xs
xsm
sm
md
lg

ตอนที่ 59 เริ่มต้นชีวิตนักเรียนกฎหมาย (ตอน 1)

เผยแพร่:   โดย: เรืองวิทยาคม

การเรียนกฎหมายในคณะนิติศาสตร์จะต้องเรียนในอาคารของคณะนิติศาสตร์ซึ่งแยกเป็นสัดส่วนต่างหากจากคณะศิลปศาสตร์ที่เคยเรียนในชั้นปีที่ 1 โดยเรียนรวมกันทั้งชั้นเรียน แต่มีการต่อโทรทัศน์วงจรปิดให้นักศึกษาที่นั่งอยู่ตอนกลางและตอนหลังของห้องเรียนได้เห็นและได้ฟังคำสอนอย่างชัดเจนพร้อมๆ กัน

คณะนิติศาสตร์ในขณะนั้นมีศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นคณบดี ในขณะที่พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ เป็นอธิการบดี

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ เคยเป็นผู้พิพากษาศาลฎีกาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในเรื่องความบริสุทธิ์และยุติธรรม และเป็นสหธรรมมิกคนสำคัญของท่านเจ้าคุณพุทธทาส เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกโครงการนิมนต์ท่านเจ้าคุณพุทธทาสมาอบรมผู้พิพากษาเพื่อให้ดำรงธรรมไว้ในจิต อันจะทำให้การประสิทธิ์ประศาสน์ความยุติธรรมเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ แม้ไม่ใช่เป็นนายทหารถือศาสตราวุธ แต่ก็มีความกล้าหาญชาญชัย เพราะยึดมั่นในศาสตราวุธอีกชนิดหนึ่งคือนิติศาสตร์ หรือธรรมาวุธ และคดีที่สร้างชื่อเสียงมากที่สุดก็คือการตัดสินจำคุกนายพลเอกซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลของจอมพล ถนอม กิตติขจรในยุคสมัยแห่งเผด็จการโดยไม่หวั่นเกรงอำนาจอิทธิพลใดๆ

เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ศาสตราจารย์ สัญญา ธรรมศักดิ์ ได้รับเชิญมาเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ ต่อมาก็ได้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีภายหลังอสัญกรรมขององค์อธิการบดีกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์แล้ว จากนั้นก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา แล้วเป็นองคมนตรีและประธานองคมนตรีจนกระทั่งถึงแก่ อสัญกรรม

จัดเป็นคนดี เป็นศักดิ์เป็นศรี และหลักชัยของบ้านเมืองคนสำคัญคนหนึ่งแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

คณะนิติศาสตร์ในยุคนั้นได้เชิญอาจารย์พิเศษซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่มาแต่ก่อน โดยเฉพาะคือเป็นอดีตผู้พิพากษาที่มีความรู้ความสามารถลือชาปรากฏแจ้งชัด หลายคนยังคงใช้บรรดาศักดิ์ของขุนนางตั้งแต่ครั้งก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เช่น พระยาอรรถการีย์นิพนธ์, หลวงจำรูญเนติศาสตร์, หลวงสุทธิมนต์นฤนาถ, หลวงสุทธิวาสนฤพุฒิ, หลวงสาระนัยประสาธน์, หลวงชำนาญเนติศาสตร์ เป็นต้น

การเรียนกฎหมายในปีแรกเป็นการเรียนหลักกฎหมายทั่วไป เช่น วิชากฎหมายเบื้องต้น กฎหมายอาญา หลักกฎหมายแพ่งทั่วไป นิติกรรมและหนี้ เป็นต้น จะเรียกว่าเป็นการปูพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อความมั่นคงและความเข้มแข็งแห่งวิชาชีพกฎหมายก็ว่าได้

วิชาต่างๆ ที่เรียนในชั้นปีที่ 2 ซึ่งเป็นการเรียนกฎหมายปีแรก พวกเราได้รับคำอธิบายอย่างดียิ่งจากศาสตราจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ ซึ่งจัดว่าเป็นปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ทางกฎหมายไทยคนหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้สอนวิชากฎหมายเบื้องต้น ทั้งๆ ที่ความถนัดแท้จริงของท่านคือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งเป็นแม่บทใหญ่ของการใช้กฎหมาย

ศาสตราจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษคนแรกๆ ของประเทศไทย และจัดเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษรุ่นพี่ของศาสตราจารย์หม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรีด้วย ท่านเคยรับราชการเป็นผู้พิพากษาและเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลฎีกา ท่านเป็นเจ้าสำนวนโวหารทางภาษาไทยที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่ง ซึ่งเมื่อกล่าวถึงสำนวนโวหารทางกฎหมายแล้วก็มักจะมีการอ้างอิงสำนวนโวหารของท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์อยู่เสมอ

ดังเช่นคดีอาชญากรสงครามที่ผู้นำรัฐบาลไทยในยุคสงครามญี่ปุ่นถูกนำตัวขึ้นศาลฐานเป็นอาชญากรสงครามตามกฎหมายที่ตั้งขึ้นในภายหลังสงครามแล้ว

ท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ได้เขียนคำพิพากษาไว้ตอนหนึ่งว่า ศาลเป็นที่พึ่งแหล่งสุดท้ายของประชาชน ... คนทั้งหลายย่อมหวังในความยุติธรรมของศาลเป็นที่ตั้ง ... ดังนี้เป็นต้น

ท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ได้สั่งสอนสิ่งที่มีค่ายิ่งในขณะนั้นว่า วิชากฎหมายเบื้องต้นนั้นคือวิชากฎหมายทั้งหมด ความจริงควรจะเรียกว่าเป็นวิชากฎหมายเบื้องปลายก็ได้ ท่านจึงพร่ำเตือนให้ศิษย์ให้ความสนใจและทำความเข้าใจให้ดีที่สุด เพราะหากเข้าใจวิชานี้ดีแล้วก็เท่ากับเข้าใจวิชากฎหมายที่จะต้องเรียนทั้งหมดในคณะนิติศาสตร์

หลวงจำรูญเนติศาสตร์มีความรู้ความชำนาญทางกฎหมายมาก เวลาสอนไม่ต้องเปิดตำรา ท่านว่าปากเปล่าไปโดยลำดับ ผมยังจำท่วงท่าของอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ น้ำเสียงท่านชัดเจนกังวาน ถ้อยคำภาษาเป็นภาษากฎหมายล้วนๆ ยกอุทาหรณ์ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ในเวลาขึ้นสอนอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์จะใช้มือสองมือแคะเล็บกันเอง ซึ่งคงเป็นกริยาที่ท่านติดเป็นนิสัยก็ได้

ท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์สอนศิษย์เนื่องไปถึงระบอบประชาธิปไตย เน้นถึงความเป็นอิสระของศาล แต่เมื่อถึงเวลาท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านก็เสนอร่างกฎหมายให้รัฐมนตรีมีอำนาจโยกย้ายผู้พิพากษาได้ ซึ่งขัดกับหลักความอิสระของตุลาการ จึงถูกบรรดาศิษย์ไปต่อว่าต่อขานว่าคราวเป็นอาจารย์ท่านสอนอย่างหนึ่ง ครั้นมาเป็นรัฐมนตรีเหตุใดจึงปฏิบัติไปอีกอย่างหนึ่ง

ท่านอาจารย์หลวงจำรูญเนติศาสตร์ก็ตอบว่า ก็ความคิดคนเรามันอยู่นิ่งเสียเมื่อไหร่ มันต้องพัฒนาไป เมื่อตอนฉันเป็นครูสอนกฎหมายความคิดฉันก็อย่างหนึ่ง เมื่อมาเป็นรัฐมนตรีความคิดก็พัฒนาไปอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นร่างกฎหมายดังกล่าวนี้จึงถูกขนานนามว่าเป็นกฎหมายโบดำ

วิชาหลักพื้นฐานอีกวิชาหนึ่งคือกฎหมายอาญา ซึ่งศาสตราจารย์ ดร.หยุด แสงอุทัย เป็นอาจารย์ผู้สอน ท่านผู้นี้จบการศึกษาขั้นสูงสุดจากประเทศเยอรมัน จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน เคยเป็นเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และเป็นคนสำคัญในการวางหลักกฎหมายให้แก่ประเทศไทยในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หลักกฎหมายอาญาก็คือหลักที่บุคคลได้รับสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จะไม่ตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยและไม่ถูกลงโทษทางอาญา เว้นแต่จะได้กระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดในขณะที่กระทำการนั้น และโทษที่จะลงแก่จำเลยจะต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายในขณะกระทำความผิด ถ้าหากภายหลังมีกฎหมายออกมาใหม่และเป็นคุณแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ให้ผลย้อนหลังบังคับได้ แต่ถ้ากฎหมายที่ออกมาภายหลังเป็นโทษแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย จะนำโทษอันหนักนั้นมาใช้บังคับมิได้

ภายใต้หลักดังกล่าว บุคคลจะกระทำความผิดก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา เว้นแต่จะได้กระทำการที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด แม้มิได้กระทำโดยเจตนา หรือกระทำโดยประมาท ทั้งการกระทำนั้นจะต้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย

คำว่าองค์ประกอบความผิดเป็นคำใหม่ของนักศึกษาหน้าใหม่อย่างพวกเรา ดังนั้นเมื่อจะทำการใดจึงมักจะล้อกันด้วยถ้อยคำว่าองค์ประกอบความผิด

ท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย เป็นครูที่ใฝ่ในการสั่งสอนศิษย์เป็นยิ่งนัก ท่านเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนเข้าพบเพื่อปรึกษาหรือซักถามข้อสงสัยโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้ถึงวันนี้วันเวลาผ่านมานานช้าแล้ว ผมก็ยังจำกิริยาอาการของท่านอาจารย์หยุดในขณะสอนได้ติดตา นั่นคือท่วงท่าการนัดยานัตถุ์ ซึ่งท่านอาจารย์หยุดติดยานัตถุ์มาตั้งแต่ครั้งที่ศึกษาอยู่ที่ประเทศเยอรมนี.

โปรดติดตามตอนที่ 59 “เริ่มต้นชีวิตนักเรียนกฎหมาย ตอน 2 (จบ)” ในวันศุกร์ที่ 21 กันยายน 2550
กำลังโหลดความคิดเห็น...