xs
xsm
sm
md
lg

ไม่ต้องหวังอะไรกับการเลือกตั้ง

เผยแพร่:   โดย: ยอดธง ทับทิวไม้

.
ถ้าเรามีชีวิตอยู่กันอย่างหลับหูหลับตา และไม่เอาสติปัญญาใดๆ มาใช้ในการมีชีวิตอยู่ เราจะรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากเมื่อการลงคะแนนเสียงรับรองและไม่รับรองรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ฝ่ายรัฐบาลชนะอย่างไม่มีอะไรต้องสงสัยต่อไปอีก นั่นหมายถึงว่าระบอบประชาธิปไตยที่ของเราได้กลายเป็นชีวิตจิตใจของคนไทยไปแล้วอย่างไม่มีอะไรมาขัดขวางได้

เราจะต้องพากันภูมิอกภูมิใจกันต่อไปด้วยความเชื่อมั่นในคนไทย และระบอบประชาธิปไตยที่เราลงทุนสร้างมาด้วยการปฏิวัติบ้านเมือง และขับไล่ศัตรูของแผ่นดินออกไปอย่างไม่มีวันได้กลับ

แต่ถ้าเราใช้ความคิดความอ่านมาพิจารณาสักนิดเราจะเห็นว่าชัยชนะในการลงคะแนนเสียงของประชาชนนั้นน้อยอย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อเทียบกับฝ่ายพวกนักการเมืองขายชาติที่ไม่มีอำนาจอิทธิพล และไม่มีแผ่นดินจะอยู่สามารถเอาชัยชนะโดยไม่ต้องใช้อำนาจอะไรมาเป็นเครื่องมือ ในขณะที่รัฐบาลมีทุกอย่างที่จะบันดาลให้ลงคะแนนเสียงรับรองรัฐธรรมนูญได้มากน้อยเพียงไรก็ย่อมทำได้ แต่ผลที่ออกมามันบอกว่าประชาชนไม่ได้ให้ความเคารพนับถือและไม่ยอมรับรัฐบาลของคณะปฏิวัติแม้แต่น้อย แต่ได้ชัยชนะมาอย่างหวุดหวิดนั้นเพราะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาล ใครที่พอจะช่วยลงคะแนนหรือมีความจำเป็นที่จะต้องลงให้เพราะเป็นข้าราชการก็ลงไป แต่กลับเฉยหรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสียได้ก็ไม่ไปลงคะแนนให้หรือไปลงให้ฝ่ายตรงข้าม

เป็นเรื่องที่น่าทุเรศและน่าอนาถ

เมืองไทยเคยมีศึกสงครามกับต่างชาติหลายครั้งหลายหนในประวัติศาสตร์ ขนาดที่ว่าต้องไปรบหรือไปตายในสนามรบ คนไทยทุกคนเหล่านั้นยังยอมไปและยอมตายเพื่อประเทศชาติได้

แต่ในการลงคะแนนรับรัฐธรรมนูญสนับสนุนรัฐบาลคราวนี้ คนไทยไม่ได้พร้อมใจที่จะให้การรับรองหรือให้การสนับสนุนอย่างจริงใจใดๆ ทั้งสิ้น

เอาแต่พอให้ชนะหรือสามารถเอาตัวรอดไปเล็กน้อยเท่านั้น

และอย่างน้อยที่สุด ในทางตรงข้ามมันก็สร้างความมั่นใจให้แก่ฝ่ายตรงข้ามมีความมั่นใจว่า ถ้าจะมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลขึ้นหลังจากรัฐธรรมนูญได้รับการรับรองแล้ว คู่ต่อสู้ก็จะชนะอย่างท่วมท้นไม่มีอะไรต้องสงสัย

โดยอาศัยการคดโกงและการปล้นชาติที่คนไทยเคยยอมรับได้ในความเฉลียวฉลาดในการขายชาติที่รัฐบาลชุดก่อนได้ทำกันมาแล้วเป็นเรื่องที่คนเดินถนนทั่วไปสามารถจะแก้ไขและรับมือได้ ซึ่งนักการเมืองไทยได้ประพฤติปฏิบัติกันมาแล้วตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475

คนไทยทั่วทั้งแผ่นดินที่เรามีอยู่นั้นสับสนและสิ้นคิดในเรื่องการบ้านการเมือง ส่วนมากจะโง่หรือไม่รู้เหนือรู้ใต้ใดๆ ทั้งสิ้น การตัดสินใจที่จะเลือกหรือไม่เลือกอะไรอย่างนั้นไม่ได้ขึ้นกับเหตุผลและหลักการใดๆ ทั้งสิ้น แต่เอาตรงที่ให้มันผ่านๆ ไปแต่ละครั้งเท่านั้น

การลงคะแนนเสียงครั้งนี้ จะเป็นเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงการเมืองในอนาคตอย่างชัดเจนว่า การเมืองไทยจะสกปรกเลอะเทอะอย่างหาที่เปรียบมิได้มาทำหน้าที่เป็นวิญญาณของระบอบประชาธิปไตยที่จะเริ่มต้นด้วยการซื้อเสียงเลือกตั้ง

การเมืองไทยต่อไปนี้จะไม่มีใครนึกถึงว่าบ้านเมืองและประชาชนจะเป็นอะไร แต่ประชาชนจะถูกหลอกลวงทุกอย่างที่คนมีเงิน มีอำนาจ มีกำลังจะนำมาใช้เพื่อความสำเร็จในชีวิตของตัวเอง งานสำคัญที่คนพวกนี้จะทำก็คือ การคอร์รัปชันทุกรูปแบบที่เคยทำมาแล้ว

ในพระราชเสาวนีย์ที่มีแก่ประชาชนทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้รับสั่งว่า ผู้คนในประเทศลาวเคยกล่าวถึงคนที่มีความรู้ และมีการศึกษาในประเทศไทยว่ามีคนที่จบการศึกษาขั้นด็อกเตอร์เดินสวนทางกันแทบจะเหยียบกันตาย แต่ไม่มีใครสามารถจะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองได้อะไรทำนองนั้น

นั่นคือความจริงและเป็นกรรมเวรของชาติไทยและคนไทย

คนเหล่านั้นอาจจะเป็นคนมีความรู้ เป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นด็อกเตอร์อะไรก็ตาม ที่เขาเป็นขึ้นมาได้ไม่ใช่เป็นเพราะอัจฉริยะหรือมีคุณสมบัติเหนือมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นเพราะเขาอ่านหนังสือหลายเล่มกว่าคนธรรมดาทั่วไป แต่รู้เพราะอ่านหนังสือมากเล่มกว่าเท่านั้น อ่านแล้วจำได้บ้างจำไม่ได้บ้างแล้วก็ลืมไป สิ่งที่ติดตัวอยู่ก็คือดีกรีที่มีเอาไว้แสดงตัวเองเมื่อต้องเอาหัวไปซุกไว้กับสำนักงานแห่งใดในเมืองในนามของลูกจ้างธรรมดาเท่านั้น

นั่นคือบาปของประเทศไทยและคนไทย

บางทีไม่เคยมีใครคิดที่จะทำอะไรกับความล้าหลังใดๆ ของประเทศชาติ เฉพาะอย่างยิ่งบุคคลระดับบริหารแบบปกครองที่เรียกกันว่ารัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่ผ่านมา หรือรัฐบาลปัจจุบันและอาจจะเป็นรัฐบาลในอนาคตด้วย

รัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นรัฐบาลชั่วที่สุดในทุกเรื่องทุกด้าน เฉพาะอย่างยิ่งในด้านการคอร์รัปชัน หรือการเอาชาติบ้านเมืองไปขายกินกันตั้งแต่เด็กหัวเท่ากำปั้นไปจนกระทั่งคนแก่คนเฒ่ามากมายที่ร่วมกันปล้นบ้านปล้นเมืองกันอย่างไม่เคยมีนักการเมืองในประเทศไหนในโลกที่ได้สร้างความชั่วร้ายให้แก่บ้านเมืองทำนองนี้มาก่อน

ประชาชนตาดำๆ ทั้งประเทศหมดหวังหมดที่พึ่งแม้แต่จะอาศัยประเทศของตัวเองมีชีวิตอยู่อย่างผู้อย่างคนเหมือนคนชาติอื่นๆ เขาก็ไม่มีโอกาส

นั่นทำให้เราได้รู้จักคนเหล่านี้ในนามของรัฐบาลปฏิวัติที่น่าเกรงขามเข้ามาทำหน้าที่ตามความหวังของประชาชน พร้อมกับประกาศความชั่วของรัฐบาลขายชาติชุดเก่าว่ามีความผิดอย่างน้อย 4 ประการที่รัฐบาลคณะปฏิวัติจะต้องจัดการแก้ไขทั้งหมด คนไทยเต็มไปด้วยความหวังและความปีติยินดีที่ประเทศชาติจะมีคนหรือมีนักการเมืองกลุ่มใหม่เกิดขึ้นในประเทศ และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามขึ้นในประเทศกันเสียที

พระเจ้าช่วยเถอะ!, ปรากฏว่าหลังจากได้เข้าครองอำนาจเรียบร้อยแล้วก็ได้จัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่เรียกกันว่ารัฐบาลปฏิวัติซึ่งนับตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา จนกระทั่งจะครบ 1 ปีแล้ว สิ่งที่ปรากฏชัดที่คนกลุ่มนี้ได้เข้ามาบริหารบ้านเมืองคือ :

(1) รวบรวมสมุนบริวารของรัฐบาลขายชาติกลุ่มบุคคลและองค์กรต่างๆ ที่ช่วยกันขายชาติพวกเก่ามาไว้ในตำแหน่งต่างๆ เพื่อช่วยกันปิดบังความผิดความชั่วของตน และรัฐบาลเก่าไม่ให้ประเจิดประเจ้อในบ้านเมือง แต่จะไม่ว่ากันสำหรับผู้ที่มีพรรคพวกและมีความสามารถที่จะกินบ้านกินเมือง

(2) ทุกคนที่มีอำนาจจะช่วยกันปกปิดการทุจริตคิดมิชอบไม่ให้เป็นที่เปิดเผยแก่สาธารณชน

(3) ทุกคนจะพูดทุกอย่างและทำทุกอย่างที่เป็นเรื่องที่โง่ที่สุดเกี่ยวกับบ้านเมือง หรือพูดอย่างทำอย่างที่ไม่ได้มีส่วนที่จะช่วยแก้ไขปัญหาประเทศชาติได้

ไม่ว่าจะคิดอ่านกันยังไง จะซื้อจะขายอะไรกันอย่างไรก็ตาม การเมืองไม่ใช่เรื่องของเด็กวัด และการเล่นการเมืองหรือการจะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองนั้น จะใช้มวยวัดหรือเล่นกันอย่างเด็กวัดนั้นก็จะทำไม่ได้ แต่มันต้องมีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด เฉพาะอย่างยิ่ง การเมืองในระบอบประชาธิปไตยผลประโยชน์ของประชาชนแต่ละคนเริ่มตั้งแต่เรื่องสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมระหว่างประชาชนทั้งในด้านรูปธรรมนามธรรมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

แต่เมืองไทยเราไม่ว่าเราจะผิดพลาดอย่างไร เราไม่ยอมมีการปรับปรุงแก้ไข เราจะไม่สร้างประชาชนที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจในปัญหาต่างๆ รัฐบาลต้องการจะให้เขาเข้าใจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตย” ที่เราเห่าหอนกันมาเป็นเวลาแรมปีนั้นมันคืออะไร การยกขบวนสมุนบริวารไปบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ หรือการแจกเงินที่โกงบ้านโกงเมืองไปจ้างให้คนไปนั่งฟังการปราศรัยเพียงแต่มีโอกาสได้ตะโกนคำว่า เผด็จการออกมาว่าระบบเผด็จการเท่านั้น นั่นหรือคือประชาธิปไตย?

ในการปฏิวัติขึ้นมา รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาพื้นฐานนี้หรือไม่รู้และไม่เข้าใจปัญหานี้ก็จะไม่แตะต้องอะไรแม้แต่ความผิดของฝ่ายรัฐบาลชุดที่แล้ว และสมุนบริวารจัดตั้งขบวนการต่อสู้เรื่อยมาโดยการตอบโต้ คณะรัฐบาลชุดนี้ไม่สามารถตอบโต้อะไรขึ้นมาได้ทำให้รัฐบาลหมดโอกาสที่จะได้รับความเชื่อถือ และความไว้วางใจจากประชาชนในการขึ้นมาเสวยอำนาจตลอดเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา

หนึ่งปีของการปฏิวัติที่ผ่านไป ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์อะไรเลยแม้แต่น้อย นอกจากได้พบเห็นความโง่เขลาของนักการเมืองไทยที่เป็นเพียงเด็กวัดที่ไม่ประสีประสาในการเมืองเท่ากันหมด และทำให้ประเทศชาติเสียประโยชน์ทุกด้าน แม้แต่ทรัพย์สินเงินทองและค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาล โดยไม่ได้อะไรตอบแทนพอที่จะคุ้มค่าใดๆ แม้แต่น้อยเลย นอกจากเราต้องสูญเสียผู้คนที่มีคนคาดหมายว่าน่าจะเกิดมาแก้ปัญหาของชาติและประชาชนให้ไปรอดได้สักพักหนึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ยั่งยืนตลอดไปก็ตาม แต่มาถึงตอนนี้หลังจากการลงคะแนนเสียงลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิวัติมาแล้ว

เราจะต้องไม่ลืมว่า ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในเมืองไทยนั้น มันไม่ได้มีมาตรฐานที่จะพิสูจน์ประชาธิปไตยให้เห็นได้ชัดหรือเป็นที่เชื่อถือได้ เพราะผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ทำกันมานั้น จะต้องขึ้นอยู่กับการซื้อเสียงขายเสียงเป็นเรื่องสำคัญ ถึงแม้ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะไม่ทั้งหมด แต่เหมาเอาว่าเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์สะอาดจริงๆ นั้นเป็นเรื่องโกหกตัวเองเท่านั้น มีคนลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพียงไม่กี่คนกระมังที่เชื่อว่าเป็นการลงคะแนนตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย

เพราะมีคนไทยเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้จักมัน!
กำลังโหลดความคิดเห็น...