“อีกอย่างที่อยากขอร้อง เพราะข้าพเจ้าเป็นพระราชินีตั้งแต่อายุ 17 กว่าๆ ก่อน 18 ไม่กี่เดือน จนถึง 75 ยังขอร้องอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง ไม่มีผลอะไรเลย เรื่องต้นไม้เต้นอยู่ตลอดก็ไม่มีผลสำเร็จ แอบตัด ทางการก็ไม่มีกฎหมายอะไร และมาตรการที่จะดูแลรักษาป่าเพื่อเก็บน้ำจืดไว้ แล้วก็ภรรยาท่านประธานาธิบดีแห่งลาว เมื่อตอนมาเยือนประเทศไทยก็พูดกับข้าพเจ้าว่า เอ๊ะ คนไทยทำไมชอบตัดป่านัก ตัดป่าของตนเองเหี้ยนเตียนหมด อีกหน่อยจะไม่มีน้ำกิน ยังก้าวร้าวไปตัดป่าเมืองลาวอีก ลาวไม่ยอมเด็ดขาด ไล่เปิดไปหมดเลย การฟังประมุขของประเทศลาวเขาว่าอย่างนี้”
ขออัญเชิญพระราชเสาวนีย์ (เพียงส่วนหนึ่ง) ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงพระราชทานแด่คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงเตือนสติเราชาวไทย และนับเป็นการกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของเราทั้งหลายได้อย่างดียิ่ง เพราะจะเห็นว่าทรงห่วงใยปัญหาป่าไม้ แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่งทีเดียว
ดังนั้น เราทั้งหลายสมควรจะทบทวนตัวเองว่า ทำไมประเทศไทยของเราจึงแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าไม่ได้เสียที ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าถ้าป่าไม้เสื่อมสูญไปแล้วละก็ จะก่อเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำทั้งน้ำกินและน้ำใช้ รวมทั้งก่อเกิดมลพิษทางอากาศ อันเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ยิ่งโดยสภาวะของโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับปัญหา “โลกร้อน” อย่างรุนแรงแล้ว ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงถึงอนาคตของอนุชนคนรุ่นหลังเสียเหลือเกินว่าจะอยู่กันได้อย่างไร เพราะอาจจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติทำลายชีวิตของมนุษย์โดยไม่เลือกหน้า จนบังเกิดความพินาศย่อยยับคาดไม่ถึงก็ได้ในอนาคต
วันนี้ ทุกฝ่ายจึงควรจะผนึกกำลังและสร้างความสามัคคีกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างเอาจริงเอาจังได้แล้ว โดยเริ่มจากรัฐบาลจะต้องเข้มงวดกวดขันกับบุคคลที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติใดๆ ยิ่งผู้กระทำผิดมีอำนาจมากเท่าไรก็ยิ่งต้องลงโทษให้เด็ดขาดมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นขอให้เลิกวิธีการจับแพะมาบูชายัญ เพียงเพื่อจะทำสถิติผู้ถูกจับกุมให้ดูมากขึ้น โดยจับได้เพียงปลาซิวปลาสร้อย แต่ปล่อยปลาฉลามปลาวาฬให้รอดจากตาข่ายของกฎหมายไปได้เหมือนในอดีต รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อไปก็ตาม ควรจะต้องแสดงความจงรักภักดี โดยการแปรนโยบายเป็นการปฏิบัติให้ได้ นอกจากนั้นนโยบายการปลูกป่าเพื่อซ่อมแซม ซึ่งสูญเสียงบประมาณปีละมากๆ นั้น ก็ควรจะปรับทิศทางเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ให้มีบทบาทในการปลูกและรักษาป่าในพื้นที่ของตน เพื่อจะเป็นการสร้างป่าชุมชนอันเป็นสาธารณสมบัติต่อไป ส่วนองค์กรเอกชนต่างๆ ที่มีจิตใจอยากจะช่วยเหลือการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้นั้น รัฐบาลก็ควรจะส่งเสริมให้มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจ เช่น การลดภาษี หรือการให้รางวัลเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม และเป็นการสร้างค่านิยมที่ดีงาม
นอกจากนั้น รัฐบาลควรประสานขอความสนับสนุนจากองค์กรคณะสงฆ์ ซึ่งมีวัด สำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์ อยู่ในพื้นที่ป่าไม้ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อขอให้พระสงฆ์เป็นพลังสำคัญในการรักษาป่าไม้ ซึ่งจะเป็นผลดีกว่าวิธีการผลักดันให้พระสงฆ์ออกจากพื้นที่ป่าไม้โดยอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะหากตรวจสอบให้ชัดเจนก็จะเห็นว่า พื้นที่ใดที่มีพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า พื้นที่นั้นจะอนุรักษ์ป่าไม้ได้ดีกว่าไม่มีพระสงฆ์ เพราะสามารถสร้างศรัทธาญาติโยม ได้เห็นคุณประโยชน์ของป่าไม้ได้ดีกว่าทางราชการด้วยซ้ำไปรัฐบาลจึงควรมีบทบาทในการคุ้มครองพระสงฆ์ที่เป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร เพื่อจะให้เกิดผลดีมีประสิทธิภาพต่อการรักษาพื้นที่ป่าไม้ เพราะในอดีตนั้นมีคดีฆาตกรรมพระสงฆ์ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์จนมรณภาพไปแล้วหลายรูป โดยไม่สามารถจับกุมฆาตกรได้ ทั้งๆ ที่ก็รู้กันอยู่ว่ามีนายทุน นักการเมือง และข้าราชการในพื้นที่ร่วมสมคบกันอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นการกระทำในทำนอง “เชือดไก่ให้ลิงดู” ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวภัยมืดที่จะมาคุกคามทำร้ายพระสงฆ์จนไม่กล้าดำรงชีวิตอยู่ในป่าอีกต่อไป และหลังจากนั้นขบวนการลักลอบทำลายป่าก็เข้าบุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าวจนเป็นป่าเสื่อมโทรม แล้วก็นำไปออกเอกสารสิทธิ์เพื่อซื้อขายครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงทำให้เราเห็นบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต สวนส้ม ไร่ชา ฯลฯ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยไม่มีใครเกรงกลัวการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลย
สิ่งที่สำคัญที่จะสนองพระราชเสาวนีย์ได้ดีที่สุดคือ พลังเงียบของคนส่วนใหญ่ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า แต่ปัจจุบันนี้ทุกคนกำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อนและมลพิษ ทั้งทางน้ำและทางอากาศจนส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบันนี้อย่างรุนแรง และนับเป็น “ผู้เสียหาย” ตัวจริงเสียงจริงตามกฎหมาย พลังเงียบเหล่านี้จะต้องไม่นิ่งดูดายอีกต่อไป ในทางตรงกันข้ามจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เสมือนหนึ่งรักษา “ปอด” ของตนเอง เพราะปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย มีหน้าที่ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง แล้วส่งให้หัวใจสูบฉีดเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้น หากปอดมีปัญหาการทำงานแล้ว ก็ไม่สามารถส่งเลือดแดงให้หัวใจสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ จึงไม่สามารถดำรงชีวิตได้อีกต่อไปและตายในที่สุด ดังนั้น เราต้องเลิกพูดคำว่า “ไม่ใช่ธุระของเรา” ได้แล้วเพราะต้องคิดใหม่ว่าเรามีหน้าที่รักษาป่าเหมือนรักษาปอดของเรา และเริ่มใส่ใจในปัญหาตั้งแต่จากเรื่องเล็กๆ เพราะหากปล่อยไว้จะลุกลามจนเป็นปัญหาใหญ่โตจนไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต
ถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออนาคตของประเทศไทยก่อนที่จะไม่มีโอกาสแก้ไขได้ทันเวลา มาร่วมใจกัน “รักษาป่า” ให้เหมือนกับ “รักษาปอด” ของเราเอง โดยเริ่มต้นในปีมหามงคลนี้เพื่อจะได้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตและเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยพร้อมเพรียงกันด้วยเทอญ
ขออัญเชิญพระราชเสาวนีย์ (เพียงส่วนหนึ่ง) ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงพระราชทานแด่คณะบุคคลต่างๆ เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน อันนับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ทรงเตือนสติเราชาวไทย และนับเป็นการกระตุ้นเตือนจิตสำนึกของเราทั้งหลายได้อย่างดียิ่ง เพราะจะเห็นว่าทรงห่วงใยปัญหาป่าไม้ แหล่งน้ำ และสิ่งแวดล้อมเป็นอันดับหนึ่งทีเดียว
ดังนั้น เราทั้งหลายสมควรจะทบทวนตัวเองว่า ทำไมประเทศไทยของเราจึงแก้ไขปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าไม่ได้เสียที ทั้งๆ ที่รู้ทั้งรู้ว่าถ้าป่าไม้เสื่อมสูญไปแล้วละก็ จะก่อเกิดผลกระทบต่อแหล่งน้ำทั้งน้ำกินและน้ำใช้ รวมทั้งก่อเกิดมลพิษทางอากาศ อันเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของเราทุกคน ยิ่งโดยสภาวะของโลกปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับปัญหา “โลกร้อน” อย่างรุนแรงแล้ว ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงถึงอนาคตของอนุชนคนรุ่นหลังเสียเหลือเกินว่าจะอยู่กันได้อย่างไร เพราะอาจจะเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติทำลายชีวิตของมนุษย์โดยไม่เลือกหน้า จนบังเกิดความพินาศย่อยยับคาดไม่ถึงก็ได้ในอนาคต
วันนี้ ทุกฝ่ายจึงควรจะผนึกกำลังและสร้างความสามัคคีกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว เพื่อสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างเอาจริงเอาจังได้แล้ว โดยเริ่มจากรัฐบาลจะต้องเข้มงวดกวดขันกับบุคคลที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า โดยไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติใดๆ ยิ่งผู้กระทำผิดมีอำนาจมากเท่าไรก็ยิ่งต้องลงโทษให้เด็ดขาดมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นขอให้เลิกวิธีการจับแพะมาบูชายัญ เพียงเพื่อจะทำสถิติผู้ถูกจับกุมให้ดูมากขึ้น โดยจับได้เพียงปลาซิวปลาสร้อย แต่ปล่อยปลาฉลามปลาวาฬให้รอดจากตาข่ายของกฎหมายไปได้เหมือนในอดีต รัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลต่อไปก็ตาม ควรจะต้องแสดงความจงรักภักดี โดยการแปรนโยบายเป็นการปฏิบัติให้ได้ นอกจากนั้นนโยบายการปลูกป่าเพื่อซ่อมแซม ซึ่งสูญเสียงบประมาณปีละมากๆ นั้น ก็ควรจะปรับทิศทางเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละพื้นที่ ให้มีบทบาทในการปลูกและรักษาป่าในพื้นที่ของตน เพื่อจะเป็นการสร้างป่าชุมชนอันเป็นสาธารณสมบัติต่อไป ส่วนองค์กรเอกชนต่างๆ ที่มีจิตใจอยากจะช่วยเหลือการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้นั้น รัฐบาลก็ควรจะส่งเสริมให้มีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีมาตรการจูงใจ เช่น การลดภาษี หรือการให้รางวัลเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่สังคม และเป็นการสร้างค่านิยมที่ดีงาม
นอกจากนั้น รัฐบาลควรประสานขอความสนับสนุนจากองค์กรคณะสงฆ์ ซึ่งมีวัด สำนักสงฆ์ และที่พักสงฆ์ อยู่ในพื้นที่ป่าไม้ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อขอให้พระสงฆ์เป็นพลังสำคัญในการรักษาป่าไม้ ซึ่งจะเป็นผลดีกว่าวิธีการผลักดันให้พระสงฆ์ออกจากพื้นที่ป่าไม้โดยอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะหากตรวจสอบให้ชัดเจนก็จะเห็นว่า พื้นที่ใดที่มีพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมอยู่ในป่า พื้นที่นั้นจะอนุรักษ์ป่าไม้ได้ดีกว่าไม่มีพระสงฆ์ เพราะสามารถสร้างศรัทธาญาติโยม ได้เห็นคุณประโยชน์ของป่าไม้ได้ดีกว่าทางราชการด้วยซ้ำไปรัฐบาลจึงควรมีบทบาทในการคุ้มครองพระสงฆ์ที่เป็นนักอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำลำธาร เพื่อจะให้เกิดผลดีมีประสิทธิภาพต่อการรักษาพื้นที่ป่าไม้ เพราะในอดีตนั้นมีคดีฆาตกรรมพระสงฆ์ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์จนมรณภาพไปแล้วหลายรูป โดยไม่สามารถจับกุมฆาตกรได้ ทั้งๆ ที่ก็รู้กันอยู่ว่ามีนายทุน นักการเมือง และข้าราชการในพื้นที่ร่วมสมคบกันอยู่เบื้องหลัง ซึ่งเป็นการกระทำในทำนอง “เชือดไก่ให้ลิงดู” ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวภัยมืดที่จะมาคุกคามทำร้ายพระสงฆ์จนไม่กล้าดำรงชีวิตอยู่ในป่าอีกต่อไป และหลังจากนั้นขบวนการลักลอบทำลายป่าก็เข้าบุกรุกพื้นที่อนุรักษ์ดังกล่าวจนเป็นป่าเสื่อมโทรม แล้วก็นำไปออกเอกสารสิทธิ์เพื่อซื้อขายครอบครองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงทำให้เราเห็นบ้านพักตากอากาศ รีสอร์ต สวนส้ม ไร่ชา ฯลฯ ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยไม่มีใครเกรงกลัวการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเลย
สิ่งที่สำคัญที่จะสนองพระราชเสาวนีย์ได้ดีที่สุดคือ พลังเงียบของคนส่วนใหญ่ซึ่งแต่ก่อนไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า แต่ปัจจุบันนี้ทุกคนกำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อนและมลพิษ ทั้งทางน้ำและทางอากาศจนส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในปัจจุบันนี้อย่างรุนแรง และนับเป็น “ผู้เสียหาย” ตัวจริงเสียงจริงตามกฎหมาย พลังเงียบเหล่านี้จะต้องไม่นิ่งดูดายอีกต่อไป ในทางตรงกันข้ามจะต้องช่วยกันสอดส่องดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เสมือนหนึ่งรักษา “ปอด” ของตนเอง เพราะปอดเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย มีหน้าที่ฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดง แล้วส่งให้หัวใจสูบฉีดเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ดังนั้น หากปอดมีปัญหาการทำงานแล้ว ก็ไม่สามารถส่งเลือดแดงให้หัวใจสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้ตามปกติ จึงไม่สามารถดำรงชีวิตได้อีกต่อไปและตายในที่สุด ดังนั้น เราต้องเลิกพูดคำว่า “ไม่ใช่ธุระของเรา” ได้แล้วเพราะต้องคิดใหม่ว่าเรามีหน้าที่รักษาป่าเหมือนรักษาปอดของเรา และเริ่มใส่ใจในปัญหาตั้งแต่จากเรื่องเล็กๆ เพราะหากปล่อยไว้จะลุกลามจนเป็นปัญหาใหญ่โตจนไม่สามารถแก้ไขได้ในอนาคต
ถึงเวลาแล้วที่เราคนไทยจะต้องลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่ออนาคตของประเทศไทยก่อนที่จะไม่มีโอกาสแก้ไขได้ทันเวลา มาร่วมใจกัน “รักษาป่า” ให้เหมือนกับ “รักษาปอด” ของเราเอง โดยเริ่มต้นในปีมหามงคลนี้เพื่อจะได้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตและเพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยพร้อมเพรียงกันด้วยเทอญ


