xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 62 บุพเพสันนิวาส (ตอน 1)

เผยแพร่:   โดย: เรืองวิทยาคม

คนโบราณเชื่อกันว่าบุพเพสันนิวาสคือการที่ได้อยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้มาอยู่ร่วมกันในชาตินี้ และคตินี้ก็มีมาช้านาน มีมาอย่างกว้างขวางแทบจะทั่วทั้งประเทศก็ว่าได้ ดังนั้นใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อคติเรื่องบุพเพสันนิวาสก็ตามที แต่คนที่เชื่อเรื่องนี้ก็มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง และมีอยู่ตลอดมาไม่ว่ายุคใดสมัยใด

การที่คนเราพบเห็นกันในครั้งแรกนั้น บ้างก็รู้สึกเฉยๆ บ้างก็รู้สึกชิงชังรังเกียจ บ้างก็รู้สึกต้องตาต้องใจ บ้างก็รู้สึกผูกสมัครรักใคร่อย่างลึกซึ้ง ทั้งๆ ที่ไม่ได้พูดจาพาทีกันมาก่อนเลยนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือจับพลัดจับผลูให้รู้สึกเช่นนั้น

ความรู้สึกเช่นนี้นี่แหละที่ว่ากันว่าเป็นบุพเพสันนิวาส คือเป็นความคุ้นเคยใกล้ชิดที่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ปางก่อน จึงเป็นเหตุให้สะดุดตาสะดุดใจและมีความรู้สึกต่อกันในประการดังที่ได้กล่าวมา

ในพลันที่ผมเห็นหญิงสาวในชุดนักศึกษาพยาบาลเป็นครั้งแรกนั้น ก็รู้สึกถูกตาต้องใจ ผูกพันใจจิตใจอย่างลึกซึ้ง มีความรู้สึกอย่างลึกล้ำเกิดขึ้นในใจว่าสตรีผู้นี้แหละคือคู่ครองของตัวเราเป็นแม่นมั่น

เป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำยิ่งกว่าสาวเจ้าที่ผมเคยรู้จักเมื่อครั้งสำนักอยู่ที่บ้านของมนูญผล เพราะแม้จะเป็นความรู้สึกในทำนองเดียวกันนี้ แต่ระดับของความลุ่มลึกหนักหน่วงนั้นต่างกันอย่างชัดเจน

แต่ถึงกระนั้นกรณีของสาวเจ้าแห่งตลาดวัดเทวราชกุญชรนั้นก็ได้ก่อให้เกิดความต้องตาต้องใจและนำไปสู่ความสัมพันธ์อันใกล้ชิดแน่นแฟ้นในเวลาต่อมา จนกล่าวได้ว่าสาวเจ้าคือสตรีคนแรกในกรุงเทพฯ ที่ผมมีความผูกพันฉันท์เพื่อนหญิง

เพราะหลังจากสาวเจ้าได้แสดงอาการท่าทีห่วงใยในยามดึกวันนั้นแล้ว ไม่ช้านานก็สามารถส่งสัญญาณความห่วงใยที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีก และในที่สุดก็ก้าวไปถึงการนัดพบปะกันในตลาดเทวราช พอได้เห็นหน้า พอได้พูดจากันปากต่อปาก และก้าวไปสู่การไปไหนมาไหนด้วยกัน

เป็นครั้งแรกนับแต่ย่างเท้าเข้ามากรุงเทพฯ ที่ผมได้ไปเที่ยวสวนสามพรานกับเพื่อนหญิง เป็นความสุขสดชื่นตื่นตาตื่นใจที่ไม่เคยพานพบประสบมาก่อนเลย

ครอบครัวของสาวเจ้ามีร้านค้าอยู่แถวบางลำพู เป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของห้างสรรพสินค้าย่านนั้น และยังมีแผงลอยขายผลไม้ที่หน้าห้างสำคัญนั้นอีกแห่งหนึ่ง

ทุกวันหลังเลิกเรียนแล้ว สาวเจ้าจะแวะไปช่วยแม่ดูแลห้างสรรพสินค้าและช่วยขายของ และขากลับก็มักจะหยิบฉวยผลไม้หรือของกินเล่นมาฝากผมเป็นประจำ

มันเป็นความรักที่เกิดขึ้นและก่อตัวแน่นแฟ้นขึ้นโดยลำดับ จนเกิดเป็นความใกล้ชิดสนิทสนมถึงขั้นที่กล่าวได้ว่าเป็นแฟนกัน และกล่าวได้ว่าสาวผู้นี้นี่แหละคือแฟนคนแรกในชีวิตของผม

ครั้นผมย้ายที่พำนักจากบ้านมนูญผลไปยังบ้านใหม่ที่เพิ่งปลูกใหม่แล้ว การไปมาหาสู่ก็เริ่มห่างไปเป็นลำดับ

เป็นดังโลกนิติบทหนึ่งที่ว่า

“เจ็ดวันเว้นฝึกซ้อมดนตรี
อักขระห้าวันหนีเนิ่นช้า
สามวันจากนารีเป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้าอับเศร้าศรีหมอง”


เราห่างกันย่อมมีมาแต่เหตุคือการเรียนในคณะนิติศาสตร์ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 เป็นต้นไปมีความยากลำบากและต้องเอาใจใส่มากขึ้นอย่างหนึ่ง บ้านพักอยู่ไกลกันอย่างหนึ่ง และเริ่มมีสตรีอีกผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในชีวิตของผม ซึ่งต้องอุทิศเวลาและทุ่มกายใจเกือบทั้งหมดด้วยแรงแห่งบุพเพสันนิวาสนั้น

เพราะเหตุนี้นานวันเข้าสองเราก็ค่อยๆ ห่างเหินกันไป จากหญิงสาวคู่ใจก็กลายเป็นเพื่อนคู่ใจ กลายเป็นเพื่อนที่รู้จักกัน และในที่สุดก็ห่างกันไกลออกไปอีก เหลือฐานะเพียงแค่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายเท่านั้น นี่แลบุพเพสันนิวาสที่แม้เคยผูกพันกันมาแต่คงหาได้ครองชีวิตคู่ด้วยกันไม่ จึงมีอันเป็นไปฉะนี้

น้ำใจรักคลายลงจากสาวหนึ่ง กลับไปเพิ่มให้กับอีกสาวหนึ่ง ซึ่งถึงแม้เพิ่งปะหน้าเพียงครั้งแรก แต่น้ำใจรักลึกกลับเพิ่มทวีคูณขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

ในระยะเริ่มแรกนั้น สาวพยาบาลหาได้มีความใส่ใจตัวผมแต่ประการใดไม่ ซ้ำร้ายยังแสดงอาการท่าทีที่เย็นชา เมินเฉย และออกไปในทางเย้ยหยัน ซึ่งทราบความในภายหลังว่าเพราะมีสาเหตุที่ขณะนั้นสาวเจ้ามีเพื่อนชายอยู่แล้ว และเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์เสียด้วย แต่เรียนอยู่ในคณะบัญชี

สตรีสาวชาวนักศึกษาพยาบาลผู้นี้ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนพยาบาล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งต้องอยู่หอพยาบาลเป็นประจำ คงกลับบ้านได้เฉพาะเย็นวันศุกร์และกลับไปหอพักอีกครั้งหนึ่งในเย็นวันอาทิตย์ คล้ายๆ กับการเรียนประจำของมนูญผลที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

แต่เพราะบ้านอยู่ใกล้ชิดติดกันแค่มีรั้วกั้นกลางเท่านั้น ดังนั้นการเริ่มต้นจีบสาวคราวนี้จึงเริ่มต้นด้วยเสียงเพลง คือเพลงบ้านเรือนเคียงกัน ตามไปด้วยเพลงคิดถึง และส่วนใหญ่ก็มักจะใช้เพลงสุนทราภรณ์ที่ผมชอบมาตั้งแต่เด็กๆ และยิ่งเพิ่มความชอบขึ้นอีกเมื่อครั้งที่ไปพำนักอยู่ที่บ้านมนูญผล

ทั้งนี้เพราะมนูญผลเป็นแฟนเพลงสุนทราภรณ์ตัวยง รักที่จะร้องเพลงเก่าๆ ซึ่งมีความไพเราะเสนาะหูและหวานหยาดเยิ้มยิ่งนัก

ตั้งแต่ครั้งที่พักอยู่ที่บ้านของมนูญผล ผมได้รู้จักสัมผัสกับความไพเราะอ่อนหวานสละสลวย สง่างาม และความหมายอันลึกล้ำกินใจของเพลงสุนทราภรณ์แล้ว และทำให้เข้าใจภาษาไทยดีขึ้น เข้าใจสำนวนโวหารมากขึ้น โดยเฉพาะอุปมาโวหารที่หยิบยกเอาสิ่งต่างๆ เข้ามาเปรียบเทียบอย่างละเอียดอ่อนลึกซึ้งและลุ่มลึก

ดังนั้นเสียงเพลงสุนทราภรณ์จึงเป็นสื่อใจสื่อแรกที่ผมส่งถึงสาวพยาบาลนั้น จนเป็นเหตุให้พี่น้องของเจ้าสาวคนนี้มีความรู้สึกขบขันและให้ความสนใจในตัวผมตั้งแต่ตอนแรกๆ นั้น

ทำให้ความขุ่นเคืองในห้วงเวลาการสร้างบ้านที่กระทบกระทั่งกันเพราะเสียงดังที่เกิดจากการก่อสร้าง และการกระทบกระเทือนที่เกิดจากการก่อสร้างค่อยๆ สร่างคลายหายไป แต่ถึงกระนั้นก็เป็นได้แค่ความสนใจซึ่งยังห่างไกลจากความพอใจมากมายนัก

ผมเพียรพยายามตามไปส่งสาวเจ้ายามกลับเข้าหอพยาบาล แต่ไม่มีคำพูดจาตอบโต้เลยแม้แต่คำเดียว บางครั้งผมไปรอรับที่หน้าหอพยาบาล สาวเจ้าก็หลบกลับบ้านเสียอีกทางหนึ่ง ปล่อยให้ผมคอยเก้อแล้วเก้อเล่าหลายครั้งหลายหน

บางครั้งขึ้นรถเมล์ตามไปส่งอยู่ดีๆ พอเผลอหน่อยเดียวสาวเจ้าก็หนีลงทางประตูด้านหลัง แล้วไปต่อรถเมล์คันใหม่ ทำให้ผมขุ่นเคืองใจไม่น้อย แต่อย่างว่านั่นแหละลองว่ามีบุพเพสันนิวาสกันมาก่อนแล้ว มันก็หนีกันไปไม่พ้น เพราะผมก็ไม่ถอยคลายความพยายาม

อันความพยายามหรือวิริยะนั้นเป็นองค์แห่งอิทธิบาทที่สำคัญที่จะยังสรรพสิ่งให้เกิดความสำเร็จได้ แม้การกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ก็ต้องอาศัยองค์แห่งอิทธิบาทนี้ การบำเพ็ญเพียรความรักให้ถึงพร้อมก็ย่อมต้องอาศัยอิทธิบาทสี่เหมือนกัน

คือมีความพอใจแล้ว มีความเพียรแล้ว หมั่นไตร่ตรองหาเหตุผลทั้งปวงแล้ว ปรับข้อด้อยปรุงข้อดีแล้วก็ย่อมนำไปสู่ความสำเร็จในสักวันหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย.

โปรดติดตามตอนที่ 62 “บุพเพสันนิวาส ตอน 2 (จบ)” ในวันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน 2550
กำลังโหลดความคิดเห็น...