xs
xsm
sm
md
lg

“ทักษิณ” ปราบยา-แต่...กอด “ว้า” เป็นมิตร?

เผยแพร่:   โดย: สปาย หมายเลขหก


เรื่องของดินแดนประมาณ 250 ไร่ เหนือบ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ทหารพม่าเข้ามายึดดินแดนของพระราชอาณาจักรไทยอย่างชัดเจน และเปิดเผยเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีคำถามเฉพาะรัฐบาลที่ผ่านมาคือ รัฐบาลทักษิณเท่านั้น แต่ต้องถามไปถึงรัฐบาลกอ่นหน้านั้น คือรัฐบาล “ชวน 2” รวมทั้งรัฐบาลปัจจุบัน คือรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งแต่ละรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อปัญหาดินแดนส่วนนี้

แต่รัฐบาลทักษิณนั้นต้องมีส่วนในการรับผิดชอบมากกว่าใครๆ เพราะเป็นรัฐบาลอยู่นาน 5 ปี มีความรับผิดชอบในระยะเวลามากกว่ารัฐบาล “ชวน 2” ที่เหตุนี้เริ่มมีปัญหาในห้วงท้ายๆ ของรัฐบาลนั้น ส่วนรัฐบาลปัจจุบันก็ไม่ได้ทำอะไร ปล่อยให้สถานการณ์ในส่วนนี้ยังดำรงอยู่เหมือนเป็นเหตุการณ์ปกติ เหมือนกับว่าดินแดนนั้นไม่ใช่ดินแดนที่มีปัญหา แต่ยกให้เป็นของพม่าไปแล้ว

หรือว่าดินแดนตรงนี้ ก็คือจุดหนึ่งใน 86 แห่งของพรมแดนไทย-พม่า ที่ว่ามีมีความชัดเจน มีปัญหาต่อกันอยู่ จากที่พม่ามีดินแดนติดต่อกับไทย ตั้งแต่บริเวณ สามเหลี่ยมทองคำ แม่น้ำรวกไหลมาบรรจบแม่น้ำโขงที่เรียกว่า “สบรวก” เส้นเขตแดนพุ่งไปทางทิศตะวันตกแล้วหักลงทิศใต้ในเขตจังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงไปจนถึง เขตเกาะสอง จังหวัดระนอง ทะเลอันดามัน แต่โดยสภาพของดินแดนเหนือท่าตอน อำเภอแม่อายนี้ มีทิวเขาดอยลาง เป็นเส้นเขตแดนที่สันปันน้ำ ฝนตกลงมาน้ำไหลลงเขตประเทศใด ดินแดนก็เป็นของประเทศนั้น แต่ความสูงของดอยลาง ที่เป็นเส้นพรมแดนโดยสันปันน้ำนั้น มาลาดต่ำลงและกลายเป็นเพียงเนินเตี้ยๆ ไปสู่แม่น้ำกก (ซึ่งอยู่ในเขตไทยทั้งสาย) บริเวณนี้จึงไม่มีสันปันน้ำที่ชัดเจน แต่มีเนินที่เห็นชัดเจนว่า เขตพม่าอยู่ทางเหนือของเนิน และไทยอยู่ทางทิศใต้

บริเวณนี้-ที่ทหารพม่าข้ามเนินมาตั้งฐานกำลังอยู่ทางด้านใต้ ซึ่งเป็นเขตไทยที่ถือเป็นอาณาเขตอย่างเปิดเผย และยอมรับกันมาโดยตลอด มีที่ตั้งกองกำลังของทหารไทยประจำอยู่ทางด้านใต้ของเนินเขา และทหารพม่าอยู่ทางด้านเหนือ การที่พม่าส่งทหารข้ามเนินเข้ามาเมื่อ 8 ปีก่อน จึงเป็นการรุกล้ำดินแดนอธิปไตยของไทย เพราะส่งกำลังข้ามจุดที่เคยมีการยอมรับดินแดนของกันและกันที่มีมาแต่เดิม

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ภายในทั้งของพม่าและไทย มีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับอำนาจทางการเมืองของทั้งสองประเทศ, ดังที่การรายงานของ “ลึก-หกสิบ, ลับ-สี่สิบ” เมื่อฉบับวันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมาได้ “ไขปมลับขิ่น ยุ้นต์-ทักษิณ” ไว้เป็นบางส่วนที่จะเข้าไปสู่รายละเอียดและการขยายความในรายงานวันนี้ว่า...มาเกี่ยวข้องกับการเสียดินแดนในจุดนี้ได้อย่างไร?

“ว้า” มีผู้นำสูงสุดคือ “เจ้ายี่ลาย” ในตำแหน่งประธานาธิบดี/ประธานพรรค

“ว้า” ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายจีนในพม่ามีอยู่ 2 ส่วนที่มีว้าอาศัยอยู่ คือทางตอนเหนือของพม่าที่ติดกับมณฑลยูนนานของจีน และอีกบริเวณหนึ่งคือ ทางตอนเหนือของอำเภอแม่สาย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อำเภอแม่อาย อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มว้าได้รับอิทธิพลสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มาจากจีน และถือเป็นระบอบการปกครองของตน ว้าที่อยู่ทางใต้ของพม่าที่อยู่เหนือไทยทางเชียงรายและเชียงใหม่ มีพลเมืองประมาณ 5 แสนคนที่เป็นว้าแท้ๆ แต่ก็ได้กลืนชาวเขาอื่นๆ เช่น มูเซอร์ เย้า เข้ามาเป็นพลเมืองของว้าด้วย

ว้า-ชนกลุ่มน้อยที่ถือว่ามีประชากรน้อยมาก หากเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ แต่ว้า ดำเนินนโยบายที่ไม่เป็นศัตรูกับพม่า ซ้ำยังเข้าเป็นมิตรจัดกำลังเข้าปราบปรามกลุ่มอื่นๆ ที่สู้รบกับพม่า โดยเฉพาะในพื้นที่ของว้าคือไทยใหญ่ จนสามารถปราบกองกำลังของ “ขุนส่า” หรือ “จาง สี ฝู่” ได้ รัฐบาลพม่าจึงมอบพื้นที่ให้ว้าแบบดูแลตัวเอง และมีหน้าที่จัดการกับกองกำลังไทยใหญ่กลุ่มอื่นๆ ที่ยังมีอยู่ พื้นที่ซึ่งพม่าให้ว้าดูแลนั้น ตั้งแต่แม่น้ำโขงที่พม่ากับลาวมีแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนตลอดไปทางเหนือของ เมืองท่าขี้เหล็ก (ตรงข้ามอำเภอแม่สาย) ผ่านเขตหัวแม่คำ นาโต๋ไปจนถึงเขตอำเภอแม่อาย และอำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พื้นที่ซึ่งพม่ามอบให้ว้าดูแลนี้ ถือเป็นเขตความมั่นคงพิเศษ หรือพื้นที่เฉพาะทางด้านความมั่นคง ไม่ถึงกับเป็นเขตปกครองพิเศษ หรือเขตปกครองตนเอง โดยนโยบายของพม่าต่อว้านี้ เป็นนโยบายขณะที่ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เป็นนายกรัฐมนตรีของพม่า และดูแลเขตว้าด้วยความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นของ ขิ่น ยุ้นต์ กับ “เปา เยา ยี่” หรือ “เปา ยี่ เฉียน” ผู้บัญชาการทหารสูงสุดกองทัพว้า

เมื่อว้าได้พื้นที่รับผิดชอบที่พม่าให้ความเป็นอิสระอย่างกว้างขวางมาก คือดำเนินการปกครองในกลุ้มว้าเอง มีกฎหมายและกฎเกณฑ์ของตัวเองโดยเฉพาะ มีตำรวจ แพ่ง การพิจารณาคดีของตัวเองในรูปศาลประชาชน ตามแนวทางสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ การเก็บภาษีอากรในเขตว้าต้องส่งภาษีไปยังรัฐบาลกลาง 35% เหลือนอกนั้นเป็นของว้า การจัดการเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติทั้งป่าไม้ เหมืองแร่ เหมืองอัญมณีโดยเฉพาะหยก และพลอย เป็นหน้าที่ของว้าดำเนินการแทนพม่าทั้งหมด

แม้ว่าว้าไม่เป็นรัฐ แต่มีเขตปกครองดูแลที่แน่นอน ว้าใช้การปกครองแบบสังคมนิยมเต็มรูป บริหารโดยพรรคคอมมิวนิสต์ว้า และกรรมการกลางของพรรค (บูริตบิวโร) มีกองกำลังติดอาวุธของตัวเอง ที่ชื่อของกองกำลังได้แสดงความเป็น “รัฐ” อย่างเต็มที่ แต่ทางรัฐบาลพม่าสมัยพล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ก็ไม่ว่าอะไร, โดยทหารว้ามีเครื่องแบบและเครื่องหมายในกองทัพของตัวเองที่มีชื่อย่อ U.W.S.A. (ยูไนเต็ด ว้า สเตรท อาร์มี่) โดยจัดกำลังตั้งแต่ระดับกองทัพจนถึงกองพล กรม กองพัน กองร้อย, “เหวย เซียง กัง” ที่เราได้ยินชื่อคุ้นหูกันดี ว่าเป็นผู้ผลิตยาบ้าและยาเสพติดของว้านั้น มียศทางกองทัพว้าเป็นพันเอก ผู้บังคับการกรม

ในช่วงรัฐบาลระบอบทักษิณ ที่ประกาศนโยบายทำสงครามกับยาเสพติดอย่างรุนแรงนั้น รัฐบาลทักษิณกลับมีโครงการที่เข้าช่วยเหลือว้า โดยมีโครงการความร่วมมือของไทย-พม่าที่มีชื่อว่า “โครงการยองข่า” อยู่ในเขตว้า คือเข้าไปส่งเสริมพัฒนาอาชีพในการเพาะปลูกพืชเมืองหนาว ในพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยที่เหตุผลของการมีโครงการ “ยองข่า” ก็เพื่อจะให้ชาวว้าหรือรัฐว้ามีรายได้จากการทำเกษตรที่สูงดังกล่าว โดยเล็งผลเลิศว่า โครงการเช่นนี้จะทำให้ว้ามีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ แล้วว้าก็จะไม่ผลิตยาเสพติด เมื่อเขามีรายได้ทางอื่นแล้ว ยังเป็นเหตุผลที่พอฟังได้อย่างนามธรรม แต่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รู้อยู่ว่า ผลประโยชน์ของว้านั้นอยู่ที่การเป็นแหล่งผลิตใหญ่ของโลก การสร้างเมืองยอนจากเมืองป่าเป็นเมืองใหญ่ทันสมัย เต็มไปด้วยตึกรามอาคารคอนกรีต การสร้างถนนและสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา ที่สร้างแบบเนรมิตโดยรายได้จากยาเสพติดทั้งสิ้น

การนำโครงการยองข่าที่ได้รับความร่วมมือจากไทยสมัยรัฐบาลทักษิณนั้น เท่ากับเป็นการไปช่วยโฆษณาสร้างภาพให้กับว้า...ว่า ว้าไม่ได้เป็นแหล่งผลิตยาเสพติดใหญ่ กำลังจะก้าวไปสู่การเป็นพื้นที่เกษตรกรรมทันสมัย ซึ่งมีผลดีไปถึงรัฐบาลพม่าด้วยว่า มีนโยบายต่อต้านยาเสพติดโดยร่วมมือกับไทยแก้ไขปัญหาให้ว้าด้วยการพลิกโฉมหน้าเสียใหม่

เท่ากับว่ารัฐบาลทักษิณเข้าไปเกี่ยวข้องกับว้าโดยปริยาย ทั้งๆ ที่ว้าทำลายเยาวชนและสังคมของไทยอย่างย่อยยับด้วยยาเสพติด เงินทองที่ใช้ในการก่อสร้างเมืองยอนนั้น เป็นเงินที่ได้จากการขายยาเสพติดในไทยและประเทศย่านนี้เป็นหลัก ทำให้เกิดความน่าสงสัยในนโยบายปราบยาเสพติด

พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้นอย่างที่รู้กันอยู่, การให้พม่ากู้เงิน 4 พันล้านบาทจากธนาคารเอ็กซิมแบงก์ในไทย ตามโครงการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นเรื่องหนึ่งที่ คตส. กำลังสอบอยู่ ก็เป็นการให้กู้ที่มีบริษัทซึ่งลูกชายของขิ่น ยุ้นต์ เป็นผู้ดำเนินการ และมีการร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับเครือชินวัตรที่มีธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมอยู่แล้ว

ตลอดระยะเวลาที่ “ทักษิณ” อยู่ในตำแหน่ง น่าจะใช้ความสัมพันธ์กับรัฐบาลทหารพม่าโดยเฉพาะกับ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ ดำเนินการกับดินแดนเหนือท่าตอนนี้เสีย โดยให้ทหารพม่าถอยกลับไปอยู่ในจุดที่เป็นความจริงทั้งภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเกรงว่าจะกระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เวลาที่เสียไป 5 ปีในช่วงรัฐบาลทักษิณนี้ ทำให้การรุกล้ำดินแดนของพม่ามีความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งนานก็ยิ่งมีความเป็นเจ้าของ เรื่องจะให้ถอนกำลังออกไปนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากแล้วในปัจจุบันนี้ และนี่คือความรับผิดชอบอย่างสำคัญที่รัฐบาลทักษิณไม่ได้พิทักษ์ดินแดนของชาติ โดยไม่มีนโยบายหรือมาตรการใดๆ ที่ควรต้องทำเลย ทำเหมือนกับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะต้องการรักษาผลประโยชน์ส่วนใหญ่ที่เป็นธุรกิจส่วนตัวไว้, เวลานี้-กลายเป็นปัญหาที่แก้ยาก อาจจะต้องแก้ไขกันด้วยมาตรการทางทหารได้เพียงอย่างเดียว เป็นปัญหาที่ต้องบอกว่า อดีตนายกรัฐมนตรีของพม่า คือ พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ กับอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างปัญหาใหญ่หลวงทิ้งไว้ให้

เมื่อมีการปฏิวัติในพม่า...พล.อ.หม่อง เอ ผู้บัญชาการทหารบกของพม่า ได้ปรับนโยบายของย่างกุ้งกับว้าใหม่ คือเข้ากำกับดูแลว้ามากขึ้นไม่ปล่อยให้เป็นเหมือนรัฐซ้อนรัฐเหมือนที่ผ่านมา พล.อ.หม่อง เอ เห็นว่านโยบายให้ว้าปกครองตัวเอง จนว้ากำเริบจะคุมไม่อยู่ ก็เป็นปัญหาใหญ่พอแรง การที่ไทยมีโครงการ “ยองข่า” เข้าไปอยู่ในเขตว้าอีก ก็เท่ากับเป็นการแทรกแซงต่อดินแดนของพม่าโดยตรง อำนาจใหม่ได้แสดงความรังเกียจ “ยองข่า” ของไทย จึงทำให้ต้องมีการถอนตัวออกมาในเมื่อประเทศที่เป็นเจ้าของแผ่นดินแท้ๆ เขาไม่ต้องการ, และปัญหาดินแดนเหนือท่าตอนที่พม่าส่งทหารเข้าพื้นที่นี้ ประมาณ 250 ไร่นั้น, เมื่อพม่าเปลี่ยนอำนาจใหม่จาก พล.อ.ขิ่น ยุ้นต์ เป็น พล.อ.หม่อง เอ ก็อย่าหวังว่าจะแก้ไขปัญหานี้โดยสันติวิธี พูดจากันดีๆ ไม่มีผลสำเร็จ เพราะเวลาที่ผ่านมานานปีนั้น เหมือนกับว่าไทยไม่ได้มองว่าเป็นดินแดนที่มีปัญหา ไม่ได้โต้แย้งกับพม่ามาตั้งแต่ต้น เวลาที่ผ่านไปก็ทำให้กลายเป็นการเสียดินแดนอย่างถาวรให้กับพม่าที่อ้างความชอบธรรมได้ ว่าทางไทยก็ไม่ได้ขัดขวางหรือแสดงความเป็นเจ้าของแต่อย่างใด
กำลังโหลดความคิดเห็น...