xs
xsm
sm
md
lg

ศาลฎีกายืนคำพิพากษาสั่งประหาร“หมอวิสุทธิ์”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ผู้จัดการรายวัน-ศาลฎีกาพิพากษายืนประหารชีวิต“หมอวิสุทธิ์”ฆ่าชำแหละศพ “พญ.ผัสพร”เมียตัวเอง ด้านทนายเตรียมยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ อ้างคุณประโยชน์วิชาชีพแพทย์ช่วยผู้ป่วยต้องขัง ขณะที่พ่อเหยื่อ น้ำตาคลอเบ้า ขอบคุณศาล-ตร.ให้ความเป็นธรรม กลับบ้านจุดธูปบอกวิญญาณลูกคนผิดรับกรรมแล้ว

วานนี้(25 ก.ค.)ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ สนามหลวง ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขแดงที่ 2236-7 / 2550 ระหว่างนายโชติ วัฒนเชษฐ์ และพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตสูตินารีแพทย์ รพ.จุฬา ฯ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฆ่า พญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ อดีตสูตินารีแพทย์ รพ.บุรฉัตรไชยากร หรือ รพ.รถไฟ ภรรยาตนเองโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซ่อนเร้น ทำลายศพ กักขังหน่วงเหนี่ยว ปลอมแปลงเอกสาร คดีนี้ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้ประหารชีวิตจำเลย ต่อมาจำเลยยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้วข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสองนำสืบและที่จำเลยรับในฎีกาฟังเป็นที่ยุติว่า จำเลยและผู้ตายเป็นสามีภรรยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2524 มีบุตรด้วยกัน 2 คน และเมื่อปลายปี 2541 ผู้ตายและจำเลยเริ่มขัดแย้งกัน โดยผู้ตายเข้าใจว่าจำเลยมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับหญิงอื่นซึ่งเป็นคนไข้ของจำเลย โดยเมื่อวันที่ 27 ก.พ.42 ผู้ตายให้จำเลยลงชื่อรับรองว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับหญิงคนดังกล่าวอีก ซึ่งวันที่ 27 พ.ย.42 ผู้ตายจดทะเบียนยกที่ดิน น.ส.3 ก.เนื้อที่ 41 ไร่เศษ ต.สันมะเค็ด อ.พาน จ.เชียงราย ให้เป็นสิทธิ์ของจำเลย

หลังจากนั้นวันที่ 1 ก.ค.42 จำเลยย้ายออกจากบ้านพักแพทย์ ร.พ.บุรฉัตรไชยากร (ร.พ.รถไฟ) ที่เคยร่วมอาศัยอยู่กับผู้ตายและบุตร ซึ่งระหว่างที่แยกกันอยู่ผู้ตายกับจำเลยยังคงมีเรื่องขัดแย้งกัน ซึ่งจำเลยเคยใช้เหล็กดัมเบลล์ทุบรถยนต์ผู้ตายเสียหาย โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย.43 ผู้ตายได้ไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่ สน.บางซื่อ และจำเลยยังได้เคยเขียนจดหมายด่าว่าผู้ตายที่ไม่ยอมหย่าขาดจากจำเลยด้วยถ้อยคำรุนแรง ซึ่งระหว่างนี้จำเลยได้ยื่นฟ้องหย่ากับผู้ตายด้วย แต่ภายหลังได้มีการบันทึกประนีประนอมกัน

จากนั้นเมื่อวันที่ 20 ก.พ.44 จำเลยกับผู้ตายไปรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารโออิชิ ศูนย์การค้าสยามดิสคัฟเวอรี่ ซึ่งหลังรับประทานอาหารเสร็จ จำเลยกับผู้ตายเดินออกจากร้านไปด้วยกัน โดยไม่มีผู้ตายพบเห็นผู้ตายอีก และวันเดียวกันจำเลยได้เปิดห้องพักเลขที่ 318 อาคารวิทยนิเวศน์ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นวันที่ 21 ก.พ.44 จำเลยคืนห้องพักและไปเปิดห้องพักเลขที่ 1631 โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ที่ได้จองไว้ล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ.44 โดยจำเลยได้คืนห้องพักดังกล่าวเมื่อวันที่ 22 ก.พ.44 เวลา 06.00 น. โดยวันเดียวกันจำเลยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ ร.พ.รถไฟว่าผู้ตายไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่แพทย์เวรเมื่อวันที่ 21 ก.พ.44 จำเลยจึงไปแจ้งความต่อสน.พญาไทว่าผู้ตายหายตัวไป โดยเมื่อวันที่ 26 ก.พ.44 ร.พ.รถไฟได้รับจดหมาย 2 ฉบับ ลงลายมือชื่อผู้ตายส่งถึง ผอ.ร.พ.แจ้งขอลาหยุดงาน 15 วัน

คดีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยว่า จำเลยหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้ตายปราศจากเสรีภาพในร่างกายและฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจากทางนำสืบของโจทก์ทั้งสองได้ยืนยันว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว และศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องนี้โดยเชื่อว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้วจริง โดยจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งอย่างแจ้งชัดว่าผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากคำแก้อุทธรณ์ของนายโชติ โจทก์ที่ 1 ว่าจำเลยลงลายมือชื่อเมื่อวันที่ 19 พ.ค.47 ยินยอมให้นายชัชวาล บุตรชายเป็นผู้จัดการมรดกผู้ตาย จึงเท่ากับจำเลยยอมรับว่าผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ดังนั้นคดีจึงรับฟังได้ว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย

สรุปแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์ทั้งสองนำสืบมา แม้ส่วนใหญ่จะเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมกรณี แต่ก็มีความสอดคล้องต้องกัน และมีเหตุผลต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน โดยเมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ที่เป็นข้อพิรุธของจำเลยหลายประการแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยได้แอบอ้างเรื่องนัดพบช่างซ่อมแซมบ้าน เพื่อหลอกลวงผู้ตายไปพบที่ร้านอาหารโออิชิ วันที่ 20 ก.พ.44 โดยจำเลยลอบนำยานอนหลับดอร์มิคุมใส่ลงไปในอาหารจนผู้ตายครองสติไม่ได้ จากนั้นจำเลยพาผู้ตายไปยังอาคารวิทยนิเวศน์ที่จัดเตรียมไว้ เพื่อทำการหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายให้ปราศจากเสรีภาพ แล้วจำเลยลงมือฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่วางแผนไว้

จากนั้นจำเลยชำแหละแยกศพผู้ตายออกเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ทิ้งลงโถชักโครกที่ห้องพักอาคารวิทยนิเวศน์ และ รร.โซฟิเทล ในวันที่ 21 ก.พ.44 เพื่อปิดบังการตาย โดยพยานหลักฐานของจำเลยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้ตายให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และฐานฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนให้ประหารชีวิตจำเลย

*** ทนายเตรียมขออภัยโทษ

นายอภิรมย์ ซ้ายคล้าย ทนายความของ นพ.วิสุทธิ์ กล่าวว่า นพ.วิสุทธิ์ ยอมรับคำพิพากษาศาลฎีกาและทำใจได้ อย่างไรก็ตามเมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาประหารชีวิตแล้ว ภายใน 60 วัน นพ.วิสุทธิ์ ยังมีโอกาสทูลเกล้าถวายเรื่องราวเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่ง นพ.วิสุทธิ์ ยืนยันแล้วว่าจะถวายเรื่องราวผ่านนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ รมว.ยุติธรรม โดยอาศัยเหตุขณะเป็นนักโทษอยู่ในเรือนจำได้ใช้วิชาชีพแพทย์รักษาผู้ต้องขังที่ป่วยในสถานพยาบาลเรือนจำกลางบางขวางมาโดยตลอด ก็หวังว่าจะได้รับอภัยโทษ ซึ่งขบวนการคงต้องใช้เวลาเป็นปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการควบคุมตัว นพ.วิสุทธิ์ มาฟังคำพิพากษา มีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จำนวน 7 คนเบิกตัวนพ.วิสุทธิ์ ออกมาจากเรือนจำกลางบางขวาง โดยมาถึงห้องพิจารณาคดีเมื่อเวลา 09.00 น.เศษ ซึ่ง นพ.วิสุทธิ์ ยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มหันไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ซึ่งระหว่างที่ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาจำนวน 72 หน้า ใช้เวลานาน 2 ชั่วโมง สีหน้า นพ.วิสุทธิ์ เริ่มเปลี่ยนไปเป็นเรียบเฉย ภายหลังรับทราบคำพิพากษาแล้ว นพ.วิสุทธิ์ ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงอาการหวาดวิตกแต่อย่างใด

*** “พ่อหมอผัสพร”ขอบคุณทุกคน

ด้าน นายโชติ วัฒนเชษฐ์ บิดาพญ.ผัสพร อายุกว่า 80 ปี ได้แสดงสีหน้าปลาบปลื้มใจ และมีน้ำตาคลอเบ้า ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น ที่ให้ประหารชีวิต นพ.วิสุทธิ์ พร้อมกล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ขอบคุณทุกคน” โดยมี พญ.เพียงใจ วัชรสินธุ์ น้องสาวผู้ตายและกลุ่มญาติได้พยุงนายโชติ เดินทางกลับไปในทันทีหลังจากรับทราบคำพิพากษา

พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผช.ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีนี้ตั้งแต่ต้น กล่าวว่า คดีนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทุ่มเทกำลังอย่างเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวน ซึ่งในการรวบรวมพยานหลักฐาน ส่วนใหญ่เป็นหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องถือเป็นผลงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นคดีตัวอย่างของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าหากพยายามทำคดีให้ถึงที่สุดก็จะสามารถคลี่คลายคดีได้ ยกเว้นบางคดีที่ไม่มีพยานหลักฐานก็อาจทำงานลำบากบ้าง