ซันโย เร่งเครื่องทำตลาดหนัก เบนเข็มรุกตลาดดิจิตอลเต็มสูบ ล่าสุดเปิดตัวรุ่นใหม่กระตุ้นตลาดต่อ โวปีหน้าขยับแชร์เป็น 5% พร้อมกับควักเม็ดเงินขั้นต่ำ 466 ล้านบาทขยายโรงงาน หวังขยายไลน์สินค้าเป็นฐานส่งออกทั่วโลก ประกาศลั่นขอระยะเวลา 2 ปี ฟันรายได้รวมเพิ่มได้กว่า 3 พันล้านบาท
นายสึโตมุ โมริโมโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯได้จัดตั้ง บริษัท ซันโย คอมเมอร์เชียล โซลูชั่น ไทยแลนด์ จำกัด ขึ้นมาใหม่ภายหลังจากช่วงเดือนมีนาคม ได้ขายหุ้นบางส่วนคือโรงงานที่ผลิตตู้เย็น ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีให้กับ บริษัท ไฮเออร์ จำกัด ซึ่งถือหุ้น 87% แต่บริษัทฯยังมีหุ้นเหลืออยู่ 10% สาเหตุที่เลือกขายหุ้นให้นักธุรกิจอื่นเข้ามาพัฒนาเนื่องจากจะง่ายต่อการทำตลาดและหันมาโฟกัสธุรกิจที่มีความชำนาญมากกว่า
ทั้งนี้ในเบื้องต้นบริษัทฯจะใช้งบประมาณ 466 ล้านบาท ลงทุนเพิ่มในโรงงานใหม่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ติดตั้งระบบเครื่องจักร ขยายไลน์สินค้า ให้เป็นฐานส่งออกของโลก อาทิ อาเซียน ยุโรป ตะวันออกกลาง ทั้งในส่วนของ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งประกอบด้วย 1.คอมเมอร์เชียล (ตู้แช่ สินค้าอื่นๆ) 2.คอนซูเมอร์ (เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น ทีวี เครื่องฟอกอากาศ ) และ 3.ดิจิตอล (กล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องดิจิตอลมือถือ) ให้มีศักยภาพทำงานมากขึ้น ซึ่งจากเดิมภายหลังจากได้ขายหุ้นไปแล้วบริษัทฯให้บริษัทอื่นผลิตให้บ้างเป็นบางส่วน
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานขณะนี้อยู่ระหว่างการวางระบบอยู่ ทั้งระบบตู้แช่อาหารสด ตู้แช่เค้กฯลฯ ซึ่งคาดว่าถ้ากระบวนทำงานเสร็จเรียบร้อยจะเป็นฐานส่งออกทั่วโลกที่มีความแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้หลังจากเปลี่ยนระบบใหม่เชื่อว่าอีก 2 ปี หรือ ในปีพ.ศ.2552 บริษัทฯจะสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการขายสินค้าของ 3 กลุ่มหลักให้เท่ากัน เพราะจะง่ายต่อการทำตลาด จากเดิมที่สัดส่วนยอดขายหลักจะเป็นคอนซูเมอร์70%
“การที่บริษัทฯจำเป็นต้องปรับสัดส่วนการขายของสินค้าในแต่ละกลุ่มเท่ากัน จากที่มีสัดส่วนการขายเป็นกลุ่มคอนซูเมอร์เป็นหลัก เพราะแนวโน้มการแข่งขันธุรกิจคอนซูเมอร์ (เครื่องใช้ไฟฟ้า)มีการแข่งขันที่รุนแรงและมีผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจและทุ่มเม็ดเงินกับธุรกิจนี้มาก อีกทั้งมองว่าเทรนด์ของกล้องดิจิตอลมาแรงมาก การที่เรามุ่งทำตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี”
ทั้งนี้บริษัทฯได้เตรียมงบ 20 ล้านบาท จัดทำตลาดส่งเสริมการขายในกลุ่มของกล้องทั้งหมดในปีนี้เพื่อเป็นการมุ่งเน้นการทำตลาดอย่างจริงจังให้ได้มากที่สุด ล่าสุดบริษัทฯได้เปิดตัวกล้องดิจิตอล “แซคติ ดิจิตอล มูฟวี่ คาเมร่า” รุ่น VPC-CA65 ซึ่งเป็นรุ่นบันทึกภาพและสามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้ในระยะลึกถึง 1.5 เมตร ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ในราคา 20,990 บาทมากระตุ้นตลาดต่อและจะขายผ่านช่องทางขายที่มีทั้งหมดในปัจจุบันอยู่ประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ โดยสินค้าตัวใหม่ จะจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชอบกีฬาทางน้ำ ในขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯมี กล้องมูฟวี่กล้องถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในน้ำลึก 7 รุ่น
ทั้งนี้การเปิดตัวกล้องใหม่เชื่อว่าจะสามารถสอดรับความต้องการกับกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบสินค้าใหม่ที่ล้ำสมัยและเป็นการกระตุ้นตลาดยอดขายกลุ่มนี้เพิ่มได้อีก และเชื่อว่าภายในปี 2551 จะสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดในกล้องดิจิตอล 5% จากปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 2-3%
อย่างไรก็ตามจากการปรับระบบใหม่รวมทั้งการขยายโรงงานใหม่เชื่อว่าภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้จะสามารถมีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ในขณะที่ผลประกอบการปีนี้จะมีมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายเล็กน้อยจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 2,500 ล้านบาท เนื่องจากตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและกล้องดิจิตอลมีการแข่งขันที่มากขึ้น
นายสึโตมุ โมริโมโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซันโย (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯได้จัดตั้ง บริษัท ซันโย คอมเมอร์เชียล โซลูชั่น ไทยแลนด์ จำกัด ขึ้นมาใหม่ภายหลังจากช่วงเดือนมีนาคม ได้ขายหุ้นบางส่วนคือโรงงานที่ผลิตตู้เย็น ที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรีให้กับ บริษัท ไฮเออร์ จำกัด ซึ่งถือหุ้น 87% แต่บริษัทฯยังมีหุ้นเหลืออยู่ 10% สาเหตุที่เลือกขายหุ้นให้นักธุรกิจอื่นเข้ามาพัฒนาเนื่องจากจะง่ายต่อการทำตลาดและหันมาโฟกัสธุรกิจที่มีความชำนาญมากกว่า
ทั้งนี้ในเบื้องต้นบริษัทฯจะใช้งบประมาณ 466 ล้านบาท ลงทุนเพิ่มในโรงงานใหม่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ติดตั้งระบบเครื่องจักร ขยายไลน์สินค้า ให้เป็นฐานส่งออกของโลก อาทิ อาเซียน ยุโรป ตะวันออกกลาง ทั้งในส่วนของ 3 กลุ่มหลัก ซึ่งประกอบด้วย 1.คอมเมอร์เชียล (ตู้แช่ สินค้าอื่นๆ) 2.คอนซูเมอร์ (เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน เช่น ทีวี เครื่องฟอกอากาศ ) และ 3.ดิจิตอล (กล้องถ่ายภาพนิ่ง กล้องดิจิตอลมือถือ) ให้มีศักยภาพทำงานมากขึ้น ซึ่งจากเดิมภายหลังจากได้ขายหุ้นไปแล้วบริษัทฯให้บริษัทอื่นผลิตให้บ้างเป็นบางส่วน
สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานขณะนี้อยู่ระหว่างการวางระบบอยู่ ทั้งระบบตู้แช่อาหารสด ตู้แช่เค้กฯลฯ ซึ่งคาดว่าถ้ากระบวนทำงานเสร็จเรียบร้อยจะเป็นฐานส่งออกทั่วโลกที่มีความแข็งแกร่ง พร้อมกันนี้หลังจากเปลี่ยนระบบใหม่เชื่อว่าอีก 2 ปี หรือ ในปีพ.ศ.2552 บริษัทฯจะสามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการขายสินค้าของ 3 กลุ่มหลักให้เท่ากัน เพราะจะง่ายต่อการทำตลาด จากเดิมที่สัดส่วนยอดขายหลักจะเป็นคอนซูเมอร์70%
“การที่บริษัทฯจำเป็นต้องปรับสัดส่วนการขายของสินค้าในแต่ละกลุ่มเท่ากัน จากที่มีสัดส่วนการขายเป็นกลุ่มคอนซูเมอร์เป็นหลัก เพราะแนวโน้มการแข่งขันธุรกิจคอนซูเมอร์ (เครื่องใช้ไฟฟ้า)มีการแข่งขันที่รุนแรงและมีผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจและทุ่มเม็ดเงินกับธุรกิจนี้มาก อีกทั้งมองว่าเทรนด์ของกล้องดิจิตอลมาแรงมาก การที่เรามุ่งทำตลาดที่มีความหลากหลายมากขึ้น เชื่อว่าจะเป็นการเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี”
ทั้งนี้บริษัทฯได้เตรียมงบ 20 ล้านบาท จัดทำตลาดส่งเสริมการขายในกลุ่มของกล้องทั้งหมดในปีนี้เพื่อเป็นการมุ่งเน้นการทำตลาดอย่างจริงจังให้ได้มากที่สุด ล่าสุดบริษัทฯได้เปิดตัวกล้องดิจิตอล “แซคติ ดิจิตอล มูฟวี่ คาเมร่า” รุ่น VPC-CA65 ซึ่งเป็นรุ่นบันทึกภาพและสามารถถ่ายภาพใต้น้ำได้ในระยะลึกถึง 1.5 เมตร ถ่ายได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ในราคา 20,990 บาทมากระตุ้นตลาดต่อและจะขายผ่านช่องทางขายที่มีทั้งหมดในปัจจุบันอยู่ประมาณ 400 แห่งทั่วประเทศ โดยสินค้าตัวใหม่ จะจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ชอบกีฬาทางน้ำ ในขณะที่ปัจจุบันบริษัทฯมี กล้องมูฟวี่กล้องถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในน้ำลึก 7 รุ่น
ทั้งนี้การเปิดตัวกล้องใหม่เชื่อว่าจะสามารถสอดรับความต้องการกับกลุ่มคนที่มีความชื่นชอบสินค้าใหม่ที่ล้ำสมัยและเป็นการกระตุ้นตลาดยอดขายกลุ่มนี้เพิ่มได้อีก และเชื่อว่าภายในปี 2551 จะสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดในกล้องดิจิตอล 5% จากปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 2-3%
อย่างไรก็ตามจากการปรับระบบใหม่รวมทั้งการขยายโรงงานใหม่เชื่อว่าภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้จะสามารถมีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท ในขณะที่ผลประกอบการปีนี้จะมีมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ลดลงจากเป้าหมายเล็กน้อยจากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 2,500 ล้านบาท เนื่องจากตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและกล้องดิจิตอลมีการแข่งขันที่มากขึ้น


