.
“ผมจะจำไปชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าเอาคืนได้ผมจะเอาคืนกับพ่อแม่มัน กับพี่น้องมัน กับลูกมัน เอาคืนทั้งโคตรเลย.......
“ถามว่าวันหนึ่งคุณไม่แก่หรือ คุณไม่เกษียณหรือ พอแก่แล้วคุณจะอยู่อย่างเป็นสุขได้อย่างไร เพราะต้องมานั่งระแวงว่า ใครจะมาทำอะไรหรือเปล่า อย่าไปสร้างกรรมเลย”
นี่คือคำพูดที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์วันอาทิตย์ของนายพายัพ ชินวัตร น้องชายแท้ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แสดงออกถึงความอาฆาตแค้นต่อ “มัน” ที่ทำอะไรสักอย่างกับนายพายัพ ชินวัตร
นายพายัพ ชินวัตร เข้าวัดเข้าวาทำบุญฝึกสมาธิก็ไม่น้อย ไม่รู้ขาดสติอย่างไรถึงขนาดหลุดคำสัมภาษณ์อาฆาตแค้นได้มากมายขนาดนี้?
เพราะนอกจากจะทำให้ตัวเองร้อนรุ่มในจิตใจแล้ว ดีไม่ดียังเป็นการเร่งปฏิกิริยาทำให้หลายฝ่ายมีความตระหนักมากขึ้นที่จะระดมสรรพกำลังด้วยทุกวิถีทางเพื่อที่จะไม่ปล่อยให้นายพายัพ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมีโอกาสที่จะเอาคืนทั้งโคตรได้อีกด้วย
“อย่าไปสร้างกรรมเลย” ถ้าคำคำนี้สามารถเตือนสติครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเอาไว้ได้ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ที่เป็นเหมือนกับวันนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้ไปประกันตัวต่อศาลอาญาในคดีการหลบเลี่ยงภาษีในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป อีกทั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ได้สรุปการสอบสวนว่าต้องให้กรรมการของ แอมเพิลริช ต้องจ่ายภาษีไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท
ยังไม่มีใครจะไปรู้ได้ว่าลูกชายและลูกสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะต้องได้รับโทษทางแพ่งและอาญาอีกมากมายเท่าใดหรือไม่ แต่วันนี้เวรกรรมทั้งหลายกำลังส่งผลตกไปที่ภรรยาและลูกๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง ซึ่งย่อมต้องสร้างความเจ็บปวดต่อคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เงินจำนวนกว่า 20,000 ล้านบาท จากครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรี หากเป็นภาษีที่ต้องจัดเก็บก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองที่จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรม และไม่สามารถที่จะฟังขึ้นได้ว่ามันเป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวได้อย่างไร?
หันมาดูอีกเรื่องหนึ่งเพื่อให้เปรียบเทียบกันกับเรื่องส่วนตัวในกรณีพิพาทระหว่าง นางเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ กับ นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช
นางเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ แม้จะไม่ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่นางเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นคุณแม่ที่น่ายกย่องเข้มแข็งเลี้ยงลูกรับผิดชอบด้วยตัวเองจนลูกเติบใหญ่ แม้จะพูดผ่านสื่อว่าได้สั่งสอนลูกให้ “เจ้าชู้” เผื่อเลือก แต่ก็เป็นความหมายในความหวังดีต่อลูกว่าสถาบันครอบครัวจะดีได้ ก็ต่อเมื่อลูกได้มีโอกาสสร้างทางเลือกคู่ครองและพิจารณาจากคนดีที่สุดที่เหมาะกับตัวเองแล้วจึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ไปพลาดท่าอย่างไรไม่ทราบ ล้ำเส้นตำหนิเรื่องส่วนตัวในการสอนลูกของนางเนาวรัตน์ในกรณีนี้ผ่านสื่อสารมวลชน แล้วพูดในทำนองว่าไม่แปลกใจว่าทำไมครอบครัวของ นางเนาวรัตน์ จึงล้มเหลว
เพราะเหตุนี้นางเนาวรัตน์จึงลุกขึ้นต่อสู้และตำหนินางระเบียบรัตน์อย่างรุนแรงผ่านสื่อสารมวลชนเช่นกัน จนมีประชาชนจำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นอกเห็นใจนางเนาวรัตน์และตำหนิติเตียนความไม่เหมาะสมของนางระเบียบรัตน์กันอย่างกว้างขวาง
ที่ยกกรณีของนางระเบียบรัตน์ กับนายพายัพ ก็เพราะเหตุว่า:
นายพายัพ นำเรื่องที่สังคมเห็นว่าเป็นเรื่องสาธารณะและเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองมาเป็นความแค้นส่วนตัว
ส่วนนางระเบียบรัตน์กลับเอาเรื่องของครอบครัวคนอื่นที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมาขยายผลมาเป็นเรื่องสาธารณะ
จะต่างกันอีกมุมหนึ่งก็ตรงที่ นางระเบียบรัตน์ ไม่ได้สนับสนุนหรือทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหายจากกรณีนี้และเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดก็ยังมีสปิริตขอโทษนางเนาวรัตน์ผ่านสื่อสารมวลชน
การต่อสู้ของนางระเบียบรัตน์ยังไม่จบ เพราะการตำหนิของนางเนาวรัตน์ในครั้งนี้มีความรุนแรงอยู่ไม่น้อย ดังนั้นนางระเบียบรัตน์ก็คงจะต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้สถาบันครอบครัวไทยมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการเหยียบย่ำคนอื่นเพื่ออยากดัง ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการกลบเกลื่อนชีวิตของตัวเอง และไม่ได้ทำไปเพราะเป็นโรคจิต
ส่วนการต่อสู้ของนายพายัพ ก็ยังไม่จบเช่นกัน เพราะคำพูดของนายพายัพที่นอกจากจะไม่มีคำขอโทษแล้ว ยังต้องรอการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมด้วยว่าครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้กระทำผิดต่อบ้านเมือง จริงหรือไม่?
และไม่ว่าช้าหรือเร็ว เรื่องทั้งหลายก็ต้องได้รับการพิสูจน์อยู่ดี เมื่อถึงเวลานั้นจึงค่อยมาพูดกันใหม่ก็ได้ว่า “โคตรของใครควรเป็นผู้รับกรรม?!!!!”
ใครก็ตามที่ทำกรรมชั่วที่ทำกับประเทศชาติบ้านเมืองนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอน
สังคมไทยมีการปลูกฝังให้คนไทยมีความรักชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด คนไทยปลูกฝังให้เชื่อและศรัทธาในเรื่องพระสยามเทวาธิราช ให้ดูตัวอย่างจากการปกป้องบ้านเมืองของบรรพบุรุษด้วยเลือดและเนื้อ ให้ภูมิใจในความเป็นประเทศที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร
แม้แต่บทประพันธ์ที่นำมาเป็นบทละครทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ที่เพิ่งจะอวสานไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรื่อง “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ก็ยังฝากแง่คิดเอาไว้ให้กับคนดูละครให้เข้าใจถึงการปกป้องรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน
“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” คือราชครูโหรหลวงที่เกิดในสมัยอยุธยาอยู่ในช่วงสงคราม ยอมสละชีพตัวเองปกป้องแดนสมบัติไม่ให้ต่างชาติผู้รุกรานมาเอาสมบัติไป โดยการขอให้ประหารตัวเองด้วยการตัดหัวเอาเลือดตัวเองขีดครอบแดนสมบัติ แล้วให้เอาหัวใส่พานหมุนไปรอบๆ เพื่อให้เห็นศัตรูที่เข้ามาทุกทิศพร้อมด้วยระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ชั่วกัปชัวกัลป์ กลายเป็นดวงวิญญาณปู่โสมเฝ้าทรัพย์สมบัตินั้นตลอดมา คนโลภมากมากล้ำกลายทรัพย์สมบัติในหลายยุคหลายสมัยก็ต้องมีอันเป็นไปด้วยกันทั้งสิ้น
“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขียนบทประพันธ์โดย บุราณ แต่บทโทรทัศน์นั้นเขียนโดย ศัลยา และกำกับการแสดงโดย จรูญ ธรรมศิลป์ ที่น่าสนใจก็อยู่ตรงที่ “บทโทรทัศน์” ที่ว่ากันว่าสร้างเอาไว้อย่างน่าเกรงขามมาก เพราะเสียงของ “ปู่โสม” ที่พูดถึงเรื่องราวต่างๆ นั้นอาจทำให้หลายคนคิดไปได้ว่าเป็น “ปู่โสมยุคดิจิตอล”
ตัวอย่างประโยคต่อไปนี้เกิดขึ้นในบทละครที่เป็นคำพูดของ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”
“ไอ้พวกฝรั่งต่างชาติมันว่าคนไทยขายสมบัติของชาติตัวเองง่ายเหลือเกิน ไม่มีชาติใดในโลกเหมือน แต่ตอนนี้ฝรั่งมันไม่ซื้อแล้ว เห็นมันเอาไปขายให้ชาติอะไรข้าก็เรียกไม่ถูก เห็นว่าอยู่ทางใต้ของกรุงเรา”
“เอาสมบัติแผ่นดินคืนที่ซะ ไอ้คนขายชาติ สมบัติของชาติมึงจะเอาไปถวายให้ชาติอื่น คนชาติอื่นเป็นพ่อมึงเหรอ กูปู่โสมเฝ้าทรัพย์แผ่นดินอยู่ที่นี่ มึงจำชื่อกูเอาไว้ให้ดี”
“มึงมันชาติชั่ว เลวทราม เทียบได้กับสัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ มึงกินอิฐ กินหิน กินดิน กินทราย กินป่า กินต้นไม้ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ทะลวงบ้าน ทะลวงเมือง จนไม่เหลืออะไรแล้ว ผู้คนยากจนกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็เพราะมึง ที่เดียวของมึงเท่านั้นคือ นรกภูมิ”
“หนักนัก เอามั้ย เอาไป ขอให้พวกมึงไปเกิดเป็นเปรต เพราะพวกมึงเป็นพวกกินไม่อิ่ม”
“แม้ครั้งนี้จะกำจัดคนพวกนี้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่โลภโมโทสันพวกนี้จะหมดไป คนไทยรุ่นต่อไปก็ยังคงต้องมีคนที่ทุจริตคอร์รัปชันเห็นแก่ได้อยู่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องคอยปกป้องคุ้มครองสมบัติชาติเหล่านี้ จนกว่าจะมีผู้มีบารมีมารับเอาสมบัติเหล่านี้มาบำรุงชาติบ้านเมืองต่อไป”
ผู้ชมหลายคนที่ได้ดูตอนอวสานของเรื่องนี้บอกว่าชอบใจมากเพราะปู่โสมด่าพวกที่โกงบ้านกินเมืองทั้งหลายได้อย่างตรงไปตรงมา สะใจยิ่งนัก
จากละคร “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ทำให้ได้นึกย้อนไปว่าในสมัยก่อนคำว่า “ปู่” ได้เคยถูกประพันธ์เอาไว้เป็นเพลงๆ หนึ่ง ที่สอนให้คนไทยรู้จักรักชาติ แต่คำร้องและทำนองโดย ครูสุรพล โทณะวณิก และร้องโดย คุณสันติ ลุนเผ่ เพลงนี้ชื่อว่า “ถามคนไทย”
โดยตอนท้ายของเพลง “ถามคนไทย” น่าจะเป็นท่อนที่เข้ากันกับเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์เป็นอย่างดี โดยเนื้อเพลงในตอนท้ายมีว่าดังนี้
“ไทยฆ่าไทย ให้ชาติอื่นครอง
วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร
วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร”
“ผมจะจำไปชั่วลูกชั่วหลาน ถ้าเอาคืนได้ผมจะเอาคืนกับพ่อแม่มัน กับพี่น้องมัน กับลูกมัน เอาคืนทั้งโคตรเลย.......
“ถามว่าวันหนึ่งคุณไม่แก่หรือ คุณไม่เกษียณหรือ พอแก่แล้วคุณจะอยู่อย่างเป็นสุขได้อย่างไร เพราะต้องมานั่งระแวงว่า ใครจะมาทำอะไรหรือเปล่า อย่าไปสร้างกรรมเลย”
นี่คือคำพูดที่ปรากฏเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์วันอาทิตย์ของนายพายัพ ชินวัตร น้องชายแท้ๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่แสดงออกถึงความอาฆาตแค้นต่อ “มัน” ที่ทำอะไรสักอย่างกับนายพายัพ ชินวัตร
นายพายัพ ชินวัตร เข้าวัดเข้าวาทำบุญฝึกสมาธิก็ไม่น้อย ไม่รู้ขาดสติอย่างไรถึงขนาดหลุดคำสัมภาษณ์อาฆาตแค้นได้มากมายขนาดนี้?
เพราะนอกจากจะทำให้ตัวเองร้อนรุ่มในจิตใจแล้ว ดีไม่ดียังเป็นการเร่งปฏิกิริยาทำให้หลายฝ่ายมีความตระหนักมากขึ้นที่จะระดมสรรพกำลังด้วยทุกวิถีทางเพื่อที่จะไม่ปล่อยให้นายพายัพ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรมีโอกาสที่จะเอาคืนทั้งโคตรได้อีกด้วย
“อย่าไปสร้างกรรมเลย” ถ้าคำคำนี้สามารถเตือนสติครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเอาไว้ได้ก่อนหน้านี้ เหตุการณ์ที่เป็นเหมือนกับวันนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น
คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้ไปประกันตัวต่อศาลอาญาในคดีการหลบเลี่ยงภาษีในการซื้อขายหุ้นชินคอร์ป อีกทั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) ได้สรุปการสอบสวนว่าต้องให้กรรมการของ แอมเพิลริช ต้องจ่ายภาษีไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท
ยังไม่มีใครจะไปรู้ได้ว่าลูกชายและลูกสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะต้องได้รับโทษทางแพ่งและอาญาอีกมากมายเท่าใดหรือไม่ แต่วันนี้เวรกรรมทั้งหลายกำลังส่งผลตกไปที่ภรรยาและลูกๆ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยตรง ซึ่งย่อมต้องสร้างความเจ็บปวดต่อคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เงินจำนวนกว่า 20,000 ล้านบาท จากครอบครัวอดีตนายกรัฐมนตรี หากเป็นภาษีที่ต้องจัดเก็บก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองที่จำเป็นต้องได้รับการพิสูจน์จากกระบวนการยุติธรรม และไม่สามารถที่จะฟังขึ้นได้ว่ามันเป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวได้อย่างไร?
หันมาดูอีกเรื่องหนึ่งเพื่อให้เปรียบเทียบกันกับเรื่องส่วนตัวในกรณีพิพาทระหว่าง นางเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ กับ นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช
นางเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ แม้จะไม่ได้มีครอบครัวที่สมบูรณ์ แต่นางเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นคุณแม่ที่น่ายกย่องเข้มแข็งเลี้ยงลูกรับผิดชอบด้วยตัวเองจนลูกเติบใหญ่ แม้จะพูดผ่านสื่อว่าได้สั่งสอนลูกให้ “เจ้าชู้” เผื่อเลือก แต่ก็เป็นความหมายในความหวังดีต่อลูกว่าสถาบันครอบครัวจะดีได้ ก็ต่อเมื่อลูกได้มีโอกาสสร้างทางเลือกคู่ครองและพิจารณาจากคนดีที่สุดที่เหมาะกับตัวเองแล้วจึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
นางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช ไปพลาดท่าอย่างไรไม่ทราบ ล้ำเส้นตำหนิเรื่องส่วนตัวในการสอนลูกของนางเนาวรัตน์ในกรณีนี้ผ่านสื่อสารมวลชน แล้วพูดในทำนองว่าไม่แปลกใจว่าทำไมครอบครัวของ นางเนาวรัตน์ จึงล้มเหลว
เพราะเหตุนี้นางเนาวรัตน์จึงลุกขึ้นต่อสู้และตำหนินางระเบียบรัตน์อย่างรุนแรงผ่านสื่อสารมวลชนเช่นกัน จนมีประชาชนจำนวนไม่น้อยแสดงความเห็นอกเห็นใจนางเนาวรัตน์และตำหนิติเตียนความไม่เหมาะสมของนางระเบียบรัตน์กันอย่างกว้างขวาง
ที่ยกกรณีของนางระเบียบรัตน์ กับนายพายัพ ก็เพราะเหตุว่า:
นายพายัพ นำเรื่องที่สังคมเห็นว่าเป็นเรื่องสาธารณะและเป็นเรื่องของชาติบ้านเมืองมาเป็นความแค้นส่วนตัว
ส่วนนางระเบียบรัตน์กลับเอาเรื่องของครอบครัวคนอื่นที่สังคมมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวมาขยายผลมาเป็นเรื่องสาธารณะ
จะต่างกันอีกมุมหนึ่งก็ตรงที่ นางระเบียบรัตน์ ไม่ได้สนับสนุนหรือทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหายจากกรณีนี้และเมื่อรู้ตัวว่าทำผิดพลาดก็ยังมีสปิริตขอโทษนางเนาวรัตน์ผ่านสื่อสารมวลชน
การต่อสู้ของนางระเบียบรัตน์ยังไม่จบ เพราะการตำหนิของนางเนาวรัตน์ในครั้งนี้มีความรุนแรงอยู่ไม่น้อย ดังนั้นนางระเบียบรัตน์ก็คงจะต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้สถาบันครอบครัวไทยมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการเหยียบย่ำคนอื่นเพื่ออยากดัง ไม่ได้ทำไปเพราะต้องการกลบเกลื่อนชีวิตของตัวเอง และไม่ได้ทำไปเพราะเป็นโรคจิต
ส่วนการต่อสู้ของนายพายัพ ก็ยังไม่จบเช่นกัน เพราะคำพูดของนายพายัพที่นอกจากจะไม่มีคำขอโทษแล้ว ยังต้องรอการพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรมด้วยว่าครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้กระทำผิดต่อบ้านเมือง จริงหรือไม่?
และไม่ว่าช้าหรือเร็ว เรื่องทั้งหลายก็ต้องได้รับการพิสูจน์อยู่ดี เมื่อถึงเวลานั้นจึงค่อยมาพูดกันใหม่ก็ได้ว่า “โคตรของใครควรเป็นผู้รับกรรม?!!!!”
ใครก็ตามที่ทำกรรมชั่วที่ทำกับประเทศชาติบ้านเมืองนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้นอย่างแน่นอน
สังคมไทยมีการปลูกฝังให้คนไทยมีความรักชาติบ้านเมืองมาโดยตลอด คนไทยปลูกฝังให้เชื่อและศรัทธาในเรื่องพระสยามเทวาธิราช ให้ดูตัวอย่างจากการปกป้องบ้านเมืองของบรรพบุรุษด้วยเลือดและเนื้อ ให้ภูมิใจในความเป็นประเทศที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร
แม้แต่บทประพันธ์ที่นำมาเป็นบทละครทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ที่เพิ่งจะอวสานไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเรื่อง “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ก็ยังฝากแง่คิดเอาไว้ให้กับคนดูละครให้เข้าใจถึงการปกป้องรักษาทรัพย์สมบัติของแผ่นดิน
“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” คือราชครูโหรหลวงที่เกิดในสมัยอยุธยาอยู่ในช่วงสงคราม ยอมสละชีพตัวเองปกป้องแดนสมบัติไม่ให้ต่างชาติผู้รุกรานมาเอาสมบัติไป โดยการขอให้ประหารตัวเองด้วยการตัดหัวเอาเลือดตัวเองขีดครอบแดนสมบัติ แล้วให้เอาหัวใส่พานหมุนไปรอบๆ เพื่อให้เห็นศัตรูที่เข้ามาทุกทิศพร้อมด้วยระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ชั่วกัปชัวกัลป์ กลายเป็นดวงวิญญาณปู่โสมเฝ้าทรัพย์สมบัตินั้นตลอดมา คนโลภมากมากล้ำกลายทรัพย์สมบัติในหลายยุคหลายสมัยก็ต้องมีอันเป็นไปด้วยกันทั้งสิ้น
“ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” เขียนบทประพันธ์โดย บุราณ แต่บทโทรทัศน์นั้นเขียนโดย ศัลยา และกำกับการแสดงโดย จรูญ ธรรมศิลป์ ที่น่าสนใจก็อยู่ตรงที่ “บทโทรทัศน์” ที่ว่ากันว่าสร้างเอาไว้อย่างน่าเกรงขามมาก เพราะเสียงของ “ปู่โสม” ที่พูดถึงเรื่องราวต่างๆ นั้นอาจทำให้หลายคนคิดไปได้ว่าเป็น “ปู่โสมยุคดิจิตอล”
ตัวอย่างประโยคต่อไปนี้เกิดขึ้นในบทละครที่เป็นคำพูดของ “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์”
“ไอ้พวกฝรั่งต่างชาติมันว่าคนไทยขายสมบัติของชาติตัวเองง่ายเหลือเกิน ไม่มีชาติใดในโลกเหมือน แต่ตอนนี้ฝรั่งมันไม่ซื้อแล้ว เห็นมันเอาไปขายให้ชาติอะไรข้าก็เรียกไม่ถูก เห็นว่าอยู่ทางใต้ของกรุงเรา”
“เอาสมบัติแผ่นดินคืนที่ซะ ไอ้คนขายชาติ สมบัติของชาติมึงจะเอาไปถวายให้ชาติอื่น คนชาติอื่นเป็นพ่อมึงเหรอ กูปู่โสมเฝ้าทรัพย์แผ่นดินอยู่ที่นี่ มึงจำชื่อกูเอาไว้ให้ดี”
“มึงมันชาติชั่ว เลวทราม เทียบได้กับสัตว์เดรัจฉานในร่างมนุษย์ มึงกินอิฐ กินหิน กินดิน กินทราย กินป่า กินต้นไม้ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ทะลวงบ้าน ทะลวงเมือง จนไม่เหลืออะไรแล้ว ผู้คนยากจนกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็เพราะมึง ที่เดียวของมึงเท่านั้นคือ นรกภูมิ”
“หนักนัก เอามั้ย เอาไป ขอให้พวกมึงไปเกิดเป็นเปรต เพราะพวกมึงเป็นพวกกินไม่อิ่ม”
“แม้ครั้งนี้จะกำจัดคนพวกนี้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่โลภโมโทสันพวกนี้จะหมดไป คนไทยรุ่นต่อไปก็ยังคงต้องมีคนที่ทุจริตคอร์รัปชันเห็นแก่ได้อยู่ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องคอยปกป้องคุ้มครองสมบัติชาติเหล่านี้ จนกว่าจะมีผู้มีบารมีมารับเอาสมบัติเหล่านี้มาบำรุงชาติบ้านเมืองต่อไป”
ผู้ชมหลายคนที่ได้ดูตอนอวสานของเรื่องนี้บอกว่าชอบใจมากเพราะปู่โสมด่าพวกที่โกงบ้านกินเมืองทั้งหลายได้อย่างตรงไปตรงมา สะใจยิ่งนัก
จากละคร “ปู่โสมเฝ้าทรัพย์” ทำให้ได้นึกย้อนไปว่าในสมัยก่อนคำว่า “ปู่” ได้เคยถูกประพันธ์เอาไว้เป็นเพลงๆ หนึ่ง ที่สอนให้คนไทยรู้จักรักชาติ แต่คำร้องและทำนองโดย ครูสุรพล โทณะวณิก และร้องโดย คุณสันติ ลุนเผ่ เพลงนี้ชื่อว่า “ถามคนไทย”
โดยตอนท้ายของเพลง “ถามคนไทย” น่าจะเป็นท่อนที่เข้ากันกับเรื่องปู่โสมเฝ้าทรัพย์เป็นอย่างดี โดยเนื้อเพลงในตอนท้ายมีว่าดังนี้
“ไทยฆ่าไทย ให้ชาติอื่นครอง
วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร
วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร”


