคือ ไก่หมุนที่ร้านเบียร์สิงห์
งานกาชาดสมัยก่อน จะมีการแสดงบัลเล่ต์ และเต้นรำ คนไปต้องแต่งแบล็กไทด์ คือกางเกงดำ เสื้อขาว มีทักซิโด้ สาวที่เรียกว่าไฮโซนั้นก็ไปเปิดตัวกันที่นี่ คือลูกผู้ลากมากดีทั้งหลาย เพื่อนผมซึ่งชอบไปงานกาชาดคือ พิสิษฐ์ ณ พัทลุง เขาเป็นดาราเท้าไฟและรู้จักสาวๆ สวยๆ มาก พวกนักเรียนวชิราวุธได้เข้าร่วมแสดงบัลเล่ต์เรื่องมโนราห์ด้วย ตัวเอกยุคนั้นคือ พ่อของคาร่า พลสิทธิ์ ชื่อคุณสมศักดิ์ พลสิทธิ์
งานศิลปหัตถกรรมเป็นการจัดแสดงผลงานของนักเรียน ส่วนมากเป็นการวาดภาพ การทำงานฝีมือ เป็นงานที่นักเรียนชายได้พบนักเรียนหญิง
เด็กรุ่นผมเมื่อ 50 ปีมาแล้ว มีที่เที่ยวสองแห่งเท่านั้น แห่งแรกคือย่านโรงหนังคิงส์ ควีนส์ แกรนด์ เป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของกรุงเทพฯ ต่อมาจึงมีย่านถนนเกษรซึ่งมีโรงโบว์ลิ่งที่วัยรุ่นนิยมไปมาก และก็ทานอาหารแถวนั้น ย่านคิงส์ ควีนส์ แกรนด์ มีร้านอาหารอร่อยๆ อยู่ข้างๆ โรงหนัง บางร้าน เช่น สมบูรณ์ลาภภัตตาคาร (เวลานี้ยังมีอยู่) มีตู้เพลงด้วย ส่วนที่ถนนเกษรก็มีร้าน Golden Egg เป็นต้น
เวลานั้นมีเงินเพียง 100 บาทก็ไปเที่ยวได้แล้ว ค่าตั๋วหนังแค่ 15 บาท ค่าแท็กซี่ก็ 10 บาท ค่าอาหารแพงหน่อย หากเข้าร้านดีๆ ก็ 80-90 บาท ใกล้ๆ โรงหนังเดินไปหน่อยมีร้านไอศกรีมไข่แข็ง ไม่ทราบว่าเวลานี้ยังคงมีอยู่หรือเปล่า คือเอาไข่ดิบๆ มาแช่จนแข็ง คิดว่าเป็นไข่นกกะทาแล้วกินกับไอศกรีม
สมัยก่อนผู้หญิงที่เปิ๊ดสะก๊าดมากๆ จะนุ่งกระโปรงสั้นเหนือเข่า ต่อมาก็เป็นฮอตแพนท์ คือกางเกงขาสั้นตัดแบบกระโปรง บางคนเรียกว่า กระเปรง เมื่อ 40 ปีที่แล้วมีแพนท์สูทคือ เสื้อและกางเกง เสื้อที่มาจากต่างประเทศที่นิยมกันมากคือ เสื้อมองตากูร์ ผมเคยมีเสื้อมองตากูร์สีมะกอกใส่แล้วรู้สึกโก้มาก เวลานั้นเมืองไทยเรายังไม่มีโรงงานทอผ้าสวยๆ มากเท่านี้ เสื้อยืดตราจระเข้มาใหม่ๆ เป็นที่นิยมกันมาก
สิ่งที่ฮิตสำหรับนักเรียนคือ การจัดฉายหนังหาเงินเข้ารุ่น จะฉายกันตอนเช้า 7 โมง เพราะเป็นเวลาว่าง การจัดฉายหนังนี้ตั๋วจะแพงหน่อย นักเรียนนายร้อย จปร.รุ่น 7 มีคุณจำลอง เป็นหัวหน้ารุ่นก็เคยจัดฉายหนังจนถูกลงโทษมาแล้ว
วงการ “ไฮโซ” สมัยก่อนไม่เวอร์เหมือนสมัยนี้ที่พวกโลซกกลายเป็นไฮโซ มีงานที่สมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษจัดขึ้นที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นงานไฮโซ เพราะสมัยก่อนลูกผู้ดีมีตระกูลมักส่งบุตรหลานไปเรียนที่ประเทศอังกฤษกัน และทุกปีสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษจะจัดงาน “คชสิงห์รีวิว” ขึ้น
โรงหนังศาลาเฉลิมไทยเป็นโรงละคร ผมเคยดูละครเรื่องดรรชนีนาง ที่จำได้ก็เพราะในเรื่องมีลิงแสดงด้วย ผมไปดูกับคุณปู่ ปู่ยืนคุยกับผู้ชายหนวดเฟิ้มคนหนึ่ง คือพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร ที่ผมจำได้ก็เพราะเรื่องดรรชนีนางพระเอกเป็นทหารเรือ และปู่บอกว่าพระองค์ชายเฉลิมพลก็เป็นทหารเรือ
หนังไทยเรื่องแรกที่ผมดูคือ “สันติ-วีณา” พระเอกเป็นลูกชายคุณยายชลอ รังควร เรื่องนี้ฉายที่โรงหนังเอ็มไพร์ ส่วนหนังที่ผมได้ดูการถ่ายทำคือ เรื่อง “อยุธยาแห่งความลับ” ซึ่งพ่อผมไปร่วมทุนด้วย หนังเรื่องนี้ไม่มีคนดูเท่าไร ขาดทุน ผู้ใหญ่คุยกันว่า ใครทำหนังเกี่ยวกับอยุธยา ก็จะต้องมีอันเป็นไป คงหมายถึงท่านปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเคยสร้างหนัง “พระเจ้าช้างเผือก” ด้วย
เวลานี้กรุงเทพฯ เปลี่ยนไปมากมาย มีศูนย์การค้าที่ทันสมัย มีของขายเยอะแยะ ผมเองไม่ค่อยได้ไปเดินห้างเหมือนกับคนอื่น เวลาลูกสาวพาไปเดินทีหนึ่งก็ตื่นเต้นมาก เมื่อนึกถึงกรุงเทพฯ เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ก็ยังเสียดายบางอย่างที่หายไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคูน้ำ สามล้อ และหาบเร่


