xs
xsm
sm
md
lg

ปาฏิหาริย์..ปรากฏการณ์ “จตุคามฯ!!??”

เผยแพร่:   โดย: สำราญ รอดเพชร

แม้จะช้าไปหลายก้าวหลายเพลา แต่เป็นครั้งแรกที่ผมไปร่วม “จตุคามฯ” ด้วยความเต็มใจและกระหายใคร่รู้ใคร่สัมผัส...

งานสัมมนาระดับชาติ “ปรากฏการณ์จตุคามฯ : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” เมื่อ 26 -27 พ.ค. ที่นครศรีธรรมราช จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ยุค ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ อาจารย์เก่าของผมเป็นอธิการ ร่วมกับมูลนิธิพัฒนาและส่งเสริมเยาวชนคนหนุ่มสาว ที่มี สิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ อดีต ส.ว.ของนครศรีฯ คนหนุ่มที่ไฟการทำงานยังโชติแรง...

ก่อนหน้านี้ผมเคยวิพากษ์วิจารณ์กระแสจตุคามฯ ด้วยความเป็นห่วงทำนองว่า...อะไรกันนักกันหนา...มากไปแล้ว...ต้องจัดระเบียบ...เพื่อนฝูงบางคนเคยยุยงให้ยื่นกระทู้ถามสดหรือญัตติในสภา ซึ่งก็เกือบๆ ไปแล้ว...แต่สุดท้ายก็บอกตัวเองว่า...อย่าดีกว่า...

เล่นกับความเชื่อความศรัทธา บางครั้งความประสงค์ดีอาจกลายเป็นประสงค์ร้าย ความช่วยเหลืออาจกลายเป็นการทำลาย...และดีไม่ดีพูดผิดพลาดไปสักวรรคสองวรรค อาจถึงขั้นกลับบ้านเกิดเมืองคอนไม่ได้...เลยล่ะ..

จะอย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้โดยส่วนลึกก็ยังเป็นห่วงใน “ปรากฏการณ์จตุคามฯ” ในหลายๆ อย่าง เพียงแต่เมื่อลงไปสัมผัสการสัมมนา 2 วัน ก็พอจะทำให้ผมใจชื้นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็ตรงที่..ม.ราชภัฏนครศรีฯ และมูลนิธิฯ ของคุณสิริวัฒน์ ได้ชักธง “องค์ความรู้” ว่าด้วยเรื่องจตุคามรามเทพขึ้นมา...

ทั้งนี้โดยการจัดตั้ง “กองทุนการศึกษาและเผยแพร่ประวัติศาสตร์เมืองนคร” ขึ้นมาศึกษาประวัติศาสตร์ว่าด้วยอาณาจักรศรีวิชัย เมืองนครศรีธรรมราช องค์จตุคามฯ และ ฯลฯ

ด้านหนึ่งอาจจะเป็นท้องถิ่นนิยม...ทำนองว่าเป็นเมืองคอนต้องรู้เรื่องจตุคามฯ มากกว่าชาวบ้านเขาหน่อย ก็เป็นท้องถิ่นนิยมที่น่าชักธงเชียร์ แต่อีกด้านหนึ่งก็เพื่อค้นหาความจริงในเชิงวิชาการประวัติศาสตร์...ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเอาใจช่วย..

ทราบมาว่าก่อนงานสัมมนาจตุคามฯ กลุ่มคนเหล่านี้ได้ใช้เงินที่ได้มาด้วยองค์จตุคามฯ รุ่น 12 นักษัตรนั่นแหละ ยกคณะเดินทางไปศรีลังกาเพื่อย้อนรอยอดีตของจตุคามฯ...

เอา (เงิน) จตุคามฯ ค้นหาจตุคามฯ..ว่างั้นเถอะ...

ผมนั่งฟัง อ.ฉัตรชัยกับคุณสิริวัฒน์สรุปให้ ท่านพลากร สุวรรณรัตน์ องคมนตรี ประธานเปิดงานสัมมนาฯ รับฟังแล้วแอบปลื้มอยู่ในใจว่าถ้าท่านเหล่านี้ช่วยกันขับเคลื่อนกองทุนฯ ให้เข้มแข็งจริงๆ ก็จะเป็นปรากฏการณ์ที่ดีมากๆ ท่ามกลางกระแส พุทธพาณิชย์ก็ดี หรือเทวพาณิชย์ก็ตาม...

อย่างน้อยก็น่าจะทำให้ “ทุน” กับ “ศรัทธา” ไปกันได้ด้วยความรู้ ด้วยสติ แทนที่จะไหลไปด้วยอวิชชา...

พูดถึงกระแสและปรากฏการณ์ของจตุคามฯ แล้ว ผมบอกกับตัวเองว่าเป็นเรื่องเหลือเชื่อ....ตัวเลขจาก คุณฐากูร บุนปาน บก.นสพ.ข่าวสด ที่ได้บอกกล่าวบนเวทีสัมมนาว่าตอนนี้สร้างแล้ว 614 รุ่น สิ้นปี 2551 จะมีประมาณ 1,000 รุ่น มูลค่าประมาณ 6 หมื่นล้านบาท โดยในช่วงหลังการผลิตจะตกรุ่นละประมาณ 1 -5 แสนองค์

แต่ตัวเลขจาก ดร.ณรงค์ บุญสวยขวัญ อาจารย์ม.วลัยลักษณ์ และ คุณสุวรรณ บัณฑิต อดีตแอ็คติวิสต์ รามคำแหงระบุว่าถึงวันนี้จตุคามฯ ถูกผลิตมาแล้วเกือบ 400 รุ่น ประมาณ 80 ล้านองค์ กำลังรอปั๊มอยู่อีก 200 รุ่น...

ผมแอบคำนวณว่าถ้าในขณะนี้ความต้องการในประเทศประมาณ 10 ล้านคน แสดงว่าใน10ล้านคนนี้ เฉลี่ยแล้วแต่ละคนครอบครองจตุคามฯ ถึงคนละ 8 องค์...

คำถามที่หลายคนชอบถามก็คือ ขณะนี้ปรากฏการณ์จตุคามฯ มาถึงจุดไหนแล้ว..ใกล้อวสานแล้วหรือยัง..?

เพื่อนผมสองคนมองใกล้เคียงกัน คนแรก จำลอง ฝั่งชลจิตร นักเขียนใหญ่บอกว่า ถ้าสมมติกระแสจตุคามฯ มี 3 ยุค ขณะนี้คือช่วงปลายของยุคแรก ขณะที่ ไพโรจน์ เพชรคง สหายเก่าที่กลายเป็นนักบริหารนักธุรกิจร่วมสมัยบอกว่า เป็นช่วงแรกของยุคที่สอง...

ผมลองเดินสำรวจตลาด บรรยากาศทั่วไปของจตุคามฯ ครองเมืองที่นครศรีฯ แล้ว ค่อนข้างเห็นคล้อยตามกับเพื่อนทั้งสองคน

..นี่ยังไม่ใช่ยุคสูงสุดของกระแสจตุคามฯ ฟีเวอร์...แม้ว่าหากพูดถึงกำลังซื้อหรือความต้องการของ “คนเมืองคอน” นั้น กล่าวได้ว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ตาม...

...จตุคามฯ กำลังไหลลามไปพื้นที่ต่างๆ ในประเทศไทย และส่วนหนึ่งอาจจะกลายเป็นสินค้าส่งออก จากคนไทยในประเทศไทยไปสู่คนไทยในต่างประเทศ รวมทั้งคนต่างประเทศในประเทศนั้นๆ ...

... แม้หลายสิบล้านองค์จะห้อยอยู่บนคอคนไทยทั้งด้วยความศรัทธาและในรูปแบบแฟชั่น แต่มิติของประวัติศาสตร์แห่งจตุคามฯ..ท่านเป็นใคร มาจากไหน สำคัญอย่างไร ดูเหมือนเพิ่งจะเริ่มต้นภาคสองแห่งการทุ่มเถียงกันอีกครั้ง และนี่ก็จะเป็นอีกหนึ่งเหตุปัจจัยที่หนุนส่งกระแสจตุคามฯ...ให้ยืนยาวออกไปอีก...

ผศ.ฉัตรชัย ศุกระกาญจน์ และ รศ.ปรีชา นุ่นสุข
บอกในงานเขียนของท่านว่า องค์จตุคามรามเทพในคติความเชื่อของคนในขณะนี้ ได้แตกเป็น 4 สาย ทั้งในแง่ที่มา รูปลักษณ์ และความหมาย..

สายแรก เชื่อว่าเป็น “พระโพธิสัตว์” หรือเป็นภาคหนึ่งของ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” อันเป็นคติความเชื่อของพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน..

สายที่สอง เชื่อว่าเป็นวิญญาณของบุรพกษัตริย์ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 -18 ซึ่งในที่นี้หมายถึงพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ปฐมกษัตริย์แห่ง “ตามพรลิงค์” หรือนครศรีธรรมราช และพระเจ้าจันทรภาณุ กษัตริย์องค์ที่สองรองจากพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช..

สายที่สาม เชื่อว่าจตุคามฯ เป็นเทวดาผู้พิทักษ์ ผู้เฝ้าประตู หรือนายประตูตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า “ทวารบาล” โดยที่วิหารทรงม้าในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (นครศรีฯ) อันเป็นทางเข้าประตูทักษิณมีทวารบาลอยู่สององค์ องค์ซ้ายคือพระพรหม องค์ขวา คือ “พระนารายณ์” (พระวิษณุ) อันเป็นเทพในศาสนาพราหมณ์ ทั้งสององค์เรียกรวมกันว่า “จตุคามรามเทพ”

สายที่สี่ สายนี้เชื่อว่าเป็นรูปปั้นองค์ลอยที่ประดิษฐานอยู่ที่บริเวณบันไดขั้นที่ 17 อันเป็นทางขึ้นลานประทักษิณขององค์พระบรมธาตุ โดยสร้างขึ้นในยุคสมัยของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชองค์ที่ 2 (พระเจ้าจันทรภาณุ) เพื่อให้เป็นเทวดารักษาเมือง (อาณาจักร) รักษาพระบรมธาตุเจดีย์ (พุทธจักร) ปัจจุบันรูปปั้นดังกล่าว นั่งชันเข่าขวาทั้งสององค์และมีแผ่นหินอ่อนจารึกนามไว้ว่า “เท้าขัตตุคาม” และ “เท้ารามเทพ”

ผมเองนั้นค่อนข้างเห็นด้วยกับสายที่สี่...

สารภาพว่า ก่อนหน้านี้ ผมเคยมองอย่างสุดโต่งว่า...กระแสด้านหลักของจตุคามฯ คือการพาณิชย์ คือการเก็งกำไร ตีหัวเข้าบ้าน รวยแล้วเลิก ศรัทธาจริงมีน้อย ศรัทธาเทียมท่วมเมือง...

ถึงแม้วันนี้ไม่ได้ “สุดขั้ว” เช่นนั้นแล้วก็จริง แต่ก็ยังอดห่วงในความโลภของคนไม่ได้...คงต้องช่วยกันกระตุกแรงๆ ส่วนคนที่มุ่งแต่คำว่ากำไร ไม่จริงใจ ไม่คิดที่จะคืนอะไรให้กับสังคม...แถมมีลิ่วล้อมาแอบอ้างจตุคามฯ ไปปราบกบฏแทนที่จะปราบพวกโกงชาติ อีกต่างหาก...

คนพวกนี้พรรคนี้ต้อง “ยุบ” ซะให้เข็ด..!!