xs
xsm
sm
md
lg

“โชห่วยลุกขึ้นสู้” อีกก้าวของการเติบโต “ขบวนรักชาติคัดค้านทุนนิยมผูกขาดสามานย์”

เผยแพร่:   โดย: อมร อมรรัตนานนท์


ปรากฏการณ์ ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดอ่างทอง ภาพของการที่บรรดาพ่อค้า เจ้าของธุรกิจทุกประเภท พร้อมใจกันปิดร้านค้าลงมาเดินบนท้องถนน เพื่อแสดงปฏิกิริยาต่อต้านการรุกเข้ามาครอบงำธุรกิจ ของห้างสรรพสินค้าขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นของกลุ่มทุนผูกขาดทั้งที่เป็นของคนไทยและต่างชาติ

หากพิจารณาอย่างผิวเผิน มองมุมด้านเศรษฐกิจอย่างเดียว โดยไม่นำมิติทางสังคมเข้าไปพิจารณาด้วย

ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องของทุนสู้กับทุน

ในที่สุดทุนเล็กก็ย่อมพ่ายแพ้ไปในที่สุด


ทัศนะดังกล่าว เป็นมุมมองจากจุดยืนของผู้แสวงหากำไรสูงสุด

พวกเขาก็พร่ำพรรณนาว่านี่คือ

โลกแห่งเสรี โลกแห่งการแข่งขัน

ใครจะเป็น ใครจะตาย ใครจะอยู่ ใครจะไป ฉันไม่เกี่ยว

ขออย่างเดียวข้าอยู่รอด และขอเสพเสวยสุขกับเม็ดเงินที่งอกได้ บนซากปรักหักพังของสังคมไทยก็เพียงพอ

ปรากฏการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นมาระลอกแล้วระลอกเล่า


นักคิดทางสังคมหลายคน เฝ้ามองด้วยความห่วงใยถึงอนาคตของสังคมไทย ที่จะสามารถทัดทาน ต่อการรุกขยายของทุนผูกขาดขนาดใหญ่ได้หรือไม่

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากมองลึกลงไปก็จะเห็นมิติของการพัฒนา และเติบโตของพลังชนชั้นนายทุนน้อย รวมไปถึงนายทุนชาติ

ใครเล่าจะคิดว่าคนเหล่านี้จะเดินลงมาบนท้องถนน

“ที่ใดมีการกดขี่ ที่นั่นนย่อมมีการต่อสู้”

นี่คือ สัจธรรมที่เป็นอมตะวาจาของชาวมาร์กซิสต์ ซึ่งได้ถอดสรุปบทเรียนจากการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของสังคมในหลายๆประเทศทั่วโลกกว่า 100 ปีที่ผ่านมา

ในเวลานี้สิ่งที่น่าศึกษาอย่างยิ่งคือ

ลักษณะพิเศษบางประการในภาวะวิกฤตของความขัดแย้ง จะคลี่คลายไปอย่างไร

จากสภาพที่เป็นจริงการครอบงำทางการตลาด ของกลุ่มทุนผูกขาดขนาดใหญ่ ในจังหวัดหัวเมืองหลักได้ตกอยู่ในสภาพที่กลุ่มทุนสามารถกุมได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว

จะเหลืออยู่เพียงจังหวัดขนาดกลาง และขนาดเล็กที่เป็นเมืองบริวารทางเศรษฐกิจของจังหวัดใหญ่ รายได้ของประชากรโดยเฉลี่ยไม่มาก อัตราการเจริญเติบโตค่อนข้างต่ำ

เพื่อให้วงจรของการดูดซับเม็ดเงิน และสร้างผลกำไรต่อธุรกิจของทุนผูกขาด จังหวัดเหล่านี้จึงเป็นเป้าหมายของการขยายกิจการ


ภาพความหายนะของระบบวงจรชีวิต ของผู้คนในสังคมต่างจังหวัดกำลังถูกเบียดขับและทำลายลงไป

ภาพของตลาดสดยามเช้า ที่เคยเป็นเสน่ห์ของผู้คนต่างแดน ยามเมื่อแวะเวียนผ่านไปเยี่ยมเยือน คงไม่มีให้เห็นอีกในไม่ช้านี้

ร้านกาแฟของอาโก อากู๋ คงต้องปิดตัวเองลงไป เพราะสู้กับกระแสที่ถาโถมให้ชวนเชื่อว่า กินกาแฟต้องเสิร์ฟคู่กับเค้กสารพันชนิด


นี่เป็นตัวอย่างเล็กๆ เพียงกะพริบตาหลับเพียงครู่เดียว

หากเราหลับตานานอีกสักหน่อย เราจะเห็น พี่เรา ป้าเรา ต้องปิดร้านขายทอง ปิดคลินิก ปิดร้านขายยา ปิดแม้กระทั่งสวนอาหารที่เคยเป็นที่นัดหมายยามเมื่อคิดจะสังสรรค์

หากใครยังทำใจทิ้งอาชีพเดิม เปลี่ยนธุรกิจไม่ได้

ก็ต้องคลานเข่า หมอบกราบ ใต้เท้าทุนผูกขาด วิงวอนร้องขอ

“เจ้านาย ขอข้ามีส่วนร่วมด้วยเถอะ แป๊ะเจี๊ยะ เท่าไหร่ว่ามา เปอร์เซ็นต์ที่จะหักเหรอ เอาไปเลย 40 %”

มิไยที่จะพูดถึงอนาคตของลูกหลาน เลิกฝันได้เลยกับการที่จะเห็นเถ้าแก่น้อย อย่างดีก็ขี้ข้านายทุน ที่ถูกจับใส่สูท ผูกไทมีรถประจำตำแหน่งให้ขับ


ถุย..นี่หรือสังคมไทย ชีวิตคนมีแค่นี้หรือ

ผู้หลักผู้ใหญ่ ในบ้านเมืองกำลังทำอะไร

รู้จักพอเพียงในทางปฏิบัติบ้างซิ ไม่ใช่สักแต่พูดพร่ำประสิทธิประสาทสอนคนโน้น ว่าคนนี้

หรือชีวิตนี้ เพียงพอแค่เศษเงินที่กลุ่มทุนผูกขาดใส่พานประเคนให้ ตอบแทนในฐานะที่ปรึกษาค้ำจุนบัลลังก์ธุรกิจที่แสนสามานย์

หยุดเสียทีได้ไหม หันมาสนใจปัญหาของสังคม

เพราะมันคือปัญหาการพัฒนาประเทศ ที่จะดำรงไว้ซึ่งความสมดุลของการพัฒนาแบบยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น ที่อัตลักษณ์ของความเป็นไทยไว้ได้อย่างไร?

ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย.....

จงระลึกใต้จิตสำนึกไว้อย่างหนึ่งว่า วันนี้ประชาชนรู้เท่าทันแล้ว และกำลังตื่นตัวยกระดับความรับรู้ขึ้นสู่ขั้นเหตุผล

การต่อสู้วันนี้ ไม่จำกัดวงขอบเขตอยู่เพียงแค่ผู้ประกอบการ พวกเขาไม่ได้สู้อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป ข้าราชการที่รักความเป็นธรรม เกษตรกรในท้องทุ่ง ผู้ใช้แรงงานที่มีสำนึก ล้วนแล้วแต่สนับสนุน

การต่อสู้ พี่น้องชนชั้นนายทุนน้อย นายทุนชาติ เหล่านั้นกำลังร้อยท่อต่อเชื่อมกับพันธมิตรที่สนับสนุน จัดลำดับไล่เรียงปัญหา มูลของปัญหา อุปสรรคของการแก้ไข และสุดท้ายก็คือแนวทางการแก้ไข

วันนี้ เชื่อว่า กำลังใกล้ถึงจุดสรุปแล้ว

แนวโน้มด้านทิศทางของการต่อสู้ มีทิศทางไต่สูงสู่การยกระดับเป็นขบวนรักชาติ ที่มีลักษณะคัดค้านการล่าเมืองขึ้น ทางเศรษฐกิจของทุนนิยมผูกขาด ครอบโลก และการคัดค้านการผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนผูกขาด ไม่กี่ตระกูลในประเทศที่กดทับ ‘การค้าเสรีและเป็นธรรม’ (free & fare trade) เอาไว้

อย่านิ่งเฉยอยู่เลยลงจากหอคอยงาช้าง มายืนเคียงประชาชน

จำไว้อย่างหนึ่งว่า กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ แรงกดเท่าไหร่ แรงต้านก็ย่อมเท่านั้น

หรือจะสมัครใจไปพร้อมกับซากเศษสวะ ของระบอบทุนผูกขาดที่กระแสคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงกำลังจะกระหน่ำซัดให้สิ้นซากจากผืนแผ่นดินไทย

จะเอาอย่างนั้นก็ตามใจ สาธุ....จงไปดี อย่าได้กลับมาหลอกหลอนอีกเลย..

กำลังโหลดความคิดเห็น...