xs
xsm
sm
md
lg

ไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพุทธศาสนา

เผยแพร่:   โดย: ยอดธง ทับทิวไม้

“อันเรื่องราวกล่าวความพลายงามน้อย ค่อยเรียบร้อยเรียนรู้ครูทองประศรี
ทั้งขอมไทยได้สิ้นก็ยินดี เรียนคัมภีร์พุทธเพทพระเวทมนตร์
ปัถมังตั้งตัวนะปัดตลอด แล้วถอนถอดถูกต้องเป็นล่องหน
หัวใจกริดอิทธิเจเสน่ห์กล แล้วเล่ามนต์เสกขมิ้นกินน้ำมัน
เข้าในห้องลองวิชาประสาเด็ก แทงจนเหล็กแหลมลู่ยู่ขยั้น
มหาทะมึนยืนยงคงกระพัน ทั้งเลขยันต์ลากเหมือนไม่เคลื่อนคลาย
แล้วทำตัวหัวใจอิติปิโส สะเดาะโซ่ตรวนได้ดังใจหมาย
สะกดคนมนต์จังงังกำบังกาย เมฆฉายสูรย์จันทร์ขยันดี
ทั้งเรียนธรรมกรรมฐานนิพพานสูตร ร้องเรียกภูตพรายปราบกำหราบผี
ผูกพยนต์หุ่นหญ้าเข้าราวี ทองประศรีสอนหลานชำนาญมา”

(ขุนช้างขุนแผน)

ข้อความทั้งหมดนี้เป็นข้อความที่คนโบราณมีความชำนาญทางด้านคาถาอาคม และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่จะต้องรู้ต้องเรียนและฝึกฝนเป็นลำดับ ก่อนที่จะอ้างตัวว่าเป็นอาจารย์มีความชำนาญในการที่จะบังคับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาทำประโยชน์แก่ผู้คนทั้งปวงนั้น จะต้องเรียนรู้ขั้นตอนของการเป็นอาจารย์ที่รู้จักกันในสมัยโบราณว่า “นะปัดตลอด” คือจะต้องมีความเชี่ยวชาญในขั้นตอนต่างๆ ของวิชาหรือเป็นอาจารย์ผู้ชำนาญคาถาอาคม อย่างขุนแผนที่ว่าเก่งและเชี่ยวชาญในการใช้คาถาอาคมและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเพิ่งรู้ประสีประสาเรื่อยมาจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่

สังคมไทยโบราณเป็นสังคมที่มีความเชื่อมั่นในการใช้คาถาอาคมว่าจะสามารถช่วยให้ผู้คนที่เชื่อถือประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ถ้าหากว่าใช้เป็นหรือเป็นผู้เชี่ยวชาญทางไสยศาสตร์เก่งคาถาอาคมนั้น จะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์และข้อบังคับมากมาย และฝึกฝนอบรมกันอย่างหนัก ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะเที่ยวเอาผ้าเหลืองมาห่มแล้วบอกกล่าวแก่ชาวบ้านว่าเป็นผู้วิเศษอะไรไม่ได้เด็ดขาด หรือหาเศษหินเศษดินมาบดทำผงสร้างจตุคามฯ

ตอนนี้สังคมไทยที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นก็เกิด พร้อมกับการเกิดขึ้นของจตุคามรามเทพที่ถือว่าเป็นเครื่องรางที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์มหัศจรรย์มากมาย ถึงกับมีหนังสือพิมพ์บางฉบับลงภาพสิ่งมหัศจรรย์ที่ช่วยให้ประชาชนที่มีความหวังหรือไม่มีทางออกให้แก่ชีวิตเชื่อว่าเป็นเครื่องรางที่มีอิทธิฤทธิ์ที่จะบันดาลอะไรให้แก่ใครต่อใครได้ตามแต่ใครจะต้องการอะไร แม้แต่การถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ถึงสองคนพร้อมกันเพียงแค่ฝันถึงองค์จตุคามรามเทพในคืนเดียวกันเท่านั้น

ข่าวที่น่าตื่นเต้นของผู้วิเศษถึงขั้นสามารถปลุกเสกจตุคามรามเทพที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้วให้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งหนักขึ้นไปอีก หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวว่า

“พระครูสังฆรักษ์ปรานพ ฐิตคันโธ หรือหลวงหนุ่ย ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหงส์ประดิษฐารามหรือวัดคอหงส์ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เข้าพิธีบวงสรวงปลุกเสกจตุคามรามเทพ แสดงท่ารำหอกดาบ บางครั้งทำท่าคล้ายรำมวยจีน”

การที่พระหรือพวกอลัชชีแห่งวงการสงฆ์อวดอุตริว่าสามารถปลุกเสกจตุคามรามเทพให้มีฤทธิ์เดชขึ้นนี้ทำให้โฆษกมหาเถรสมาคมสงสัยลีลาการบวงสรวงปลุกเสกแบบนี้ว่ามีค่อนข้างมากถึงกับเตือนออกมาว่าการร่ายรำแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องของพระผิดสมณสารูป

อีกรายหนึ่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นพระรูปหนึ่งชื่อพระสมเกียรติที่มาวุ่นวายในพิธีปลุกเสกจตุคามรามเทพครั้งนี้ยอมให้การต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าหลวงพี่ได้บวชมาแล้วเป็นเวลา 10 พรรษา เมื่อกระแสจตุคามรามเทพเป็นที่นิยมจึงเดินทางมาจังหวัดนครศรีธรรมราช ตอนกลางวันจะไปวนเวียนแถววัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และศาลหลักเมืองเพื่อแฝงตัวเข้าร่วมพิธีปลุกเสกรายได้ดีมาก ปัจจุบันไปเช่าบ้านหลังหนึ่งย่านชานเมืองเพื่อใช้เป็นที่หลับนอนในตอนกลางคืนและจะเช่าวีซีดีลามกไปดูก่อนนอนเป็นประจำ

อย่างนี้ก็มี!

มันเป็นการเยาะเย้ยจตุคามรามเทพว่าความจริงพระชื่อนี้ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย แต่ความเป็นความตายหรือความศักดิ์สิทธิ์นั้นขึ้นอยู่กับการร้องการรำมโนราห์ของหลวงหนุ่ย ซึ่งทั้งหมดเป็นการอาศัยความนิยมในจตุคามรามเทพหลอกลวงชาวบ้านเป็นเครื่องมือทำมาหากินเท่านั้น

ถ้าหากจตุคามรามเทพเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ก็เป็นเรื่องของท่าน ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหลวงหนุ่ยแม้แต่นิดเดียว

เมืองไทยนั้นเป็นเมืองที่นับถือพุทธศาสนาที่ซึมเข้าไปในเลือดเนื้อในจิตใจของคนไทยทุกคน จนกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นคนไทยนั้นต้องนับถือพุทธศาสนา ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาแต่ยุคใดสมัยใด แต่ในขณะเดียวกัน คนไทยก็มีความเชื่ออยู่อีกประการหนึ่งคือเชื่อถือเวทมนตร์คาถาหรือของขลัง ซึ่งไม่ใช่พุทธศาสนาแต่เป็นศาสนาของพราหมณ์ที่นับถือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตามความเชื่อของพราหมณ์ที่สืบทอดมาสู่คนไทยและประเทศไทยหรือคนในเอเชียบางส่วน เช่น เขมร และลาว ในรูปของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือชีวิตคนธรรมดาที่จะสามารถบันดาลอะไรให้แก่มนุษย์ได้ ซึ่งจะเกิดจากความเชื่อศรัทธาบนบานศาลกล่าวกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ว่านั้นก็จะเข้ามาช่วยเหลือ

แต่ทางด้านพุทธศาสนานั้น ไม่ถือว่ามีอำนาจหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ โชคดี โชคร้าย และความสำเร็จทุกอย่างในตัวเองขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเอง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเกิดมาเป็นคนนั้น ใครทำดีก็ได้ดี ใครทำชั่วก็ได้ชั่ว

ไม่มีอภินิหาริย์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน

แต่กระนั้นก็ตาม คนไทยเฉพาะคนโบราณก็เชื่อถือกันมาว่า นอกจากจะทำความดีหรือไม่ดีก็ตาม แต่ที่หวังจะได้แน่ๆ ก็คือจากการดลบันดาลขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ตนเชื่อถือ หรือหามาเป็นที่พึ่ง ไม่ว่าจะเป็นคาถาอาคมหรือรูป เช่น จตุคามรามเทพ หรือพระสมเด็จราคาเป็นแสนที่ทำชื่อเสียง เฉพาะอย่างยิ่ง นักรบและขุนศึกของไทยสมัยโบราณทุกคนซึ่งจะต้องเรียนตำราพิชัยสงครามที่เต็มไปด้วยรายละเอียดและกฎเกณฑ์มากมาย จะต้องมีความรู้ความชำนาญในเรื่องคาถาอาคมอย่างดียิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟันไม่เข้า ยิงไม่ออก อยู่ยงคงกระพันทุกอย่าง ซึ่งผู้ศึกษาในเรื่องเหล่านี้จะต้องทุ่มเทชีวิตทั้งชีวิตเพื่อเล่าเรียนจดจำแม้แต่ตัวอักษรทุกตัวที่จะต้องท่องจำซึ่งทุกคำจะเป็นอักษรขอมหรือภาษาเขมรจึงจะถือว่าศักดิ์สิทธิ์และขลัง เฉพาะอย่างยิ่งการทำเสน่ห์มหานิยมซึ่งใช้สำหรับสะกดหัวใจผู้หญิง แม้แต่เวทมนตร์คาถาสำหรับรักษาความเจ็บไข้ได้ป่วยที่สามารถหายได้อย่างอัศจรรย์ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยรุนแรงประการใดการใช้เวทมนตร์หรือคาถาอาคมในสมัยที่สังคมไทยไม่มีกระทรวงสาธารณสุขและมีโรงพยาบาล คนไทยรู้จักความรู้วิชาการเหล่านี้สั้นๆ ด้วยคำว่า ไสยศาสตร์

ผู้รู้เรื่องเก่าแก่เหล่านี้ท่านหนึ่งซึ่งวายชนม์ไปแล้ว เคยอธิบายว่า

“มนต์คาถาที่พวกเรานิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้นั้น รากฐานเดิมเนื่องมาจากเวทมนตร์ของศาสนาพราหมณ์ เพราะพระพุทธศาสนาก็มีมูลฐานมาจากศาสนาพราหมณ์นั่นเอง เพราะศาสนาพราหมณ์ปลุกเสกต่างมั่นคงเลื่อมใสในลัทธิไสยศาสตร์มาก มีการใช้มนต์คาถากันแพร่หลายยิ่งขึ้นจึงได้คิดดัดแปลงแก้ไขนำวิธีทางไสยศาสตร์มาใช้ โดยได้แก้ไขตัดตอนเอาเนื้อมนต์เดิมของพราหมณ์เสียใหม่ บรรจุพระพุทธมนต์เข้าไปแทน เพราะมาคิดเห็นว่า แม้มนต์พราหมณ์ยังรุ่งเรืองมีอานุภาพมาก ถ้าเป็นพระพุทธมนต์คงจะศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีก”

ความแตกต่างระหว่างพุทธกับพราหมณ์มีอยู่น้อยมาก หรืออาจจะพูดได้ว่าการใช้เวทมนตร์คาถาทั้งพุทธและพราหมณ์นั้นก็จะเหมือนกัน ความแตกต่างขึ้นอยู่กับบทสวดและพิธีกรรมอื่นๆ เพื่อความขลังแบบศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

ความขลังและศักดิ์สิทธิ์ของพิธีพราหณ์จะมาจากอิทธิพลภายนอก ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้หรือเข้าใจได้ว่าเป็นอะไร ในขณะที่ทางพุทธศาสนานั้นความศักดิ์สิทธิ์จะมาจากภายในของผู้เชื่อถือเองซึ่งจะได้ผลดีมากน้อยหรือไม่ดีเท่าที่ควร เกิดจากสภาพจิตและความเชื่อมั่นของผู้เชื่อถือเอง เฉพาะอย่างยิ่งการกระทำของแต่ละบุคคลหรือกรรมของแต่ละบุคคลที่มีอยู่ในชีวิตว่าได้กระทำกรรมอะไรมามากน้อยเพียงไรหรือไม่ ผู้ประกอบกรรมดีย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดี ผู้ประกอบกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว ไม่ใช่ว่าใครจะสวดมนต์หรือแสดงความเคารพบูชาสักเพียงไรก็ตาม แต่ถ้าหากบุคคลผู้นั้นประกอบกรรมชั่วมาก่อนหรือมีกรรมเก่าที่ยังไม่ได้ชดใช้ก็จะไม่ได้ผลดีใดๆ ขึ้นมา

นี่คือเหตุผลพุทธกับพราหมณ์ได้ผูกพันกันมาจนเกือบจะแยกไม่ออกว่าอะไรคือพุทธอะไรคือพราหมณ์ หรือต้องรับเอาทั้งสองอย่างเพื่อให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์หนักยิ่งขึ้นไปอีก

คนที่จะศึกษาเล่าเรียนจนเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้จะต้องเสียสละ และบากบั่นจริงจึงจะได้เป็นครูบาอาจารย์ที่ประสบความสำเร็จ

คนไทยเวลานี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นถึง 65 ล้านคน ส่วนมากจะยากจนอย่างหนัก แต่คนที่ร่ำรวยหากินอยู่ได้ก็โดยอาศัยการขูดรีดชาวบ้านที่จะพอมีพอกินสบายๆ นั้นไม่ง่ายนัก เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์ที่ชำนาญทางด้านไสยศาสตร์และของขลังที่จะนำมาช่วยให้คนร่ำรวยขึ้นมาง่ายๆ นั้น คงจะหายากมาก ถ้าจะหาอาจารย์ขมังเวทต่างๆ ที่เหลืออยู่ไม่กี่คน ทุกวันนี้ถ้าสร้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเวทมนตร์คาถาที่มีอิทธิฤทธิ์ให้ร่ำรวยหรือให้มีกินมีใช้ขึ้นมาได้อย่างไม่ถึงกับต้องลำบากนักคงช่วยได้ไม่กี่คน เพราะดูเหมือนว่าครูบาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญในไสยศาสตร์ขมังเวทที่โบราณเคยมีนั้นจะหมดลงไปแล้วหรืออาจจะเหลืออยู่ก็ไม่กี่คน ก็คงช่วยอะไรไม่ได้มาก

เฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาของชาติไทย ไม่มีแต่ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนเท่านั้น ความเลวร้ายนานาชนิดที่ไม่ควรเกิดก็เกิด แม้แต่จากเรื่องเล็กๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เช่น กรณีการเดินขบวนบุกบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์เพื่อขับไล่ให้ลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี โดยมีการก่อกวนต่อสู้กับตำรวจด้วยกำลังอาวุธที่ทำให้ตำรวจบาดเจ็บไปหลายนาย และเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเพราะรัฐบาลปฏิวัติปกครองบ้านเมืองด้วยการสมานฉันท์ ไม่ว่าคนไทยจะมีเวทมนตร์คาถาศักดิ์สิทธิ์เพียงไรหรือมีของขลังวิชาอาคมใหม่ๆ เช่น จตุคามรามเทพของพราหมณ์เข้ามาหากินอยู่ในประเทศ ก็ดูเหมือนไม่มีอะไรจะศักดิ์สิทธิ์พอที่จะแก้ไขปัญหาความชั่วร้ายของคนไทยบางพวกได้

สาธุ!!
กำลังโหลดความคิดเห็น...