xs
xsm
sm
md
lg

คตส.ความหวังชิ้นสุดท้ายของไทย

เผยแพร่:   โดย: ยอดธง ทับทิวไม้

.
“คนไทยมันเป็นลูกกำพร้ากันทั้งชาติ ไม่มีพ่อแม่สั่งสอน บ้านเมืองมันถึงยับเยินกันถึงขนาดนี้”

หลวงพ่อชม้อย มหาหิง อาจารย์เก่าแก่ของผมซึ่งจำวัดอยู่ที่อารามเก่าแก่แห่งหนึ่งที่หนองบัวโคก จังหวัดชัยภูมิ ได้พูดเตือนสติผมไม่ให้ผมหลงใหลในสิ่งใดอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการเกิดมาเป็นมนุษย์โง่ๆ อย่างที่ผมเป็นมาแล้วตลอดชีวิต นั่นคือการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ท่านบอกว่าเมืองไทยในระยะนี้คนไทยจะต้องเก็บเนื้อเก็บตัว อย่ากำเริบเสิบสานถึงขนาดไปตั้งพรรคการเมืองสมัครผู้แทนหรือเป็นตัวแทนนอมินีของใคร เพราะเป็นเรื่องเสียหายทั้งสิ้นในเวลาอันไม่นานนักด้วย

แล้วท่านก็ย้ำอีกว่า คนไทยทุกวันนี้กลายเป็นลูกกำพร้าไปหมดทั้งชาติแล้ว เพราะไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนเหมือนสมัยก่อน

เรามีประเทศอยู่ประเทศหนึ่งที่เรียกว่าประเทศไทย และมีคนอยู่ 2 จำพวกในประเทศนี้คือ พวกที่หนึ่งได้แก่ นักการเมืองที่ใช้การเมืองเป็นเครื่องมือในการทำมาหากินซึ่งทำได้อย่างเดียวคือ ปล้นสะดมและขายประเทศในโอกาสที่ขึ้นมาปกครองบ้านเมือง อีกพวกหนึ่งได้แก่ คนธรรมดาที่เรียกกันว่าประชาชนที่ไม่ยอมรู้ว่าบ้านเมืองยับเยินเพียงไร เพราะความที่เกิดมาไม่มีใครสั่งสอน เฉพาะอย่างยิ่ง มีความต้องการอย่างมากที่จะรักษาความโง่ของฝ่ายตนให้ถึงที่สุดโดยไม่ยอมรับความจริงอะไรเลย แต่กลับยกย่องเทิดทูนการปล้นสะดมของพวกโจรเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องที่น่ายกย่องสรรเสริญ

ทุกคนทุกฝ่ายจึงวุ่นวายไม่รู้จะเชื่อใครดี ก็ทำให้เกิดการขัดแย้งกันไม่จบไม่สิ้น

เรื่องมันเท่านั้นเองจริงๆ

ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นลูกกำพร้าเหมือนกับคนอื่น ไม่มีพ่อแม่คอยอบรมสั่งสอนในเรื่องที่ถูกต้องดีงาม ก็บังเอิญว่าพากันไปลงนรกเสียหมด

แผ่นดินนี้เหลือแต่เพียงพวกอ้ายมนุษย์กากๆ เต็มไปหมด

ผมทำอะไรไม่ได้ ไม่ว่าท่านจะเทศนาด้วยข้อความและถ้อยคำประการใด ผมก็ไม่เถียง เพราะท่านเป็นพระที่พูดอะไรแล้วไม่ค่อยผิด ผมเคยไปอาศัยกินข้าวก้นบาตรท่านมาตั้งแต่ยังไม่รู้จักโลกไม่รู้จักชีวิตอะไรดีนัก แต่ก็ได้อาศัยท่านนี่แหละสั่งสอนอบรมมาพอมีปัญญาเป็นผู้เป็นคนเท่าๆ กับคนบางคนที่เป็นผู้เป็นคนอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ทำให้ผมได้ดิบได้ดีอะไรนัก นอกจากเอาชีวิตรอดไปได้วันหนึ่งเท่านั้น

“มึงเกิดมาแบบนั้น มึงก็ได้เท่านั้น จะเอาอะไรหนักหนากับชีวิต” หลวงพ่อท่านหนึ่งที่ชีวิตผมได้ผ่านเข้าไปผูกพันกับท่านพูดกับผมทำนองนี้ เมื่อผมไปกราบขอพรท่านในสมัยวัยรุ่น นั่นคือหลวงพ่อวัดกุดด้วน หรือหลวงพ่อคล้าย วัดจันดี อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อสมัยวัยรุ่นที่เริ่มจะมีอหังการในการดำเนินชีวิตตนเองพอสมควร เมื่อผมไปขอพรจากท่าน ขอให้มั่งมีศรีสุขและทำมาหากินร่ำรวยหรือถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ๆ ท่านก็อุตส่าห์เป่ากระหม่อมให้อย่างดีพร้อมกับให้พรว่า “อยู่ที่ไหนให้มีคนรัก พักที่ไหนให้มีคนชม”

ผมบอกตัวเองอย่างไม่ตั้งใจ ท่านไม่ยอมให้เงินหรือคำว่าความร่ำรวยอย่างที่ผมอยากได้ เมื่อผมถามท่านต่อไปว่า “เงินละหลวงพ่อ โชคลาภแบบนั้นผมจะมีบ้างได้ไหม?”

ท่านไม่ตอบ แต่หันไปทักทายคนที่มาทำบุญกับท่านคนต่อไป

จากนั้นผมก็อยู่กับความจนอันถาวรตลอดจนปัจจุบันนี้ ไม่มีอะไรที่จะหวัง และมาถึงตอนนี้มันยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ เพราะบ้านเมืองมันหวังอะไรไม่ได้เอาเลย ทุกอย่างดูว่ามันสิ้นหวังไปหมด

แล้วก็ทราบจากหลวงพ่ออีกวัดหนึ่งว่า เมืองไทยมันหมดหวังไปแล้ว เพราะแผ่นดินนี้มีแต่ลูกกำพร้าเกิดมาไม่มีพ่อแม่สั่งสอนเอาจริงๆ

เป็นอันแน่นอนแล้วว่าเมืองไทยในขณะนี้ไม่มีทางรอดใดๆ อย่างแน่นอน เพราะเป็นยุคที่การเมืองภายในประเทศเป็นการเมืองที่ชั่วร้ายและสกปรกที่สุด เนื่องจากการแย่งอำนาจ แย่งกันปล้นประเทศชาติ โกหกหลอกลวงทุกเวลาในทุกเรื่อง ตบตาผู้คนเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพรรคพวก โดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศชาติและของคนไทยที่ไม่มีทางรู้และไม่เข้าใจเรื่องราวทางการเมือง

เป็นเรื่องที่น่าแปลกอย่างไม่น่าเชื่อว่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เรามีสัตว์จำพวกหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์กำพร้าที่ล้วนแต่ไม่มีพ่อมีแม่ที่คอยอบรมสั่งสอนให้รู้ดีรู้ชั่วได้หอบหิ้วกันขึ้นมาปกครองประเทศชาติแล้วร่วมกันปล้นชาติบ้านเมืองป่นปี้ และเมื่อสัตว์กลุ่มที่ว่านี้ถูกขับไล่ออกไป พร้อมกับถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ปรากฏว่าประชาชนทั้งชาติไม่รู้และไม่เข้าใจ นักการเมืองเหล่านี้ยังคงตั้งพรรครวมพวกนักการเมืองขึ้นมาเสนอตัวให้คนไทยช่วยกันเลือก และยอมรับว่าเป็นนักการเมืองที่ประเสริฐส่วนหนึ่งของชาติที่จะต้องเชิดชูเอาเป็นนักการเมืองที่มีคุณูปการแก่คนไทยและชาติต่อไปอีก จะเห็นได้ชัดจากผลการลงคะแนนเสียงยอมรับร่างฯ หรือไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เราร่วมกันร่างฯ ขึ้นมาเพื่อใช้สำหรับการปกครองบ้านเมืองไม่กี่วันมานี้

ยุคนี้จึงเป็นยุคที่คนไทยส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นข้าราชการ ราชบัณฑิต รวมไปถึงประชาชนส่วนใหญ่รวมตัวกันโง่ที่สุดเท่าที่เคยมีคนโง่เกิดมาในแผ่นดิน คนไทยเหล่านี้มีสันดานอันแน่นอนประการหนึ่งประจำชีวิตคือ

(1) พร้อมที่จะโง่

(2) จะไม่ยอมรับรู้อะไรมันถูกต้องหรือเป็นความจริง

อาจจะไม่ต้องพิสูจน์กันมากมายอะไรนัก ก็สามารถสรุปได้ว่านักการเมืองของไทยส่วนมากเป็นนักการเมืองที่เลวทรามต่ำช้าที่สุด เมื่อเทียบกับนักการเมืองในประเทศอื่นๆ แม้แต่นักการเมืองผิวดำในแอฟริกาใต้

เฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลไทยสองชุดที่ผ่านมา ได้แก่รัฐบาลขายชาติที่ถูกเหยียบออกไปแล้ว และต่อมาเป็นรัฐบาลปฏิวัติที่รอคอยการปรองดองอยู่

และก็หวังกันว่ารัฐบาลต่อไปที่จะมีการเลือกตั้งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ก็จะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอที่สุด หรือจะเก่งเฉพาะการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เพราะทุกคนจะผุดขึ้นมาจากความชั่วร้ายอันเหลือคณานับทั้งสิ้น

ตลอดเวลาอันยาวนานของการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาในประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยจมอยู่ในนรกเกือบจะถึง 100 ปีมาแล้ว ไม่รู้ว่ากี่พันขุม นรกที่ประเทศไทยและคนไทยถูกลากลงไปฝังอยู่ในระบบการปกครองอุบาทว์นี้ คนไทยต้องมีชีวิตอยู่อย่างทาสถูกหลอกลวงไม่ว่าจะหลับหรือตื่น เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ลอกเลียนแบบอย่างมาจากตะวันตกที่เข้าใจกันว่าอารยประเทศซึ่งไม่ว่าจะเป็นเวลานานเท่าไรที่เราถูกหลอกลวงให้จมอยู่ในระบบนี้ คนไทยพบแต่การหลอกลวงของนักการเมืองร้อยแปดพันชนิด เราก็ยอมรับกันมาและเคยหวังกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นหรือมีใครสักคนเข้ามารื้อวัฒนธรรมหรือระบอบประชาธิปไตยนี้ได้ แต่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาทำหน้าที่เหล่านั้นได้จนแล้วจนรอด

เราออกรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา เป็นการบอกกล่าวและชี้ให้เห็นว่าการเมืองจะประกอบด้วยอะไร และใครจะเป็นผู้ที่เข้ามาเล่นการเมืองหรือเข้ามาผูกขาดทางการเมืองกันต่อไป เฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินเพื่อซื้อคนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างประชาธิปไตยปลอม ตั้งรัฐบาลขึ้นมาเพื่อทำมาหากินได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หัวหลักหัวตอที่ไหนจะตกเป็นทาสของนักการเมืองพวกนี้ทั้งสิ้น

จากรัฐธรรมนูญฉบับที่ออกมาแล้วพร้อมที่จะรวบรวมนักการเมืองและให้มีการเลือกตั้งอย่างถูกต้องนั้น เป็นตัวบอกว่าบรรดาคนในประเทศเฉพาะที่เกิดมาทำหน้าที่และมีอาชีพทางการเมืองพอที่คนยากคนจนจะพึ่งพาอาศัยได้นั้น เวลานี้มีเหลือเพียง 10 กว่าคนเท่านั้นในจำนวนคนไทยทั้งหมดที่มีมากถึง 65 ล้านคน

หรืออาจจะพูดได้โดยไม่มีข้อสงสัยใดๆ เลยว่า ในประเทศไทยหรือในราชอาณาจักรไทยที่ทุกคนมีชีวิตอยู่กันมาได้ถึงทุกวันนี้ คนไทยทุกชีวิตจะพึ่งพาได้นั้นจะมีเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และราชวงศ์ไม่กี่พระองค์เท่านั้นคือที่พึ่งอันแท้จริงของประชาชนทั้งชาติ

สำหรับคนไทยเราอาจจะมีผู้มีความรู้ความชำนาญในศิลปวิทยาทุกอย่างพอที่จะหวังเอาเป็นที่พึ่งสรณะได้มีเพียง 10 กว่าคนเท่านั้นคือกลุ่มคนที่เรียกว่า คตส.ซึ่งมีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกาเป็นหัวหน้ากลุ่มที่พากันก้มหน้าก้มตาทำการกวาดล้างบ้านเมืองอยู่ทุกวันนี้ โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชันที่คณะปฏิวัติยกกองทัพมาขับไล่ออกไปเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา

ไม่มีใครที่ไหนอีกในจำนวนคนไทยที่มีประชากรไม่น้อยกว่า 65 ล้านคนที่ว่ามาแล้ว นอกจากกลุ่มบุคคลคณะนี้ที่ความจริงไม่ใช่กงการอะไรของพวกเขาเลย นอกจากเป็นคนไทยธรรมดานี่เองที่ประชาชนรู้สึกกันว่าเป็นผู้รับผิดชอบทุกปัญหาของประเทศไทยที่เกิดขึ้นมาในประเทศ ไม่ใช่คณะปฏิวัติหรือรัฐบาลปฏิวัติซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

แต่ปรากฏว่าคณะปฏิวัติและรัฐบาลปฏิวัติที่กำลังเสวยอำนาจอยู่เกือบ 1 ปีที่ผ่านมานี้ ไม่ได้ทำอะไรเลยให้แก่ประเทศชาติ มีหน้าที่ที่คิดว่าจะต้องทำและหวังว่าจะต้องทำในการปฏิวัติหรือเป็นรัฐบาลครั้งนี้มีอย่างเดียวคือการปรองดองระหว่างประชาชนที่ไม่มีพ่อแม่สั่งสอนกับองค์การโจรแห่งชาติที่มีหน้าที่ปล้นบ้านปล้นเมืองเท่านั้น

พูดแล้วไม่น่าเชื่อ ประเทศไทยหรือคนไทยก็เหมือนคนทุกๆ ประเทศ มีพลเมืองอย่างเหลือเฟือ มีคนหนุ่มคนสาว และคนแก่คนเฒ่า ทุกคนมีความรู้ความสามารถทำมาหากินได้อย่างมากมาย มีระบบการปกครองที่มีนักการเมืองกินเงินเดือนประจำเป็นหมื่นๆ พันๆ ล้านบาท แต่คนเหล่านี้มีไม่น้อยที่เป็นคนที่กินเงินเดือนจากหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชน แต่ก็เชื่อได้เลยว่ามีไม่กี่คนเท่านั้นที่พอจะเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้

เมื่อพิจารณากันลงไปจริงๆ จังๆ แล้วคนไทยจะต้องผิดหวังที่พบว่าคนเหล่านี้มีเพียงขี้กับไส้เท่านั้นในชีวิตของพวกเขา หน้าด้านและไม่มียางอาย ถ้าจะว่ากันไปก็ไม่น่าจะผิด

แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นเช่นนั้น 1 ปีที่ผ่านมามันยาวนานพอสมควรที่เราจะพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายของคนไทยบางกลุ่มได้ว่าเขาจะมีความรู้ความสามารถทำหน้าที่ให้ประชาชนพึ่งพาอาศัยได้เป็นอย่างดี แต่ปรากฏว่าในความจริงนั้น นอกจากคนใน คตส. 10 กว่าคนนี้แล้ว เราไม่มีลูกผู้หญิงลูกผู้ชายที่ไหนพอจะพึ่งได้อีกแล้ว เพราะอย่างที่ว่าแล้วนั่นเอง คือเรามีแต่เพียงเศษมนุษย์เท่านั้น

แอบกินซ่อนกินหลอกหน้าหลอกหลัง คนไทยก็จะต้องโง่กันต่อไปอีกชั่วกาลนาน!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...