xs
xsm
sm
md
lg

จตุคามรามเทพ : เหตุแห่งศรัทธาตามกระแส

เผยแพร่:   โดย: สามารถ มังสัง

ในบรรดาสิ่งมีชีวิต 2 ประเภท คือ พืช และสัตว์ คนจัดอยู่ในประเภทของสัตว์ แต่เป็นสัตว์ที่ประเสริฐหรือสูงส่งกว่าสัตว์ทั้งหลาย และมีความแตกต่างจากสัตว์ทั่วไปอย่างเห็นได้เป็นรูปธรรม 2 ประการ คือ

1. ทางด้านร่างกาย กล่าวคือ คนมีโครงสร้างของร่างกายเจริญขึ้นตามแนวดิ่งของโลก

แต่สัตว์ทั่วไปมีโครงสร้างของร่างกายเจริญไปตามแนวนอนของโลก หรือขนานไปกับพื้นผิวของโลก พุทธศาสนาจึงเรียกสัตว์ประเภทนี้ว่า ติรัจฉาโนหรือที่เรียกว่า ดิรัจฉานหรือเดรัจฉานในภาษาไทยซึ่งมีความหมายตามตัวอักษรว่าไปทางขวาง ดังนั้นคำนี้จึงนำมาเป็นคำด่าหรือคำประณามคนไม่ดีว่าเป็นคนขวางโลก ซึ่งก็หมายถึงสัตว์ดิรัจฉานนั่นเอง

2. ทางด้านจิตใจ กล่าวคือ คนมีเหตุผลอยู่เหนือความต้องการ

แต่สัตว์ประเภทอื่นมีความต้องการอยู่เหนือเหตุผล หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ คนได้มีการพัฒนาสัญชาตญาณในด้านต่างๆ เช่น สัญชาตญาณในการกิน อยู่ และสืบพันธุ์ เป็นต้น ให้มีระเบียบทางสังคมในรูปแบบต่างๆ นับตั้งแต่มีการนับถือลัทธิ ประเพณี วัฒนธรรม ศาสนา จนกระทั่งกฎหมายเข้ามาควบคุมพฤติกรรมอันเกิดจากสัญชาตญาณเดิมให้เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย

แต่สัตว์ไม่มีพัฒนาการในส่วนนี้มีพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณอย่างไร เดี๋ยวนี้ก็เป็นอยู่อย่างนั้น

ถึงแม้คนจะมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสัตว์ 2 ประการดังกล่าวแล้ว ก็ใช่ว่าคนทุกคนจะเป็นคนดี คนวิเศษเสมอเหมือนกันทุกคน ตรงกันข้าม ในบรรดาคนด้วยกันก็มีความแตกต่าง ด้วยเหตุนี้ในคำสอนของทุกศาสนาจึงได้แบ่งคนออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. คนดี หมายถึงคนที่มีการกระทำส่วนใหญ่อันเป็นกุศลกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งก่อกรรมใดๆ อันเป็นอกุศลกรรมด้วยไม่เจตนา

โดยนัยแห่งคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น คนดีในความหมายนี้ก็คือคนที่ทำชั่วน้อยและเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนา หรืออีกนัยหนึ่งพูดได้ว่าคนดีก็คือคนที่มีศีลอันเป็นข้อวัตรปฏิบัติที่ป้องกันมิให้มีการกระทำชั่วทางกายและวาจาเป็นอย่างน้อย และคนประเภทนี้เองที่พุทธศาสนาเรียกว่า สาธุชน หรือคนดี

2. คนชั่ว หมายถึง คนที่มีการกระทำส่วนใหญ่เป็นอกุศลกรรมก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ถึงแม้จะมีการกระทำอันเป็นกุศลกรรมบ้างก็น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกรรมอันเป็นอกุศล หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนที่ทำดีน้อยและทำชั่วมากนั่นเอง คนประเภทนี้เองที่สังคมเรียกขานกันว่า ทรชน หรือคนเลว คนทราม

คนทั้ง 2 ประเภทดังกล่าวข้างต้นย่อมอยู่ปะปนกันในโลกแห่งโลกียชนหรือโลกของคนที่ยังมีกิเลส ยากที่จะแยกออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด และนี่เองคือจุดที่ทำให้สังคมของคนมีข้อบกพร่องและผิดพลาดเกิดขึ้นตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเมื่อมีการกระทำที่ไม่ดีแล้ว คนที่ดีก็มีหน้าที่แก้ไขป้องกันมิให้การกระทำในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกเท่านั้น

คนได้พัฒนาตัวเองให้เจริญก้าวหน้าและหนีจากความเป็นสัตว์ได้ด้วยวิธีใด และเป็นมาอย่างไรจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ดังได้กล่าวมาแล้วในข้างต้นว่าคนแตกต่างจากสัตว์ในด้านจิตใจ และความแตกต่างที่เกิดขึ้นนี้ก็มีการพัฒนาสัญชาตญาณในด้านต่างๆ ให้เป็นไปอย่างมีกฎเกณฑ์ทางสังคมเรื่อยมา เริ่มตั้งแต่การพัฒนาสัญชาตญาณในการหนีภัยอันเกิดจากความกลัวที่ตนเองมองไม่เห็น และต่อสู้ป้องกันไม่ได้ เช่น ภัยอันเกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ น้ำท่วม พายุพัด ฟ้าผ่า เป็นต้น ภัยที่ว่านี้จะหนีก็ไม่พ้น และใช้กำลังต่อสู้ก็ไม่ได้ สุดท้ายก็ค้นพบวิธีการขจัดความกลัวด้วยการอ้อนวอนในลักษณะยอมแพ้ยอมเป็นทาสรับใช้เพื่อเอาอกเอาใจ และนี่คือจุดเริ่มต้นของการนับถือศาสนปฐมภูมิ คือ การอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำธรรมชาติต่างๆ และเมื่อนับถืออ้อนวอนมากเข้าสิ่งที่พวกเขานับถืออ้อนวอนก็ถูกยกฐานะเป็นเทพเจ้าประจำธรรมชาติต่างๆ เช่น เทพเจ้าประจำลม ประจำไฟ ประจำทะเล ภูเขา ต้นไม้ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อมนุษย์มีความฉลาดมากขึ้น และมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติมากขึ้น และมีความเข้าใจถึงเหตุแห่งการเกิดขึ้นและเป็นไป ก็ได้เปลี่ยนการนับถืออันเนื่องมาจากความกลัว ด้วยการอ้อนวอน มาเป็นการสำนึกคุณในสิ่งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ เช่น บูชาเทพประจำน้ำ และไฟ เป็นต้น

ครั้นกาลเวลาล่วงเลยมามากเข้า สังคมมนุษย์ได้เติบโตเป็นปึกแผ่น และการศึกษาของมนุษย์เข้าสู่ยุคใหม่ การนับถือเทพเจ้าทั้งหลายเริ่มเปลี่ยนแปลง แทนที่จะพูดเพื่อสำนึกคุณเพียงอย่างเดียว ก็เปลี่ยนมาเป็นการหาเหตุผลและคิดค้นคำสอนในด้านศีลธรรม จริยธรรมขึ้นมาแทนการบูชาด้วยวัตถุเพียงอย่างเดียว มาเป็นบทบัญญัติในลักษณะมีข้อห้าม และข้ออนุญาต รวมไปถึงมีการคิดค้นคำสอนในขั้นอภิปรัชญาเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับสัจธรรมขั้นสูงสุด หรือที่เรียกว่า อันติมสัจจะ (Ultimate Reality) นั่นเอง และคำสอนในลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในศาสนาที่มีผู้คนนับถือทั่วโลก หรือที่เรียกได้ว่าเป็นศาสนาสากลในขณะนี้ อันได้แก่ พุทธ คริสต์ และอิสลาม ส่วนศาสนาที่มีผู้นับถืออยู่ในบางหมู่ บางกลุ่ม เช่น ฮินดู เป็นต้น ก็มีคำสอนในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน แต่ก็ไม่เด่นชัดอย่างเป็นรูปธรรมเท่ากับศาสนาที่เป็นสากล โดยเฉพาะพุทธศาสนาอันถือได้ว่าเป็นศาสนาแห่งเหตุผล และพิสูจน์ได้ด้วยตรรกศาสตร์ หรือแม้กระทั่งทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ด้วยซ้ำไป

ทั้งหมดที่บอกมาก็เพียงเพื่อให้เห็นถึงความเป็นมาของการพัฒนาสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่ก็มิได้หมายความว่ามนุษย์ทุกรูปทุกนามจะเลิกละพฤติกรรมอันเกิดจากความกลัวได้สิ้นเชิง ตรงกันข้ามความกลัวยังซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ และเมื่อมีภัยคุกคามก็มีอยู่ไม่น้อยที่แสวงหาที่พึ่งในลักษณะนับถือ และอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือและคุ้มครองด้วยกระแสแห่งศรัทธาในบุคคลหรือวัตถุธาตุต่างๆ ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่นในสังคมมนุษย์ และจตุคามรามเทพคือหนึ่งในตัวอย่างที่นำมาอธิบายเกี่ยวกับการแสวงหาที่พึ่งอันเกิดจากความกลัวของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

จตุคามรามเทพคืออะไรหรือ เป็นวัตถุมงคลประเภทไหน ทำไมจึงได้รับความนิยมด้วยศรัทธาอย่างแพร่หลาย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผู้เขียนเองในแรกเริ่มเดิมทีไม่ได้ให้ความสนใจมากไปกว่าเป็นวัตถุมงคลชิ้นหนึ่งที่มีท่านผู้คงแก่เรียนในด้านเวทมนตร์ได้ทำขึ้น

แต่เมื่อเวลาผ่านมานานเข้า ก็เห็นว่าจตุคามรามเทพมีอะไรที่ทำให้ได้รับความนิยม และศรัทธาแพร่หลายมากกว่าที่จะจัดอยู่ในประเภทของวัตถุมงคลธรรมดาที่เกจิอาจารย์ทำขึ้น ได้ไปสนทนากับท่านผู้รู้ และผู้ที่ศรัทธาก็พอจะได้ความรู้มาว่า ที่แท้แล้วจตุคามรามเทพมีที่มาจากรูปแกะสลักนูนสูงที่บานประตูโบสถ์ของวัดพระศรีมหาธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นที่ตั้งของเจดีย์ใหญ่ที่ผู้คนนับถือมาช้านาน และเชื่อกันว่าเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าด้วย

ดังนั้นเมื่อผู้คนนับถือเจดีย์นี้ และมีหลักฐานปรากฏว่าจตุคามรามเทพก็คือเทพผู้อารักษ์พระเจดีย์ก็ง่ายที่จะโน้มน้าวให้คนศรัทธา และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของการศรัทธาในจตุคามรามเทพ ส่วนว่าที่แพร่หลายอย่างรวดเร็วนั้นน่าจะเป็นเรื่องการตลาดที่กระทำกันเป็นขบวนการเข้ามาเกี่ยวข้อง เริ่มตั้งแต่มีการลงข่าวอุบัติเหตุและจตุคามรามเทพช่วยให้รอดพ้นอันตราย ไปจนถึงกระบวนการปั่นราคาซื้อในตลาดพระเครื่อง

ส่วนในความเป็นจริงว่าจตุคามรามเทพขลังหรือไม่ขลังนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ

1. ผู้สร้างมีคุณธรรมและมีอำนาจจิต

2. ผู้นำมาบูชากระทำด้วยศรัทธา

ถ้าครบองค์ประกอบ 2 ประการนี้แล้วเชื่อว่าขลังแน่นอน