xs
xsm
sm
md
lg

ธรรมกายมาจากไหน?

เผยแพร่:   โดย: ยอดธง ทับทิวไม้

.
ประเทศไทยการเอาศาสนามาเป็นที่เคารพบูชากันอย่างทุกวันนี้มาจากศรีลังกา ในสมัยสุโขทัยเป็นพุทธศาสนาที่แยกศาสนาออกเป็นสองชนิดคือ ธรรมยุต มหานิกายที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งการแยกกันออกมาแล้ว ความจริงมันมาจากการเสื่อมของศาสนาพุทธเอง เพราะพุทธศาสนาได้เริ่มเข้ามามีการยอมรับนับถือกันในประเทศไทยและในเอเชียอาคเนย์นั้น ในสมัยสุโขทัยดูว่าทางไทยนำเอาพุทธพจน์และคำสอนต่างๆ ไว้ในประเทศสำหรับคนไทยทั้งหมดแม้แต่คัมภีร์โหราศาสตร์ที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ก็ถูกนำเอามาสร้างความเชื่อถือกันในประเทศไทย เฉพาะอย่างยิ่งในสมัยสุโขทัยด้วย

พุทธศาสนาก็อยู่มาได้โดยไม่มีริ้วรอยเสียหายอะไร ยังมีความหมายที่สำคัญต่อคนศรัทธาและเคารพเชื่อถือกันอยู่อย่างมั่นคง

แต่เมื่อนานวันเข้ามา หรือเมื่อวันเวลาล่วงเลยมานานพอสมควร ศาสนาก็เสื่อมลงเช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะมีพวกมนุษย์อัปรีย์จำนวนมากที่ไม่มีอาชีพ หรือไม่มีความรู้ในการทำมาหากิน ก็อาศัยแอบแฝงเอาชื่อของพุทธศาสนาหรือความสำคัญของศาสนาสำหรับทำมาหากินกันมากขึ้น เพราะการเอาพุทธศาสนามาทำมาหากินนั้นไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากอ้างอิทธิฤทธิ์อะไรที่จะสามารถโกหกยกเมฆขึ้นมาให้คนเชื่อถือได้ ในขณะเดียวกันคนโง่ที่พร้อมจะให้โกหกหลอกลวงเป็นเหยื่อนั้นมีมาก เหมือนคนไทยในสมัยนี้ไม่ว่าอะไรที่จะทำให้คนเชื่อถือได้ว่าการกระทำของตัวเองนั้นก็คือการทำและการปฏิบัติตามลัทธิศาสนา เช่น ผู้หญิงที่เข้ามาบวชเป็นแม่ชีจะต้องนุ่งเหลืองห่มเหลืองเช่นเดียวกับพระ และอ้างว่าเป็นพระภิกษุณีในพุทธศาสนาซึ่งอ้างว่าสำเร็จขั้นอรหันต์ซึ่งไม่เคยมีในสมัยพุทธกาล แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือวงการสงฆ์ไทยยอมรับ และชื่นชมกัน และพุทธศาสนาอีกพวกหนึ่งซึ่งในสมัยพุทธกาลไม่เคยมีพวกมนุษย์หน้าด้านพวกนี้เอาสัญลักษณ์พระพุทธเจ้าเข้ามาหุ้มห่อร่างกายเพื่อความสะดวกในการสร้างคุณงามความดีให้แก่ตัวเอง โดยอาศัยการโกหกพกลมเพียงอย่างเดียว หรืออีกพวกหนึ่งซึ่งมีวิธีหลอกลวงและต้มมนุษย์ ได้แก่ พุทธศาสนาลัทธิธรรมกายที่แยกออกมา ลัทธิธรรมยุตและมหานิกายที่กำลังระดมพระธรรมกายที่พวกตนจัดตั้งขึ้นมาเพื่อหาโอกาสใช้พระอลัชชี และมนุษย์พวกนี้เข้ามาทำหน้าที่แทนพระธรรมยุต และมหานิกาย บางพวกที่ทำมาหากินอยู่แล้วในรูปของรัฐบาลอลัชชีในนามพุทธศาสนา ซึ่งจะต้องถูกถีบออกไปจากประเทศไทยหลังจากนักการเมืองเดียรัจฉานทั้งหลายของเรายินยอมที่จะปฏิบัติการทำลายพุทธศาสนาไว้ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว ก็จะจัดตั้งรัฐบาลธรรมกายหรือรัฐบาลที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะขึ้นมาบริหารประเทศกันต่อไป

เมื่อคณะสงฆ์นอกพระธรรมวินัยเหล่านี้ตั้งขึ้นมาแล้ว ก็จะต้องจัดตำแหน่งที่ทำมาหากินขึ้นแบ่งเฉลี่ยกันไปในหมู่พระ และนายทหารที่เป็นหัวหน้าให้มีโอกาสทำมาหากินกันได้ในนามศาสนาในตำแหน่งต่างๆ ในราชการบ้านเมืองก็จะเพิ่มขึ้นอีกมากมาย รวมทั้งกรมกองที่พระอลัชชีกับพวกนี้จะเข้ามาบริหารก็จะต้องจัดตั้งขึ้นคือ กฎหมายลูกที่จะต้องออกตามรัฐธรรมนูญที่หลอกลวงข่มขู่เอาศาสนาพุทธมาเป็นศาสนาประจำชาติกันต่อไป

เมืองไทยจะไปกันใหญ่ ไม่รู้ว่ารูปไหนแบบไหน?

แต่แน่นอนที่สุดก็คือ พระอลัชชีที่อยู่กับความโลภ โกรธ หลงพวกนี้จะมีอำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหาของประเทศชาติประชาชนแทนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เราใช้กันมาในรัฐธรรมนูญ 17 ฉบับ

บรรดานักสังเกตการณ์ทางการเมืองและประชาชนที่รู้เรื่องดีเล่าลือกันว่าจุดประสงค์ของอลัชชีพวกนี้ก็คือ จะตั้งกลุ่มของตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือเป็นรัฐบาลเสียเอง ทำหน้าที่ด้วยการปล้นบ้านกินเมืองบนหลังประชาชนต่อไป

ในความเป็นจริง ภาระหน้าที่ของพระพุทธศาสนาและสาวกของพระสงฆ์มีอย่างเดียวเท่านั้น ที่สั้นและรวบรัดที่สุดก็คือจะต้องไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ หรือพยายามกำจัดกิเลสเหล่านี้ให้หมดไป ความดับทำใจและตั้งตนไว้ในที่ชอบที่จะนำไปสู่ความดับและความหลุดพ้นทั้งตัวเองและการชี้ทางผู้อื่น

เฉพาะอย่างยิ่ง การเดินขบวนเรียกร้องรัฐบาลให้ยอมจำนนต่อการเรียกร้องของพวกปล้นศาสนา โดยการคาดหมายกันว่าเมื่อการเรียกร้องเป็นผลและรัฐธรรมนูญเสร็จลงจนผ่านการเลือกตั้งไปแล้วก็จะมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาทำเงินกันต่อไป

เป็นการโกหกหลอกลวงที่ยิ่งใหญ่อีกวิธีหนึ่งของสัตว์นรกพวกนี้

ทั้งๆ ที่บ้านเมืองมีขนบประเพณี และระเบียบวินัยอันดีงาม แต่เดียรถีย์เหล่านี้ก็บังอาจหวังกันว่าพวกเขาจะสามารถทำลายขนบประเพณีที่ได้รับรองกันมาแล้วหลายชั่วอายุคนว่าจะทำได้ง่ายๆ เพียงแค่อาศัย “ความอยาก ความด้าน ความหนา” ของพระเดชพระคุณที่แหวกพระธรรมออกไปหาชื่อเสียงด้วยวิธีง่ายๆ ก็เถอะ!

ที่ผมต้องเขียนก็เพราะว่าไม่อยากให้ใครหลอกลวงใครต่อไปอีก ชีวิตแบบนั้นผมเจอมามากพอ เฉพาะพระที่ไม่กล้าปฏิบัติตามพระธรรมวินัยให้ประชาชนเห็นแต่เที่ยวเดินขบวนเรียกร้องบังคับสาธุชนให้ทำในสิ่งที่ไม่มีอยู่ในพระธรรมวินัยหรือตรัสรู้มากไปกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้!

จ้างให้มันเป็นกี่ชาติกี่ชีวิตมันก็เป็นไปไม่ได้!!

และที่บัดซบที่สุดเรื่องหนึ่งซึ่งผมได้พบเห็นมาด้วยตนเองนั่นคือ พุทธศาสนาที่มีนามว่า ธรรมกาย

คำว่าธรรมกายนั้นเป็นเพียงคำที่ภาษาพระหรือภาษาบาลีเรียกว่า บุคลาธิษฐานที่หมายถึงคำเปรียบเทียบรูปร่างหรืออักขระของพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นเพียงนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรมที่มีตัวตนเป็นรูปเป็นร่าง เป็นคำที่มีการนำมาใช้น้อยในพระไตรปิฎก เฉพาะอย่างยิ่งในคัมภีร์พระธรรมบททุกๆ ภาคไม่เคยปรากฏว่ามีคำคำนี้อยู่แม้แต่คำเดียว จะเรียกกันอย่างนั้นก็ไม่น่าจะผิด

ผมไม่แน่ใจว่าคำคำนี้จะมีในคัมภีร์ไหนที่เป็นหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าในคัมภีร์พระไตรปิฎกที่พระมหาเปรียญเล่าเรียนกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ผมก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามี และนำมาใช้ในพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และค้นพบ

ผมยืนยันได้ว่าธรรมกายไม่ใช่ศาสนาหรือหลักธรรมใดๆ ในพุทธศาสนา แต่เป็นคำบาลีคำหนึ่งที่นำมาใช้อธิบายถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า

เฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือผมรับการอบรมวิชาธรรมกายนี้มาจากหลวงพ่อเจ้าของวิชานี้ด้วยตัวเองและผมก็รับไม่ได้ และหลวงพ่อก็คงเข้าใจว่าผมรับไม่ได้ เมื่อผมบอกว่าผมจะหยุดการเรียนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านก็ตอบผมด้วยการพยักหน้าและมีเสียงลอดออกมาได้ก็คือ “ฮือ” คำเดียว

หลวงพ่อองค์นั้นทุกคนเรียกว่าหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ท่านเป็นคนสุพรรณบุรี และมาอยู่ที่วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งทำหน้าที่ดูแลปกครองวัดปากน้ำภาษีเจริญด้วย แต่วัดไม่สามารถจะดูแลได้ทั่วถึง ที่ร้ายที่สุดก็คือบริเวณวัดแถบนั้นเป็นดงนักเลงที่ค่อนข้างดุยากที่จะมีใครดูแลได้ บังเอิญว่าหลวงพ่อสดนั้นท่านเป็นคนสุพรรณบุรี ก็มีคนเชื่อว่าท่านจะจัดการกับคนพวกนี้ได้ดีกว่าพระท่านอื่น ทางวัดพระเชตุพนจึงคิดว่าเอาคนสุพรรณบุรีนี่แหละเข้าไปดูแล หลวงพ่อก็ถูกเลือกเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ไม่เพียงแต่นักเลงจะเงียบไปเท่านั้น วัดปากน้ำกลายเป็นวัดที่มีคนอยู่อาศัยมากที่สุด เฉพาะแม่ชีที่จะเข้าไปฝึกวิชาวิปัสสนาที่เรียกว่าใครไม่มีที่อยู่ที่ไปที่ไหนก็เข้าวัดนี้จะอยู่ฟรีนอนฟรีทั้งสิ้น ทางด้านพระเณรก็เช่นเดียวกันมาจากทั่วทุกสารทิศ ถ้าหากทางวัดรับเอาไว้แล้วก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไร อาหารทั้งเช้าทั้งเพลทางวัดเลี้ยงหมดฟรีทั้งสิ้น

เป็นวัดๆ เดียวในเมืองไทยสมัยนั้นที่เรียกว่าไม่มีการเบียดเบียนผู้คนหรือสัตว์ใดๆ

พระเณรไม่ต้องออกบิณฑบาต ทางวัดจะมีพวกแม่ชีทำอาหารเช้า-เพลไว้สำหรับเลี้ยงพระเลี้ยงคนอดอยากไม่ว่าจะมาจากที่ไหน เฉพาะอย่างยิ่งแม่ชีของวัด

หัวหน้าแม่ชีหรือคนที่รับผิดชอบทุกอย่างแทนหลวงพ่อเป็นแม่ชีที่รับผิดชอบจริงๆ ใครๆ ก็เรียกแม่ชีคนนั้นว่า “แม่ชีท้วม” โดยไม่มีใครทราบว่ามีแม่ชีที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าจุติมาจากไหนที่มาสร้างวัดธรรมกายใหม่ขึ้นคือ แม่ชีจันทร์ อะไรนั่นแหละ

เมื่อสมัยที่ผมถูกเกณฑ์ให้บวชเป็นสามเณรในระยะเวลาสั้นๆ นั้น ผมถูกฝากไปอยู่กับวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ธนบุรีซึ่งเป็นวัดธรรมดาวัดหนึ่งในฝั่งธนที่เรียกกันในสมัยนั้น

วัดปากน้ำเป็นวัดเดียวในสมัยนั้นที่ได้ทำการอบรมสั่งสอนหลักพระธรรมที่มีชื่อเสียงอยู่ในวงการผู้เลื่อมใสไม่กว้างขวางนักคือวิชาที่เรียกว่า ธรรมกายที่โด่งดังในสมัยนี้

หลวงพ่อสดเป็นพระที่เป็นพระจริงๆ ที่ผมเคยเห็นในชีวิตเป็นพระที่เต็มไปด้วยความเมตตา ไม่เคยตำหนิติเตียนใครแม้แต่ยามเดินในกุฏิจะไม่มีใครได้ยินเสียงเท้าของท่านแม้แต่แมงมุมในกุฏิก็ไม่เคยตกใจ ไม่เคยแสดงอาการเกรี้ยวกราดกับใคร

วิธีพูดวิธีคิดของท่านมักจะทำให้คนที่ไม่รู้จักท่านดีก็อาจจะแปลกใจว่า ท่านทำไมจะต้องคิดหรือจะต้องทำอย่างนั้น

ไม่ห่างจากกุฏิของท่านมากนัก เป็นกุฏิของหลวงพ่อองค์หนึ่งที่ค่อนข้างเก่าจะพังมิพังแหล่ นอกจากหลวงพ่อเจ้ากุฏิแล้วยังมีสามเณรองค์หนึ่งทุกคนเรียกว่า เณรเสริม แต่หลวงพ่อเรียกว่า ไอ้เสริม เณรองค์นี้เป็นเณรที่ชอบร้องเพลง ทั้งเพลงฉ่อยและลำตัดร้องชนิดเต็มเสียงได้ยินไปไกลจะรำด้วยหรือเปล่าไม่เคยมีใครเห็น วันหนึ่งมีเสียงเพลงดังขึ้นที่กุฏิทางด้านนั้น ท่านให้พระองค์หนึ่งไปเรียกไอ้เสริมของท่านมาพบเดี๋ยวนั้นเป็นการด่วน ไม่กี่นาทีมาถึงกุฏิ หลังจากก้มลงกราบเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็ถามไอ้เสริมขึ้นว่า “ทำไมมึงต้องร้องเพลงยังงี้ทุกวันวะ”

สามเณรตัวแสบของเราก็ตอบว่า “มันสนุกดีครับ หลวงพ่อ”

“ประเพณีนะเขาห้ามร้องรำทำเพลง มึงไม่รู้หรือเป็นพระเป็นสงฆ์?”

“ไม่รู้ครับ”
สามเณรเสริมตอบชัด

“มึงรู้จักความดีบ้างไหมว่ามันคืออะไร ไอ้เสริม?”

“ไม่รู้จักครับ หลวงพ่อ”


หลวงพ่อสดพยักหน้า พร้อมกับบอกว่า “เออ, มึงกลับไปเถอะ!”

ไอ้เสริมของท่านก้มลงกราบแล้วก็เดินออกไปจากกุฏิทันที และที่สำคัญก็คือการที่หลวงพ่อพูดเท่านั้นเพราะอะไร ลูกศิษย์คนหนึ่งซึ่งเป็นฆราวาสที่นั่งอยู่ที่นั่นด้วยอ้าปากค้างและอดไม่ได้ที่จะถามว่า “ทำไมหลวงพ่อพูดเท่านั้นละครับ ยังงี้ต้องสั่งสอนกันให้หนักสักหน่อย”

“สอนมันยังไง มันบอกว่าความดีมันไม่รู้จัก แล้วจะเอาอะไรไปพูดกับมัน?”
หลวงพ่อตอบเบาๆ

นั่นคือหลวงพ่อสด และธรรมกายที่ลูกศิษย์วัดปากน้ำได้ศึกษากันในยุคนั้น

ไม่รุกรานชาวบ้าน ไม่ต้มมนุษย์ ไม่ใช่เที่ยววิ่งฮุบที่ดินชาวบ้านขายหรือเอามาสร้างพรรคการเมืองผีบอกอย่างที่ทำกันอยู่!!