คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ที่ผ่านมาทั้ง 2 กลุ่มคดีไม่มีทางจะสร้างความพอใจ ความถูกใจ และความเห็นพ้องต้องกัน ให้เกิดขึ้นแก่คนทุกกลุ่ม อย่าลืมข้อเท็จจริงประการสำคัญที่สุดที่ว่า นี่คือ “คดีการเมือง” ที่ไม่ใช่ “คดีอาญา” หรือ “คดีแพ่ง” ตามปกติ
และอย่าลืมว่า ไม่ว่าคดีใดที่ขึ้นสู่ศาลเพื่อแสวงหา “ความยุติธรรม” แล้วก็เฉกเช่นเดียวกัน
มีร้อยกรองบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เป็น “วรรคทอง” ไว้ว่า....
“ในกระแสแห่งยุติธรรมา
ยากจะหาความเกษมเปรมใจ”
เป็นบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “เวนิสวานิช” ที่ทรงแปลมาจากบทละครอมตะของวิลเลียม เช็คสเปียร์เรื่อง “The Merchants of Venice” เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยผมเรียนชั้นมัธยม ตอนนางปอร์เชียว่าความในศาลเพื่อแก้คดีให้อันโตนิโย บทกลอนช่วงนี้งดงามและมีความหมายมาก ถ้าจะให้ย้อนขึ้นไปให้หนักแน่นขึ้นก็ต้องเป็น
“ฉะนั้นยิว, แม้อ้างยุติธรรม
จงกำหนดจดจำไว้ด้วยว่า
ในกระแสแห่งยุติธรรมา
ยากจะหาความเกษมเปรมใจ :”
ยิว ณ ที่นี้หมายถึงไชล็อก พ่อค้าเงินกู้แห่งเมืองเวนิส ที่ให้บัสสานิโยกู้เงินจำนวน 3 พันเหรียญโดยไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ให้ทำสัญญากัน โดยมีพยานรู้เห็น ว่าหากไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข จะขอเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์จากส่วนไหนของร่างกายก็ได้ของอันโตนิโย เพื่อนรักของบัสสานิโยผู้เป็นคู่แค้นของตน เป็นการชำระหนี้แทน
ไชล็อกมีเจตนาไม่สุจริตมาแต่ต้น แต่สัญญาแบบนี้ในเมืองเวนิสยุคนั้นสามารถทำได้ ดังนั้นเมื่อบัสสานิโยไม่สามารถชำระหนี้ได้ ยิวคนดังจึงขอบังคับคดีต่อศาล ขอเนื้อหนัก 1 ปอนด์ตรงหัวใจของอันโตนิโย
ไชล็อกไม่ยอมกรุณาแม้ทั้งศาลทั้งเจ้าเมืองและใครต่อใครจะร้องขอ ซ้ำยังสาปแช่งว่า หากเจ้าเมืองไม่ตัดสินคดีความให้เที่ยงตรง ขอให้เวนิสพบภัยพิบัติ
ปอร์เชียปลอมตัวเป็นเนติบัณฑิตเข้ามาในศาล เพื่อทำหน้าที่แทนเบ็ลลาริโย นางได้ซักถามไชล็อกกับอันโตนิโยเกี่ยวกับสัญญาเป็นเบื้องต้น เห็นว่ากฎหมายเวนิสมิได้ห้ามการทำสัญญาแบบนี้ อันโตนิโยจึงตกในที่เสียเปรียบ จึงขอให้ไชล็อกกรุณา แต่ไม่เป็นผล ไชล็อกบอกว่าจะ “บังคับ” ตนด้วยเหตุผลใด
ปอร์เชียกล่าวหว่านล้อมอย่างคมคาย และเตือนไชล็อกว่าอย่าได้อ้างแต่ความยุติธรรมตามสัญญา
ตรงนี้ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงนิพนธ์ไว้เป็นที่ประทับใจยิ่งนัก มีเนื้อหาที่ได้รับการอัญเชิญไปใช้กันอย่างกว้างขวาง อย่างที่ผมยกมาข้างต้น ซึ่งถ้าจะให้เต็มที่แล้วต้องขึ้นต้นตั้งแต่วรรค...
“อันว่าความกรุณาปรานี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน :
เป็นสิ่งดีสองชั้น ; พลันปลื้มใจ
แก่ผู้ให้และผู้รับสมถวิล :”
ปอร์เชียขออ่านสัญญา แล้วเสนอชำระหนี้ ให้ 3 เท่า เมื่อไชล็อกไม่ยอม นางจึงให้เตรียมการแล่เนื้อริมหัวใจตามที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์ในสัญญา
นางบอกให้ไชล็อกเตรียมหมอมารอไว้ เพื่อช่วยแก้ไขเมื่อเลือดไหลไม่หยุด!
แต่ไชล็อกแย้งว่า -- ไม่มีในสัญญา จะเตรียมหมอทำไม?
ปอร์เชียบอกว่า ในสัญญามิได้ระบุว่ายอมให้มีเลือดติดเนื้อไปด้วย ให้แต่เนื้อหนัก 1 ปอนด์เท่านั้น หากเนื้อนั้นมีเลือดติดไปแม้แต่นิดเดียว กฎหมายเวนิสบอกว่า ต้องริบทรัพย์ผู้แล่เนื้อเป็นของหลวงทันที
ไชล็อกตกใจด้วยมิได้คาดคิดถึงประเด็นนี้ รีบกลับคำขอรับชำระหนี้เป็นเงิน
ปอร์เชียห้ามบัสสานิโยมิให้มอบเงินแก่ไชล็อก โดยยืนยันให้ไชล็อกได้ “ความยุติธรรม” ตาม “สัญญา” ที่ร้องขอ!
คือให้แล่เนื้อไม่ติดเลือดให้ได้น้ำหนัก 1 ปอนด์พอดี ไม่ขาดไม่เกิน หากตาชั่งเอียงไปข้างใดแม้เพียงน้ำหนักเท่าเส้นผม -- ไชล็อกจะต้องถูกประหารชีวิต และริบสมบัติทั้งหมด!!
ไชล็อกดิ้นรนขอรับชำระหนี้เท่าต้นทุน แต่ปอร์เชียแย้งว่า ก่อนหน้านี้เมื่อยืนยันต่อหน้าศาลไว้แล้วว่าขอความยุติธรรมตามสัญญา เป็นอื่นไม่ได้ ตอนนี้จึงเป็นอื่นไม่ได้
หนทางเดียวที่ไชล็อกคิดว่าตัวเองจะทำได้ คือเดินหนีออกจากศาล แต่ปอร์เชียทักท้วง และบอกว่ามีกฎหมายเวนิสอยู่ข้อหนึ่ง บัญญัติว่าคนต่างชาติที่มุ่งร้ายต่อชาวเวนิสให้ถึงตาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เจ้าทุกข์ผู้จะต้องอันตรายจะได้รับทรัพย์ของคนต่างชาตินั้นกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งให้ริบเป็นสมบัติของเวนิส ส่วนชีวิตของคนต่างชาตินั้น สุดแล้วแต่เจ้าเมืองจะบัญชาให้คงไว้หรือปลงประหาร
ไชล็อกในขณะนั้นไม่คิดสู้อีกต่อไปแล้ว ไม่ด่าศาล ไม่ด่าเจ้าเมือง ไม่ส่งเงินจ้างม็อบรายวันมากระทำอหังการกลางเมือง แต่ปอร์เชียก็ไม่คิดเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้ไชล็อก
ไม่แอบอ้างว่าเป็น “กุศโลบาย” สะสมไว้เพื่อเป้าหมายประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่อะไร!!
และไม่แอบอ้างว่าเป็น “การต่อยอดสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่” อะไรเช่นกัน!!!
อันโตนิโยแสดงความปรารถนาที่จะรับทรัพย์กึ่งหนึ่งของไชล็อกมาเก็บรักษาไว้จนกว่ายิวคู่ปรับของ
เขาจะตาย แล้วจะยกให้ลอเร็นโซ ลูกเขยของไชล็อกผู้พาลูกสาวของไชล็อกหนีไป นอกจากนั้นยังมีความมุ่งหวังที่จะให้ไชล็อกหันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกับลูกสาว และทำพินัยกรรมยกสมบัติให้แก่ ลอเร็นโซด้วย
ไชล็อกยอมทำตามที่อันโตนิโยปรารถนาจึงรอดชีวิตไปได้
แม้จะต้องเสียทรัพย์ไป แต่ทรัพย์นั้นก็ไม่ได้ตกอยู่กับคนใดคนหนึ่ง หากตกอยู่กับแผ่นดินและลูกหลานของตัว
แน่นอนว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเสียประโยชน์จากคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าหลายคนในจำนวนนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของหัวหน้าพรรค
แต่ก็ “เลือก” ที่จะ “เงียบ” ในวันที่เกิดการกระทำอันอุบาทว์นั้น
แม้จนถึงวันนี้ หลายคนก็ยังคง “เลือก” ที่จะ “เงียบ” ในขณะที่อีกหลายคน “เลือก” ที่ร่วมขบวน “ปลุกกระแสต่อต้านศาล” อยู่อย่างที่เห็น
และอย่าลืมว่า ไม่ว่าคดีใดที่ขึ้นสู่ศาลเพื่อแสวงหา “ความยุติธรรม” แล้วก็เฉกเช่นเดียวกัน
มีร้อยกรองบทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 6 เป็น “วรรคทอง” ไว้ว่า....
“ในกระแสแห่งยุติธรรมา
ยากจะหาความเกษมเปรมใจ”
เป็นบทพระราชนิพนธ์เรื่อง “เวนิสวานิช” ที่ทรงแปลมาจากบทละครอมตะของวิลเลียม เช็คสเปียร์เรื่อง “The Merchants of Venice” เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสมัยผมเรียนชั้นมัธยม ตอนนางปอร์เชียว่าความในศาลเพื่อแก้คดีให้อันโตนิโย บทกลอนช่วงนี้งดงามและมีความหมายมาก ถ้าจะให้ย้อนขึ้นไปให้หนักแน่นขึ้นก็ต้องเป็น
“ฉะนั้นยิว, แม้อ้างยุติธรรม
จงกำหนดจดจำไว้ด้วยว่า
ในกระแสแห่งยุติธรรมา
ยากจะหาความเกษมเปรมใจ :”
ยิว ณ ที่นี้หมายถึงไชล็อก พ่อค้าเงินกู้แห่งเมืองเวนิส ที่ให้บัสสานิโยกู้เงินจำนวน 3 พันเหรียญโดยไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ แต่ให้ทำสัญญากัน โดยมีพยานรู้เห็น ว่าหากไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข จะขอเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์จากส่วนไหนของร่างกายก็ได้ของอันโตนิโย เพื่อนรักของบัสสานิโยผู้เป็นคู่แค้นของตน เป็นการชำระหนี้แทน
ไชล็อกมีเจตนาไม่สุจริตมาแต่ต้น แต่สัญญาแบบนี้ในเมืองเวนิสยุคนั้นสามารถทำได้ ดังนั้นเมื่อบัสสานิโยไม่สามารถชำระหนี้ได้ ยิวคนดังจึงขอบังคับคดีต่อศาล ขอเนื้อหนัก 1 ปอนด์ตรงหัวใจของอันโตนิโย
ไชล็อกไม่ยอมกรุณาแม้ทั้งศาลทั้งเจ้าเมืองและใครต่อใครจะร้องขอ ซ้ำยังสาปแช่งว่า หากเจ้าเมืองไม่ตัดสินคดีความให้เที่ยงตรง ขอให้เวนิสพบภัยพิบัติ
ปอร์เชียปลอมตัวเป็นเนติบัณฑิตเข้ามาในศาล เพื่อทำหน้าที่แทนเบ็ลลาริโย นางได้ซักถามไชล็อกกับอันโตนิโยเกี่ยวกับสัญญาเป็นเบื้องต้น เห็นว่ากฎหมายเวนิสมิได้ห้ามการทำสัญญาแบบนี้ อันโตนิโยจึงตกในที่เสียเปรียบ จึงขอให้ไชล็อกกรุณา แต่ไม่เป็นผล ไชล็อกบอกว่าจะ “บังคับ” ตนด้วยเหตุผลใด
ปอร์เชียกล่าวหว่านล้อมอย่างคมคาย และเตือนไชล็อกว่าอย่าได้อ้างแต่ความยุติธรรมตามสัญญา
ตรงนี้ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 ทรงนิพนธ์ไว้เป็นที่ประทับใจยิ่งนัก มีเนื้อหาที่ได้รับการอัญเชิญไปใช้กันอย่างกว้างขวาง อย่างที่ผมยกมาข้างต้น ซึ่งถ้าจะให้เต็มที่แล้วต้องขึ้นต้นตั้งแต่วรรค...
“อันว่าความกรุณาปรานี
จะมีใครบังคับก็หาไม่
หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ
จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน :
เป็นสิ่งดีสองชั้น ; พลันปลื้มใจ
แก่ผู้ให้และผู้รับสมถวิล :”
ปอร์เชียขออ่านสัญญา แล้วเสนอชำระหนี้ ให้ 3 เท่า เมื่อไชล็อกไม่ยอม นางจึงให้เตรียมการแล่เนื้อริมหัวใจตามที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์ในสัญญา
นางบอกให้ไชล็อกเตรียมหมอมารอไว้ เพื่อช่วยแก้ไขเมื่อเลือดไหลไม่หยุด!
แต่ไชล็อกแย้งว่า -- ไม่มีในสัญญา จะเตรียมหมอทำไม?
ปอร์เชียบอกว่า ในสัญญามิได้ระบุว่ายอมให้มีเลือดติดเนื้อไปด้วย ให้แต่เนื้อหนัก 1 ปอนด์เท่านั้น หากเนื้อนั้นมีเลือดติดไปแม้แต่นิดเดียว กฎหมายเวนิสบอกว่า ต้องริบทรัพย์ผู้แล่เนื้อเป็นของหลวงทันที
ไชล็อกตกใจด้วยมิได้คาดคิดถึงประเด็นนี้ รีบกลับคำขอรับชำระหนี้เป็นเงิน
ปอร์เชียห้ามบัสสานิโยมิให้มอบเงินแก่ไชล็อก โดยยืนยันให้ไชล็อกได้ “ความยุติธรรม” ตาม “สัญญา” ที่ร้องขอ!
คือให้แล่เนื้อไม่ติดเลือดให้ได้น้ำหนัก 1 ปอนด์พอดี ไม่ขาดไม่เกิน หากตาชั่งเอียงไปข้างใดแม้เพียงน้ำหนักเท่าเส้นผม -- ไชล็อกจะต้องถูกประหารชีวิต และริบสมบัติทั้งหมด!!
ไชล็อกดิ้นรนขอรับชำระหนี้เท่าต้นทุน แต่ปอร์เชียแย้งว่า ก่อนหน้านี้เมื่อยืนยันต่อหน้าศาลไว้แล้วว่าขอความยุติธรรมตามสัญญา เป็นอื่นไม่ได้ ตอนนี้จึงเป็นอื่นไม่ได้
หนทางเดียวที่ไชล็อกคิดว่าตัวเองจะทำได้ คือเดินหนีออกจากศาล แต่ปอร์เชียทักท้วง และบอกว่ามีกฎหมายเวนิสอยู่ข้อหนึ่ง บัญญัติว่าคนต่างชาติที่มุ่งร้ายต่อชาวเวนิสให้ถึงตาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เจ้าทุกข์ผู้จะต้องอันตรายจะได้รับทรัพย์ของคนต่างชาตินั้นกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งให้ริบเป็นสมบัติของเวนิส ส่วนชีวิตของคนต่างชาตินั้น สุดแล้วแต่เจ้าเมืองจะบัญชาให้คงไว้หรือปลงประหาร
ไชล็อกในขณะนั้นไม่คิดสู้อีกต่อไปแล้ว ไม่ด่าศาล ไม่ด่าเจ้าเมือง ไม่ส่งเงินจ้างม็อบรายวันมากระทำอหังการกลางเมือง แต่ปอร์เชียก็ไม่คิดเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมให้ไชล็อก
ไม่แอบอ้างว่าเป็น “กุศโลบาย” สะสมไว้เพื่อเป้าหมายประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่อะไร!!
และไม่แอบอ้างว่าเป็น “การต่อยอดสู่ความสำเร็จยิ่งใหญ่” อะไรเช่นกัน!!!
อันโตนิโยแสดงความปรารถนาที่จะรับทรัพย์กึ่งหนึ่งของไชล็อกมาเก็บรักษาไว้จนกว่ายิวคู่ปรับของ
เขาจะตาย แล้วจะยกให้ลอเร็นโซ ลูกเขยของไชล็อกผู้พาลูกสาวของไชล็อกหนีไป นอกจากนั้นยังมีความมุ่งหวังที่จะให้ไชล็อกหันมานับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกับลูกสาว และทำพินัยกรรมยกสมบัติให้แก่ ลอเร็นโซด้วย
ไชล็อกยอมทำตามที่อันโตนิโยปรารถนาจึงรอดชีวิตไปได้
แม้จะต้องเสียทรัพย์ไป แต่ทรัพย์นั้นก็ไม่ได้ตกอยู่กับคนใดคนหนึ่ง หากตกอยู่กับแผ่นดินและลูกหลานของตัว
แน่นอนว่ากรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยเสียประโยชน์จากคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ และผมเชื่อว่าหลายคนในจำนวนนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับการกระทำของหัวหน้าพรรค
แต่ก็ “เลือก” ที่จะ “เงียบ” ในวันที่เกิดการกระทำอันอุบาทว์นั้น
แม้จนถึงวันนี้ หลายคนก็ยังคง “เลือก” ที่จะ “เงียบ” ในขณะที่อีกหลายคน “เลือก” ที่ร่วมขบวน “ปลุกกระแสต่อต้านศาล” อยู่อย่างที่เห็น


