xs
xsm
sm
md
lg

ขั้วการเมือง : สีเขียว-สีแดง!

เผยแพร่:   โดย: แสงแดด

.
ในที่สุด “วันประชามติ” ที่เป็น “วันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทย” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี และได้รับการตอบรับจากชาวไทยทั่วทุกภาค

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ว่ามีเพียงร้อยละ 57 กว่าๆ เท่านั้นของคนไทยทั่วประเทศที่มีสิทธิ์ในการลงประชามติจากจำนวน 45 ล้านคน เพียง 28 ล้านคนเท่านั้นไปใช้สิทธิ์ พูดง่ายๆ ก็หมายความว่า เกินครึ่งไปเพียงเล็กน้อยในการไปใช้สิทธิ์ นอกนั้น “ไม่นอนหลับทับสิทธิ์” ก็คงถูก “ไอ้พวกสีแดง!” ที่ทั้ง “จ้าง-บังคับ” ไม่ให้ไปใช้สิทธิ์!

ทั้งนี้ “การลงประชามติ” ในการรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ก็ถือว่า “สอบผ่าน” ทั้งในส่วนของประชาชนที่ไปใช้สิทธิ์ และจำนวนประชาชนที่ “เห็นชอบ” กับการผ่านร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แต่ก็ต้องยอมรับความจริงว่าเป็น “การสอบผ่าน” ที่ “ไม่ค่อยสง่างาม!” ซักเท่าใดนัก

ผลคะแนนที่ออกมาของคะแนนรวมทั้งหมดนั้น “สอบผ่าน” อยู่ที่ร้อยละ 57.61 ที่ “เห็นชอบ” และ “ไม่เห็นชอบ” ที่ร้อยละ 42.19 ส่วนกรุงเทพมหานครนั้น ชาวกทม.ไปใช้สิทธิ์และ “เห็นชอบ” สูงถึงร้อยละ 65 กว่าๆ ส่วนจังหวัดกำแพงเพชรมีประชาชนเห็นชอบสูงถึงร้อยละ 75 กว่าๆ ทั้งที่เป็นเขตภาคเหนือตอนบน

ถ้าจะแบ่งเป็นแต่ละภาคที่ “เห็นชอบ” นั้น กรุงเทพฯ จะมากที่สุด ตามมาด้วยภาคกลางและภาคใต้ กับภาคเหนือตอนล่าง ถึงแม้ว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีทั้ง “เห็นชอบ” กับ “ไม่เห็นชอบ” แต่ก็ “ไม่เห็นชอบ” เสียส่วนใหญ่ ทั้งนี้ “น่าแปลกใจ!” อย่างมาก ที่ชาวบุรีรัมย์ยอมรับ “เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นี้ หรือว่า “น้องเนฯ กลับตัวกลับใจ!”

อย่างไรก็ดี แทบจะทั่วทุกภาคจะมีการรายงานจากสถานีโทรทัศน์ทุกสถานี โดยใช้แผนที่ประเทศไทยเป็นแผนภูมิและกำหนด “สีเห็นชอบ-สีไม่เห็นชอบ” เป็น “สีเขียว” และ “สีแดง” ซึ่งเราก็คงเข้าใจความหมายดีว่า “สีเขียว-สีแดง” หมายถึงอะไร

“สีแดง” หมายถึง “กลุ่มไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดคือ “การรณรงค์ประกาศคว่ำร่างรัฐธรรมนูญชัดเจน” ด้วยการใช้มอตโต้ “We Vote No!” และใช้ทั้งรถปิกอัพเดินสายทั่วประเทศ ประกาศจุดยืนไม่ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ

ส่วน “สีเขียว” นั้น บวกกับ “สีเหลือง” คือกลุ่มประชาชนที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า “เห็นชอบ” กับ “ร่างรัฐธรรมนูญ” แต่ที่สำคัญไปมากกว่านั้น คือการส่งสัญญาณประกาศให้คนไทยและ “ไอ้พวกสีแดง” ว่า “รังเกียจระบอบทักษิณ-อำนาจเก่า” ต่อต้าน “การโกง-การหวนกลับ” ของทรราชขายชาติ แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น จงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์

การออกมาใช้สิทธิ์ของประชาชนเกือบร้อยละ 60 ที่ “เห็นชอบ” นั้น น่าเชื่อว่าต้องการให้การเมืองเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมๆ กับเจตนารมณ์และความตั้งใจข้างต้น แต่ไม่น่าเชื่อว่า ทั้งหมดจะส่งสัญญาณว่า “ยอมรับทหาร-ยอมรับ คมช.!” ซึ่ง “ไม่น่าจะใช่!” แต่ถามว่า “ปฏิเสธสิ้นเชิงหรือไม่” คำตอบคือ “ไม่น่าจะใช่” อีกครั้งหนึ่ง แต่ “ใช่-ชัดเจน” คือ “การปฏิเสธระบอบทักษิณ” ในกรณีนี้ “ชัดเจนที่สุด!”

ว่ากันไปตามความเป็นจริงแล้ว เราต่างฝ่ายต่างไม่เข้าใจว่า กลุ่มที่รณรงค์ “ต่อต้าน-คว่ำรัฐธรรมนูญ” นั้น โดยเฉพาะ “กลุ่มไทยรักไทย” ถึงใช้ “สีแดง” เป็นสัญลักษณ์ โดยถ้ามองโลกในแง่ร้าย น่าจะเป็น “การตีความ” ได้ว่าเป็น “กลุ่มซ้าย-กลุ่มคอมมิวนิสต์” เลยเถิดไปเลยก็ได้ และถ้ามี “การคิดเลยเถิด!” มากกว่านั้น อาจฟุ้งซ่านไปเลยก็ได้ว่า “ต่อต้านสถาบันกษัตริย์”

แต่ในส่วนของ “สีเขียว-สีเหลือง” นั้น ไม่ต้องตีความใดๆ ทั้งสิ้น เด็กประถมฯ 4 ก็เข้าใจทันทีว่าเป็นสัญลักษณ์ของ “ความจงรักภักดี” และ “ความสมานฉันท์” แต่ที่สำคัญที่สุดคือ “ความสงบสุข” ของบ้านเมือง โดยตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับ “สีแดง” ที่เราต้องยอมรับความจริงว่า เป็นกลุ่มที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการ “ความร้าวฉาน-แตกแยก” ให้เกิดขึ้นในบ้านในเมือง

ช่วงก่อนการลงประชามติ โดยเฉพาะช่วงโค้งสุดท้าย จะมีการรณรงค์ที่ไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญประกาศอย่างชัดเจนแล้ว ยังมี “เกมใต้ดิน!” ที่ถนัดกับ “การหลอกลวง-บิดเบือน-โกหก” ประชาชนว่า ที่ร่างมานี้จะมีทั้ง “ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์” หรือ “ตำรวจสามารถค้นบ้านได้โดยไม่มีหมายศาล” เป็นต้น พูดง่ายๆ คือ “ใส่ร้าย-ป้ายสี” ร่างรัฐธรรมนูญทุกอย่าง เนื่องด้วยยังมีประชาชนจำนวนมากที่ไม่ได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่มาตราเดียว หรืออ่านแล้วไม่เข้าใจ นอกเหนือจากที่จ่ายเงินหัวละ 200-500 บาท ที่ทั้งให้ “คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ” และ “นอนหลับทับสิทธิ์”

ประชาชนที่ไม่เห็นชอบก็ต้องยอมรับว่ามีเปอร์เซ็นต์ที่สูงถึง 40 กว่าๆ เช่นเดียวกัน ถามว่า “ส่อนัย-ส่งสัญญาณ” บางสิ่งบางอย่างหรือไม่ ก็ต้องยอมรับว่า “มี!” แต่อย่างไรก็ดี ในจำนวนร้อยละ 40 นิดๆ นี้ เป็น “การจัดตั้ง” ที่อาจจะสูงถึงร้อยละ 20 หรือครึ่งหนึ่งทีเดียว จาก “เกมใต้ดิน-ขบวนการ” ที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น

ทั้งนี้ “พลังเงียบ” อีกร้อยละ 40 ที่ไม่ได้มาใช้สิทธิ์ก็ต้องเป็น “ตัวแปร” สำคัญเช่นเดียวกัน ที่ต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร อาจจะเป็นไปได้ที่ว่า หนึ่ง ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือไม่รู้ ไม่เข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลย พูดง่ายๆ คือ “ไม่ได้ตื่นตัว-ไม่สน” สอง อาจเป็นกลุ่มที่ถูก “จัดตั้ง-จัดซื้อ” ไว้เพื่อให้การใช้สิทธิ์ “เห็นชอบ” ลดน้อยลง บวกกับการโหวต “ไม่เห็นชอบ” เรียกว่า “สองเด้ง!” และสาม อาจเป็น “พลังเงียบ” ที่ ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร เพราะถ้า “เห็นชอบ” ก็แสดงว่า “เข้าข้างทหาร-เข้าข้างคมช.” ถ้า “ไม่เห็นชอบ” ก็อาจคิดมากว่า “ชอบทักษิณ!” ซึ่งจริงๆ แล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้น จึงไม่ไปใช้สิทธิ์

ทั้งนี้ ทั้งสามกรณี อาจเป็นประเด็นที่ต้องขอย้ำว่า ต้องศึกษาและวิเคราะห์กันอย่างดี เนื่องด้วย “การลงประชามติ” ในครั้งนี้ ถือว่าเป็น “การประลองกำลัง” ในสนามการเมืองขั้นตอนแรกสำหรับ “สีเขียว-สีแดง” เหมือนเป็นการทำ “Pretest” กับ “การเลือกตั้งทั่วไป” ที่จะเกิดขึ้นภายในเดือนธันวาคม

จริงๆ แล้ว “คะแนนเห็นชอบ” น่าจะไปแตะที่ระดับ 60-70 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้ “บรรยากาศแจ่มแจ้ง!” มากยิ่งขึ้น เพราะเราต้องยอมรับว่า “บรรยากาศการเมืองยังอึมครึม!” อยู่ดี พูดง่ายๆ ก็หมายความว่า “การประลองกำลัง” จะยังดำเนินต่อไป ที่ส่อนัยชัดเจนว่า “ความขัดแย้ง-ความแตกแยก” ยังเกิดขึ้นเป็น “สองฝ่าย” ในสังคมไทย

คำถามสำคัญที่ทุกคนต่างเฝ้าจับตาดูว่า “กลุ่มไม่เห็นชอบ-กลุ่มคว่ำรัฐธรรมนูญ” นั้นจะยัง “เดินหน้าตีรวน” กับชาติบ้านเมืองหรือไม่ คำตอบแบบฟันธงเลยว่า “เกิดขึ้นแน่นอน!” แต่อาจเป็น “เกมการเมือง” ที่จะ “แยบยล!” มากกว่าที่เคยปฏิบัติมาที่เป็นลักษณะ “เผชิญหน้า-ชัดเจน” เชิง “Confrontation” แต่นับต่อแต่นี้ไปจะ “เดินเกมใต้ดิน!” มากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม “ความคึกคัก” ทางการเมือง และ “ปี่กลอง” การเมืองจะเริ่มมีสีสันมากยิ่งขึ้น “บรรยากาศประชาธิปไตย” ในการก่อตั้งพรรคการเมืองและการรณรงค์หาเสียงจะปรากฏชัดเจน

บรรดาพรรคการเมืองที่เกิดใหม่ “ใครเป็นใคร-ไผเป็นไผ!” ขั้วไหนไปอยู่กับขั้วใคร ก็จะเห็นถนัดตา จากสัปดาห์นี้เป็นต้นไป

อีกเพียงไม่กี่เดือน “ความเข้มข้น” ของสนามเลือกตั้งจะเกิดขึ้น ทั้งในกรณีของ “วิชามาร-วิชาเทพ” ที่เราคงหนีไม่พ้นกับ “ธุรกิจการเมือง” ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่า “นี่ก็คือสัจธรรมของการเมืองไทย” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นอมินี-ตัวแทน” จะโผล่ขึ้นอย่างมาก และทั้งสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ก็จะกลายเป็น “สภาผัวเมีย-สภาพี่น้อง” อีหรอบเดิม!

รัฐบาลก็จะเป็น “รัฐบาลผสม 3-4 พรรค” คำถามสำคัญที่ยังดูไม่ออกเลยว่า “ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี!”