.
คนไทยทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วเพียงแต่พูดภาษาคนได้และรู้จักภาษาคนตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป คนไทยเหล่านี้จะมีความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเพศของผู้คนในสังคมเป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะรู้เห็นการปฏิบัติกันอย่างโจ่งแจ้งเหมือนที่มีอยู่ในบางส่วนของสังคมทุกวันนี้ แต่ที่มีความรู้เรื่องจะมาจากเหตุผล 2 ประการคือ (1) จากสัญชาตญาณของสัตวโลกเช่นเดียวกับมด ปลวก กิ้งกือ ไส้เดือน ซึ่งในโลกนี้จะไม่มีใครสั่งสอนหรือตั้งโรงเรียนสอนหรือพิมพ์หนังสือแจกเหมือนนักวิชาการไทยทำกันอยู่ (2) ภาษาไทยมีคำพูดที่เกี่ยวข้องกับความรักและกามารมณ์มากมายที่นำมาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่นคำว่า “เอา” คำเดียว ไม่เพียงแต่จะหมายถึงการหยิบการคว้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือได้อะไรมา แต่เมื่อนำคำอีกคำหนึ่งมาประกอบเข้า แต่ความหมายทางเพศที่หมายถึงการสมสู่กันระหว่างหญิงชายมันก็เกิดขึ้น
สังคมไทยจึงเป็นสังคมโอฬารไปด้วยภาษาทางเพศและเกี่ยวกับเพศ
ไม่ว่าจะภาษาสำหรับคนชั้นสูงซึ่งอาจจะมีกระมิดกระเมี้ยนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ภาษาชาวบ้านไม่ว่าจะตามทุ่งไร่ปลายนาหรือตามถนนหนทางจะเต็มไปด้วยภาษาเกี่ยวกับเพศชนิดทั้งหนักทั้งเบาทั้งสิ้น
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความน่ารักและเต็มไปด้วยความหมายที่น่าอัศจรรย์เมื่อนำมาใช้กันอย่างถูกต้อง
และจำเป็นจะต้องใช้กันอย่างมากในทุกสถานที่ ซึ่งภาษาและถ้อยคำเหล่านี้จะออกมาในรูปบทกลอนหรือกวีทั้งระดับพื้นบ้านทั่วไปและในวรรณกรรมชั้นสูง
ไม่น่าจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องถ้าจะยืนยันว่า เกิดมาเป็นคนไทยแล้ว ถ้าไม่อยู่ในรั้วในวังหรือหมู่ชนชั้นสูงจนเกินไปแล้วจะชินกับเรื่องทางเพศ และกามารมณ์กันมาอย่างดีจากเพลงหรือวรรณกรรมพื้นบ้านเหล่านี้
“พี่ล่องเรือมาจากเมืองเหนือ พี่ล่องเรือจะมาขายไต้” นี่เป็นเพลงภาคกลางบทหนึ่งซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาอย่างง่ายที่บอกความประสงค์ต่อผู้หญิงที่ตนสนใจและต่อไปว่า “ให้แม่รับไต้พี่เอาไว้สักมัด เรื่องฬสเรื่องอัฐพี่ไม่คิดกำไร”
หรือในเพลงโคราชพูดถึงผัวเมียทะเลาะกัน มันก็จะลงเอยอย่างเดียวกันในด้านเพศและความหมายทางเพศอันเป็นลักษณะของภาษาไทย และความรื่นรมย์ของคนไทยในการใช้ภาษามาเป็นประโยชน์แก่ชีวิต
“โมโหหุนหันวิ่งขึ้นไปบนหอ” เป็นการบอกเล่าถึงผู้ชายที่กำลังทะเลาะกับเมียแล้วก็ต่อไปว่า “คว้าได้ไม้สมอหมายจะโมน (ตี) สมอง”
ฟังๆ แล้วก็น่ากลัวว่าผู้หญิงจะแหลกเพราะกระบองที่ผัวคว้าขึ้นไป แต่ก็กลับเป็นว่าในขณะที่จะฟาดเมียด้วยกระบองนั่นเองเมียก็ “เปิดอกอล่างฉ่าง ก็เลยต้องวางกระบอง”
คนไทยโบราณจะใช้ภาษาไทยเป็นการเล่นหรือเป็นเครื่องเล่นกันทุกระดับ หาความสนุกสนานจากการใช้ภาษาไทย ถึงแม้จะไม่ใช่เป็นบทกลอนก็สามารถใช้เป็นคำผวนซึ่งเต็มไปด้วยความหมายที่สนุกสนานกันทีเดียว
หรือจะเอาให้ยิ่งกว่านั้น การเล่นเพลงของสามัญชนทั่วไปทุกหนทุกแห่งจะไม่มีเรื่องอะไรอื่นนอกจากนำภาษาไทยมาเรียบเรียงและร้องโต้ตอบกันตามประเพณีที่จะต้องเกี่ยวกับเรื่องเพศและความสัมพันธ์ทางเพศทั้งสิ้นเช่น
“หญิง-ได้ยินเสียงชายเข้ามาร่ายเกริ่น-เอ่ยข้างแม่หนูก็ไม่เนิ่น-แล้วนอนใจ
จัดแจงแต่งตัวน้องไม่มัวอยู่ช้า ฟังเสียงใครมาแล้วว่าอยู่ทางไหน
ได้ยินเสียงแว่วๆ จับแก้วโยนี จะเป็นเสียงผีหรือยังไง
หรือเป็นเสียงคนเข้ามาปนเสียงหมา แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร”
“ชาย-พี่มายืนอยู่เป็นคู่ค่าอยู่เป็นครึ่ง มันไม่กระเทือนไปถึงบ้างหรืออย่างไร
เราเป็นคนเคยเห็นเคยได้เล่นกัน ใส่คะแนนสักพันก็ยังว่าได้
พุทโธ่เอ๋ยตาก็สาวออกแท้ๆ ทำเป็นอีแก่ไปเสียได้
เดือนหรือก็หงายฟ้าจะแตก ทำยังไงมันถึงแปลกไปเสียได้
เดี๋ยวไปเห็นม้าห้าขา จะหลงว่าเป็นปี่ชวา มันไม่ได้
มันก็ของดั้งของเดิมที่เคยเสริมเคยส่งน้องมาลืมมาหลงมันได้ยังไง”
หรืออาจจะสนุกสนานยิ่งไปกว่านั้น แต่ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงม่านรูดหรือซ่องโสเภณีอย่างในสมัยปัจจุบัน
หรืออาจจะยิ่งไปกว่านั้น บางทีก็ถือเป็นเรื่องสนุกสนานกันเช่น
“ชาย -เชิญเถิดแม่เชิญอย่าเนิ่นนาน ให้ลงมาจากบ้านเสียไวๆ
ฝูงหนุ่มก็กราวฝูงสาวก็เกรียวนุ่งแดงห่มเขียวหันมากมาย
อุ้มลูกจูงหลานนมยานโตงเตง มารอคอยฟังเพลงกันเหลือหลาย
แม่อย่าดัดจริตติดตลก เดี๋ยวสีดอมันจะกระดก...เฮ้ย เชียวนะไม่ได้”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในตลาดชนบททั่วประเทศในทุกเทศกาลจะครึกครื้นไปด้วยเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น
แต่ที่ประหลาดที่สุดก็คือจะไม่มีความเละเทะสกปรกในทางกามารมณ์เหมือนทุกวันนี้
ไม่มีการสร้างโรงแรม ไม่มีบังกะโลหรือลูกไม่มีพ่อทะลักกันออกมาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างทุกวันนี้
ความรักและความสัมพันธ์ทางเพศในทางปฏิบัติจริงจะทำไม่ได้หรือไม่มีใครนิยมทำกันหรือแม้แต่คิด ทุกคนจะต้องมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างที่สุนทรภู่ไว้ว่า
“เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่ อย่าชิงสุกก่อนหามไม่งามดี เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์” ผู้หญิงไทยทุกวันนี้ก็รับไม่ได้
ซึ่งดูเหมือนว่าคนไทยในสมัยโบราณทุกคนทุกชนชั้นจะยึดถือคำบอกกล่าวเพียงเท่านี้กันทั้งสังคมเหมือนกันหมด
หรืออาจจะถือว่ามันคือกฎเหล็กสำหรับความรักและความสัมพันธ์ทางเพศของผู้หญิงไทยทุกคนทุกชีวิตถือกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าหากใครกระทำนอกรีตนอกรอยไปจากนี้ดูเหมือนจะไม่สามารถอยู่ในสังคมของคนไทยได้อะไรทำนองนั้น
มันคืออะไรกัน?
คำตอบง่ายๆ ก็คือว่าคนไทยถือว่าการปฏิบัติตามคำสอนนี้มันเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ปู่ย่าตายายปฏิบัติกันมา และก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ทุกคนต้องยอมรับ
และสุนทรภู่อีกนั่นแหละที่เป็นคนรวบรวมกฎ และกรอบปฏิบัติที่นอกเหนือไปกว่านี้ว่าผู้หญิงที่มักมากไปด้วยความรักหรือไม่เคร่งครัดในเรื่องการมีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของคนโบราณนี้ว่า
“ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก เป็นโรครักเกิดมารศีรษะขน
ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน หมายประจัญจะดับที่อับอาย
รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด จะปกปิดเปลวไฟไม่เห็นหาย
เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย คงก่อกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา”
ในกาพย์สุรางคณางค์ของเก่าบทหนึ่งเขียนถึงความเสียหายชนิดเสียผู้เสียคนเพราะเรื่องประเภทนี้ของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตที่สำส่อนหรือมักง่ายทางเพศนี้ว่า
“มีครรภ์อ้อต้อ ไม่รู้จักพ่อ เป็นลูกกลางถนน ผู้หญิงอย่างนี้ อัปรีย์ยิ่งคน เขาเรียกอีป่น ชั่วจนมรณา”
ทั้งชีวิตผู้หญิงประเภทนี้จะไม่ได้รับอภัยใดๆ นอกจากกลายเป็น “อีป่น” ของสังคมไปเท่านั้น
แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ ถ้าหากใครทำตามระบบสังคมไทยและสังคมคนเอเชียสมัยเก่าแล้วจะกลายเป็นคนเชยล้าสมัยหรือไม่ทันเพื่อน เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องพยายามศึกษาหาความรู้และนำมาใช้ก็คือการใช้ชีวิตสำส่อนทางกามารมณ์ที่จะต้องยกเลิกความมียางอายให้สิ้นสุดให้ได้ และเราก็จะไปสนุกสนานกันให้ถึงที่สุด
ในบริเวณหมู่บ้านที่ผมอยู่มีซอกซอยเล็กๆ อยู่มาก เด็กที่พ่อแม่ออกทำงานหรือนั่งขายของอยู่ริมถนนจะเล่นหัวกันสนุกสนานไปเป็นพวกๆ แต่ผมก็แปลกใจตรงที่มีคนมาบอกให้ฟังว่า เขาเห็นเด็กหญิงชายคู่หนึ่งอายุไม่เกิน 7 หรือ 8 ขวบจะพากันไปแอบต้นไม้สุดซอยแล้วหันหน้าเข้าหากอดรัดกัน
นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางเพศของคนไทยสมัยนี้ ผู้หญิงส่วนมากที่พ่อแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่หรือต้องออกไปทำมาหากินต้องทิ้งบ้านทิ้งลูกหรือลูกที่เริ่มเข้าสู่วัยสาวแล้วปล่อยให้เข้ามาอยู่ในเมืองหรือในกรุงเทพฯ โดยอาศัยหอพักเป็นที่พึ่ง นั่นอาจจะยืนยันไปได้เลยว่าหล่อนจะไม่กล้ากระทำซ้ำในสิ่งที่โบราณเรียกว่า “อีป่น” กันให้วุ่นไปนั้นเป็นไปไม่ได้
นักแสวงหาอีป่นที่ว่านี้เคยเล่าให้ผมฟังว่า “ถ้ามันเคยแล้วมันทนไม่ได้หรอกครับ มันกลายเป็นนิสัยและเป็นความเคยชินไป ถ้าแม่เกิดชอบหน้าเราหรือเมื่ออยู่คนเดียวเหงาๆ นิดหน่อยเท่านั้น แถมเขาไปเถอะครับ ที่จะไม่เสร็จเราจะไม่มี”
ผมว่ามันเป็นเพราะการที่เราให้เด็กออกมาเรียนหนังสือและพบปะกันง่าย พ่อแม่ชาวอีสานคู่หนึ่งพูดถึงเรื่องนี้กับผมเมื่อไม่นานมานี้ “เด็กบ้านนอกทุกวันนี้ไม่รู้จักไร่จักนา และไม่มีรู้จักวัวควายหรือการทำมาหากินอะไรกันทั้งนั้น เด็กบ้านนอกทุกวันนี้ไม่ต้องออกไปตักน้ำตำข้าว และไม่ต้องหาผักหาปลามากินเหมือนสมัยก่อน ทุกอย่างมีขายและเราก็หาเงินมาซื้อกิน หน้าที่ของลูกทุกคนไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไปโรงเรียน ขนาดชั้นประถม 6 นี่ก็พินาศแล้ว ไม่ฟาดฟันกันเอง ครูบาอาจารย์หรือเพื่อนฝูงก็พาไปล่อกันและ ยิ่งต้องจากบ้านช่องไกลพ่อแม่พี่น้องไปอยู่ในเมืองเพื่อเรียนสูงๆ ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก ผมไม่เห็นลูกบ้านไหนมันรอดไปสักคน มันกลายเป็นประเพณีไปแล้วครับ”
ผมได้แต่ฟังเท่านั้น เพราะไม่มีทางทราบและไม่เห็นว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ปล่อยให้มันเลอะเทอะไปหมดแม้แต่หลวงพ่อหลวงพี่ในวัดก็ทำอื้อฉาวกันเต็มบ้านเต็มเมือง หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ไม่มีใครคุมใครหรือปกป้องใครได้
“เราจะไปดูแลห่วงใยอะไรมากนักก็ไม่ได้”
พ่อคนหนึ่งที่มาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ บอกผม “เพราะเราก็ต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาไปดูแลอะไรมัน ถึงจะรู้ว่ามันโกหกก็เลยต้องปล่อยมันไป อะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่กรรมเวรของมัน”
นั่นเป็นบทสรุป
ปัญหาความรักการสำส่อนทางเพศในสังคมไทยนับวันมีแต่จะรุ่งโรจน์ขึ้นประเทศชาติและสังคมจะมีพวก “อีป่น” มากขึ้นแต่ละวัน หรือถ้าไม่มองในแง่ร้ายกันจนเกินไป เราอาจจะมองเห็นภาพอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยคือแผ่นดินของเราจะช่วยกันผลิตสินค้าประเภทอีป่นพวกนี้จำหน่ายทั่วโลกแทนข้าวหอมมะลิก็ได้
ตอนนี้เรามีกระทรวงใหม่เกิดขึ้นมาหลายกระทรวงเพื่อสร้างคนให้เป็นคน สร้างกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาอีกกระทรวงหนึ่งด้วย แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นสับปะรด ตอนนี้กำลังเอาพุทธศาสนาไปทำลายโดยการสร้างหนังเรื่องพระพุทธเจ้าออกมาแจกชาวบ้านด้วยเงินแผ่นดิน 1,200 ล้านบาท
ก็อีก, คงได้งาบกันอร่อยเหาะไปเลย!
คนไทยทุกคน เมื่อเกิดมาแล้วเพียงแต่พูดภาษาคนได้และรู้จักภาษาคนตั้งแต่ 5 ขวบขึ้นไป คนไทยเหล่านี้จะมีความรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องเพศของผู้คนในสังคมเป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะรู้เห็นการปฏิบัติกันอย่างโจ่งแจ้งเหมือนที่มีอยู่ในบางส่วนของสังคมทุกวันนี้ แต่ที่มีความรู้เรื่องจะมาจากเหตุผล 2 ประการคือ (1) จากสัญชาตญาณของสัตวโลกเช่นเดียวกับมด ปลวก กิ้งกือ ไส้เดือน ซึ่งในโลกนี้จะไม่มีใครสั่งสอนหรือตั้งโรงเรียนสอนหรือพิมพ์หนังสือแจกเหมือนนักวิชาการไทยทำกันอยู่ (2) ภาษาไทยมีคำพูดที่เกี่ยวข้องกับความรักและกามารมณ์มากมายที่นำมาใช้ในรูปแบบต่างๆ เช่นคำว่า “เอา” คำเดียว ไม่เพียงแต่จะหมายถึงการหยิบการคว้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือได้อะไรมา แต่เมื่อนำคำอีกคำหนึ่งมาประกอบเข้า แต่ความหมายทางเพศที่หมายถึงการสมสู่กันระหว่างหญิงชายมันก็เกิดขึ้น
สังคมไทยจึงเป็นสังคมโอฬารไปด้วยภาษาทางเพศและเกี่ยวกับเพศ
ไม่ว่าจะภาษาสำหรับคนชั้นสูงซึ่งอาจจะมีกระมิดกระเมี้ยนอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ภาษาชาวบ้านไม่ว่าจะตามทุ่งไร่ปลายนาหรือตามถนนหนทางจะเต็มไปด้วยภาษาเกี่ยวกับเพศชนิดทั้งหนักทั้งเบาทั้งสิ้น
ภาษาไทยเป็นภาษาที่มีความน่ารักและเต็มไปด้วยความหมายที่น่าอัศจรรย์เมื่อนำมาใช้กันอย่างถูกต้อง
และจำเป็นจะต้องใช้กันอย่างมากในทุกสถานที่ ซึ่งภาษาและถ้อยคำเหล่านี้จะออกมาในรูปบทกลอนหรือกวีทั้งระดับพื้นบ้านทั่วไปและในวรรณกรรมชั้นสูง
ไม่น่าจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้องถ้าจะยืนยันว่า เกิดมาเป็นคนไทยแล้ว ถ้าไม่อยู่ในรั้วในวังหรือหมู่ชนชั้นสูงจนเกินไปแล้วจะชินกับเรื่องทางเพศ และกามารมณ์กันมาอย่างดีจากเพลงหรือวรรณกรรมพื้นบ้านเหล่านี้
“พี่ล่องเรือมาจากเมืองเหนือ พี่ล่องเรือจะมาขายไต้” นี่เป็นเพลงภาคกลางบทหนึ่งซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาอย่างง่ายที่บอกความประสงค์ต่อผู้หญิงที่ตนสนใจและต่อไปว่า “ให้แม่รับไต้พี่เอาไว้สักมัด เรื่องฬสเรื่องอัฐพี่ไม่คิดกำไร”
หรือในเพลงโคราชพูดถึงผัวเมียทะเลาะกัน มันก็จะลงเอยอย่างเดียวกันในด้านเพศและความหมายทางเพศอันเป็นลักษณะของภาษาไทย และความรื่นรมย์ของคนไทยในการใช้ภาษามาเป็นประโยชน์แก่ชีวิต
“โมโหหุนหันวิ่งขึ้นไปบนหอ” เป็นการบอกเล่าถึงผู้ชายที่กำลังทะเลาะกับเมียแล้วก็ต่อไปว่า “คว้าได้ไม้สมอหมายจะโมน (ตี) สมอง”
ฟังๆ แล้วก็น่ากลัวว่าผู้หญิงจะแหลกเพราะกระบองที่ผัวคว้าขึ้นไป แต่ก็กลับเป็นว่าในขณะที่จะฟาดเมียด้วยกระบองนั่นเองเมียก็ “เปิดอกอล่างฉ่าง ก็เลยต้องวางกระบอง”
คนไทยโบราณจะใช้ภาษาไทยเป็นการเล่นหรือเป็นเครื่องเล่นกันทุกระดับ หาความสนุกสนานจากการใช้ภาษาไทย ถึงแม้จะไม่ใช่เป็นบทกลอนก็สามารถใช้เป็นคำผวนซึ่งเต็มไปด้วยความหมายที่สนุกสนานกันทีเดียว
หรือจะเอาให้ยิ่งกว่านั้น การเล่นเพลงของสามัญชนทั่วไปทุกหนทุกแห่งจะไม่มีเรื่องอะไรอื่นนอกจากนำภาษาไทยมาเรียบเรียงและร้องโต้ตอบกันตามประเพณีที่จะต้องเกี่ยวกับเรื่องเพศและความสัมพันธ์ทางเพศทั้งสิ้นเช่น
“หญิง-ได้ยินเสียงชายเข้ามาร่ายเกริ่น-เอ่ยข้างแม่หนูก็ไม่เนิ่น-แล้วนอนใจ
จัดแจงแต่งตัวน้องไม่มัวอยู่ช้า ฟังเสียงใครมาแล้วว่าอยู่ทางไหน
ได้ยินเสียงแว่วๆ จับแก้วโยนี จะเป็นเสียงผีหรือยังไง
หรือเป็นเสียงคนเข้ามาปนเสียงหมา แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเสียงใคร”
“ชาย-พี่มายืนอยู่เป็นคู่ค่าอยู่เป็นครึ่ง มันไม่กระเทือนไปถึงบ้างหรืออย่างไร
เราเป็นคนเคยเห็นเคยได้เล่นกัน ใส่คะแนนสักพันก็ยังว่าได้
พุทโธ่เอ๋ยตาก็สาวออกแท้ๆ ทำเป็นอีแก่ไปเสียได้
เดือนหรือก็หงายฟ้าจะแตก ทำยังไงมันถึงแปลกไปเสียได้
เดี๋ยวไปเห็นม้าห้าขา จะหลงว่าเป็นปี่ชวา มันไม่ได้
มันก็ของดั้งของเดิมที่เคยเสริมเคยส่งน้องมาลืมมาหลงมันได้ยังไง”
หรืออาจจะสนุกสนานยิ่งไปกว่านั้น แต่ไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโรงม่านรูดหรือซ่องโสเภณีอย่างในสมัยปัจจุบัน
หรืออาจจะยิ่งไปกว่านั้น บางทีก็ถือเป็นเรื่องสนุกสนานกันเช่น
“ชาย -เชิญเถิดแม่เชิญอย่าเนิ่นนาน ให้ลงมาจากบ้านเสียไวๆ
ฝูงหนุ่มก็กราวฝูงสาวก็เกรียวนุ่งแดงห่มเขียวหันมากมาย
อุ้มลูกจูงหลานนมยานโตงเตง มารอคอยฟังเพลงกันเหลือหลาย
แม่อย่าดัดจริตติดตลก เดี๋ยวสีดอมันจะกระดก...เฮ้ย เชียวนะไม่ได้”
นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ที่มีอยู่ในตลาดชนบททั่วประเทศในทุกเทศกาลจะครึกครื้นไปด้วยเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น
แต่ที่ประหลาดที่สุดก็คือจะไม่มีความเละเทะสกปรกในทางกามารมณ์เหมือนทุกวันนี้
ไม่มีการสร้างโรงแรม ไม่มีบังกะโลหรือลูกไม่มีพ่อทะลักกันออกมาเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างทุกวันนี้
ความรักและความสัมพันธ์ทางเพศในทางปฏิบัติจริงจะทำไม่ได้หรือไม่มีใครนิยมทำกันหรือแม้แต่คิด ทุกคนจะต้องมีธรรมเนียมปฏิบัติอย่างที่สุนทรภู่ไว้ว่า
“เมื่อสุกงอมหอมหวนจึงควรหล่น อยู่กับต้นอย่าให้พรากไปจากที่ อย่าชิงสุกก่อนหามไม่งามดี เมื่อบุญมีคงจะมาอย่าปรารมภ์” ผู้หญิงไทยทุกวันนี้ก็รับไม่ได้
ซึ่งดูเหมือนว่าคนไทยในสมัยโบราณทุกคนทุกชนชั้นจะยึดถือคำบอกกล่าวเพียงเท่านี้กันทั้งสังคมเหมือนกันหมด
หรืออาจจะถือว่ามันคือกฎเหล็กสำหรับความรักและความสัมพันธ์ทางเพศของผู้หญิงไทยทุกคนทุกชีวิตถือกันอย่างเคร่งครัด ซึ่งถ้าหากใครกระทำนอกรีตนอกรอยไปจากนี้ดูเหมือนจะไม่สามารถอยู่ในสังคมของคนไทยได้อะไรทำนองนั้น
มันคืออะไรกัน?
คำตอบง่ายๆ ก็คือว่าคนไทยถือว่าการปฏิบัติตามคำสอนนี้มันเป็นวัฒนธรรมประเพณีที่ปู่ย่าตายายปฏิบัติกันมา และก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ทุกคนต้องยอมรับ
และสุนทรภู่อีกนั่นแหละที่เป็นคนรวบรวมกฎ และกรอบปฏิบัติที่นอกเหนือไปกว่านี้ว่าผู้หญิงที่มักมากไปด้วยความรักหรือไม่เคร่งครัดในเรื่องการมีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของคนโบราณนี้ว่า
“ชนิดนางอย่างนี้มีชุมนัก เป็นโรครักเกิดมารศีรษะขน
ต้องกินยาเข้าสุราพริกไทยปน หมายประจัญจะดับที่อับอาย
รักสนุกครั้นได้ทุกข์แล้วถอยคิด จะปกปิดเปลวไฟไม่เห็นหาย
เทพเจ้าท่านไม่เข้าด้วยคนร้าย คงก่อกายขึ้นให้เห็นไว้เป็นตรา”
ในกาพย์สุรางคณางค์ของเก่าบทหนึ่งเขียนถึงความเสียหายชนิดเสียผู้เสียคนเพราะเรื่องประเภทนี้ของผู้หญิงที่ใช้ชีวิตที่สำส่อนหรือมักง่ายทางเพศนี้ว่า
“มีครรภ์อ้อต้อ ไม่รู้จักพ่อ เป็นลูกกลางถนน ผู้หญิงอย่างนี้ อัปรีย์ยิ่งคน เขาเรียกอีป่น ชั่วจนมรณา”
ทั้งชีวิตผู้หญิงประเภทนี้จะไม่ได้รับอภัยใดๆ นอกจากกลายเป็น “อีป่น” ของสังคมไปเท่านั้น
แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ ถ้าหากใครทำตามระบบสังคมไทยและสังคมคนเอเชียสมัยเก่าแล้วจะกลายเป็นคนเชยล้าสมัยหรือไม่ทันเพื่อน เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่เราจะต้องพยายามศึกษาหาความรู้และนำมาใช้ก็คือการใช้ชีวิตสำส่อนทางกามารมณ์ที่จะต้องยกเลิกความมียางอายให้สิ้นสุดให้ได้ และเราก็จะไปสนุกสนานกันให้ถึงที่สุด
ในบริเวณหมู่บ้านที่ผมอยู่มีซอกซอยเล็กๆ อยู่มาก เด็กที่พ่อแม่ออกทำงานหรือนั่งขายของอยู่ริมถนนจะเล่นหัวกันสนุกสนานไปเป็นพวกๆ แต่ผมก็แปลกใจตรงที่มีคนมาบอกให้ฟังว่า เขาเห็นเด็กหญิงชายคู่หนึ่งอายุไม่เกิน 7 หรือ 8 ขวบจะพากันไปแอบต้นไม้สุดซอยแล้วหันหน้าเข้าหากอดรัดกัน
นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมทางเพศของคนไทยสมัยนี้ ผู้หญิงส่วนมากที่พ่อแม่ไม่มีเวลาเอาใจใส่หรือต้องออกไปทำมาหากินต้องทิ้งบ้านทิ้งลูกหรือลูกที่เริ่มเข้าสู่วัยสาวแล้วปล่อยให้เข้ามาอยู่ในเมืองหรือในกรุงเทพฯ โดยอาศัยหอพักเป็นที่พึ่ง นั่นอาจจะยืนยันไปได้เลยว่าหล่อนจะไม่กล้ากระทำซ้ำในสิ่งที่โบราณเรียกว่า “อีป่น” กันให้วุ่นไปนั้นเป็นไปไม่ได้
นักแสวงหาอีป่นที่ว่านี้เคยเล่าให้ผมฟังว่า “ถ้ามันเคยแล้วมันทนไม่ได้หรอกครับ มันกลายเป็นนิสัยและเป็นความเคยชินไป ถ้าแม่เกิดชอบหน้าเราหรือเมื่ออยู่คนเดียวเหงาๆ นิดหน่อยเท่านั้น แถมเขาไปเถอะครับ ที่จะไม่เสร็จเราจะไม่มี”
ผมว่ามันเป็นเพราะการที่เราให้เด็กออกมาเรียนหนังสือและพบปะกันง่าย พ่อแม่ชาวอีสานคู่หนึ่งพูดถึงเรื่องนี้กับผมเมื่อไม่นานมานี้ “เด็กบ้านนอกทุกวันนี้ไม่รู้จักไร่จักนา และไม่มีรู้จักวัวควายหรือการทำมาหากินอะไรกันทั้งนั้น เด็กบ้านนอกทุกวันนี้ไม่ต้องออกไปตักน้ำตำข้าว และไม่ต้องหาผักหาปลามากินเหมือนสมัยก่อน ทุกอย่างมีขายและเราก็หาเงินมาซื้อกิน หน้าที่ของลูกทุกคนไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไปโรงเรียน ขนาดชั้นประถม 6 นี่ก็พินาศแล้ว ไม่ฟาดฟันกันเอง ครูบาอาจารย์หรือเพื่อนฝูงก็พาไปล่อกันและ ยิ่งต้องจากบ้านช่องไกลพ่อแม่พี่น้องไปอยู่ในเมืองเพื่อเรียนสูงๆ ก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก ผมไม่เห็นลูกบ้านไหนมันรอดไปสักคน มันกลายเป็นประเพณีไปแล้วครับ”
ผมได้แต่ฟังเท่านั้น เพราะไม่มีทางทราบและไม่เห็นว่าเราจะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร ปล่อยให้มันเลอะเทอะไปหมดแม้แต่หลวงพ่อหลวงพี่ในวัดก็ทำอื้อฉาวกันเต็มบ้านเต็มเมือง หรือแม้แต่ครูบาอาจารย์ไม่มีใครคุมใครหรือปกป้องใครได้
“เราจะไปดูแลห่วงใยอะไรมากนักก็ไม่ได้”
พ่อคนหนึ่งที่มาทำงานก่อสร้างในกรุงเทพฯ บอกผม “เพราะเราก็ต้องทำมาหากิน ไม่มีเวลาไปดูแลอะไรมัน ถึงจะรู้ว่ามันโกหกก็เลยต้องปล่อยมันไป อะไรจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่กรรมเวรของมัน”
นั่นเป็นบทสรุป
ปัญหาความรักการสำส่อนทางเพศในสังคมไทยนับวันมีแต่จะรุ่งโรจน์ขึ้นประเทศชาติและสังคมจะมีพวก “อีป่น” มากขึ้นแต่ละวัน หรือถ้าไม่มองในแง่ร้ายกันจนเกินไป เราอาจจะมองเห็นภาพอีกอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทยคือแผ่นดินของเราจะช่วยกันผลิตสินค้าประเภทอีป่นพวกนี้จำหน่ายทั่วโลกแทนข้าวหอมมะลิก็ได้
ตอนนี้เรามีกระทรวงใหม่เกิดขึ้นมาหลายกระทรวงเพื่อสร้างคนให้เป็นคน สร้างกระทรวงวัฒนธรรมขึ้นมาอีกกระทรวงหนึ่งด้วย แต่ก็ยังไม่มีอะไรเป็นสับปะรด ตอนนี้กำลังเอาพุทธศาสนาไปทำลายโดยการสร้างหนังเรื่องพระพุทธเจ้าออกมาแจกชาวบ้านด้วยเงินแผ่นดิน 1,200 ล้านบาท
ก็อีก, คงได้งาบกันอร่อยเหาะไปเลย!


