xs
xsm
sm
md
lg

การเชื่ออำนาจเหนือธรรมชาติและการโหยหาผู้นำบุญญาธิการ

เผยแพร่:   โดย: ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน

ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน
ราชบัณฑิต


ชีวิตมนุษย์เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนอันเกิดได้จากภัยที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น โรคระบาด แผ่นดินไหว อุทกภัย วาตภัย หรือภัยที่เกิดจากการกระทำของตนเองด้วยความประมาท เช่น ตกจากที่สูง ถูกยานพาหนะทับ ไม่ระมัดระวังจนถูกสัตว์ทำร้าย รวมตลอดทั้งเกิดจากการถูกทำร้ายด้วยมนุษย์ด้วยกันเอง ขณะเดียวกันการทำมาหากินเพื่อการดำรงชีวิตก็เต็มไปด้วยอุปสรรคและปัญหา ต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงในตำแหน่งและหน้าที่ ในส่วนของนักธุรกิจก็ต้องต่อสู้เพื่อการทำกำไรและความอยู่รอด และบางครั้งก็จำเป็นต้องเกาะเกี่ยวอำนาจรัฐเพื่อให้มีอำนาจต่อรองสูงและมีโอกาสดีกว่าคู่ต่อสู้ ฯลฯ

ทั้งหลายทั้งปวงดังกล่าวนี้ทำให้มนุษย์มีความรู้สึกว่าตนไม่สามารถที่จะควบคุมสภาพแวดล้อม และโชคชะตาชีวิตของตนเองได้ การขาดความเชื่อมั่นดังกล่าวจะลดลงถ้าบุคคลผู้นั้นมีความรู้ มีข่าวสารข้อมูล มีความเข้าใจพอที่จะจัดการกับปัญหา ดักปัญหา และแก้ปัญหาได้ คนที่มีการศึกษา มีความคิดลึกซึ้ง มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ย่อมจะมีความเชื่อมั่นตัวเองมากกว่าคนที่ด้อยการศึกษา ขาดความรู้ ขาดข้อมูล ขาดภูมิปัญญา นอกจากการศึกษาก็มีความศรัทธาในความดีในลักษณะที่ว่า ถ้ากระทำในสิ่งที่ดีไม่ขัดต่อศีลธรรมจริยธรรมก็จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองหรือเอื้ออำนวยประโยชน์ให้สมประสงค์ในชีวิต คนจึงใช้ศาสนาเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจและเป็นที่พึ่งพาในยามทุกข์ยาก

นอกจากความรู้และศรัทธาในการทำความดี และเชื่อในผลทางบวกที่เกิดจากการกระทำก็คือฐานะทางเศรษฐกิจ ในสังคมที่เป็นยุคล่าสัตว์และเก็บเกี่ยว หรือในสังคมเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ถ้าประสบความสำเร็จและมีความมั่นคงในการหาอาหารก็จะมีความเชื่อมั่น แต่ถ้าการหาอาหารประสบอุปสรรคอันเนื่องมาจากการเสื่อมสลายและร่อยหรอทางธรรมชาติ หรือภัยพิบัติจากความแล้งเข็ญ ฯลฯ ความเชื่อมั่นที่จะควบคุมชะตาชีวิตเพื่อจะรักษาชีวิตไว้ก็จะลดลง ในสังคมยุคใหม่คนที่มีฐานะทางการเงินดีโดยอยู่ในระดับที่มีความเชื่อมั่นว่ามีความมั่นคงก็จะมีความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป ความเชื่อมั่นที่เกิดในปัจเจกบุคคลจะเกิดจาก 3 ตัวแปรหลัก คือ ความรู้อันได้มาจากการศึกษา ความศรัทธาในกฎของความดีและผลตอบแทน และฐานะทางเศรษฐกิจที่มั่นคง เมื่อใดที่คนขาด 3 ประการที่กล่าวมาเบื้องต้นก็จะไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง คนในชนบทที่มีการศึกษาไม่สูง เศรษฐกิจไม่มั่นคง ก็จะวิ่งไปหาสิ่งซึ่งคิดว่าสามารถให้ความคุ้มกันกับตนได้ ในเบื้องต้นก็จะหาสิ่งที่ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป แต่ส่วนที่สองคือจะฝากความเชื่อมั่นไว้กับระบบการปกครองบริหาร หรือกฎของชุมชนที่จะให้ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความช่วยเหลือ ดังนั้น เมื่อขาดความเชื่อมั่นในตนเองก็จะฝากความเชื่อมั่นไว้กับระบบ โดยถือว่าเป็นที่พึ่งพาได้ จึงมีการยกย่องเคารพบูชาผู้ปกครองแผ่นดินที่ให้ความคุ้มครอง ให้ความเอื้ออาทรต่อประชาราษฎร์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าระบบไม่ใช่ระบบทรราช ที่มุ่งเน้นในการรีดภาษี เกณฑ์แรงงาน หากแต่สร้างความร่มเย็นเป็นสุข ความอบอุ่นใจให้กับประชาราษฎร์ คนก็จะพึ่งพาระบบได้แม้จะไม่มีความเชื่อมั่นก็ตาม

แต่เมื่อใดก็ตามที่ระบบไม่สามารถให้ความไว้วางใจได้ ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาอาศัยของบุคคลที่พึ่งตนเองไม่ได้ ก็จะมุ่งหาตัวบุคคลที่อยู่ในฐานะที่จะให้คุณให้โทษ ให้ความช่วยเหลือได้ ซึ่งได้แก่บุคคลที่มีอำนาจรัฐ มีฐานะทางเศรษฐกิจดี หรือกล่าวง่ายๆ คือมีบารมี คนที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง พึ่งพาตนเองไม่ได้ ก็จะฝากอนาคตไว้กับตัวบุคคลที่อยู่ในฐานะทำให้ชีวิตดีขึ้น มีความมั่นคงมากขึ้น และนี่คือต้นเหตุของระบบอุปถัมภ์ซึ่งจะเกิดขึ้นในสังคมที่คนส่วนใหญ่พึ่งพาตนเองไม่ได้ พึ่งพาระบบไม่ได้ จึงต้องอาศัยตัวบุคคล แต่เมื่อใดที่สังคมถึงขั้นปั่นป่วนขนาดหนักด้วยเหตุผลนานาประการ ขาดแม้กระทั่งตัวบุคคลที่จะเป็นผู้อุปถัมภ์ ประชาชนก็จะหันไปฝากชีวิตไว้กับสิ่งที่อำนาจเหนือธรรมชาติ ดังที่กล่าวมาแล้วโดยสังเขปเบื้องต้น อำนาจเหนือธรรมชาตินี้จะมีลักษณะที่ลึกลับ เข้าใจยาก แต่ประชาชนเชื่อโดยศรัทธา จะเรียกอะไรก็ตาม จนบางครั้งขัดกับหลักตรรกของการใช้เหตุใช้ผลทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่ได้ เช่น เป็นโรคมะเร็ง ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ ระบบการรักษาสมัยใหม่ก็รักษาไม่ได้ จะพึ่งผู้ซึ่งมีอำนาจบารมีให้หายป่วยก็ไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ต้องฝากชีวิตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือผู้นำทางศาสนาที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติ นี่คือสาเหตุของการตื่นในหมู่ประชาชนกับสิ่งเคารพสักการะ บางครั้งก็ตื่นกับบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตื่นกับสัตว์ที่ออกลูกไม่สมประกอบ พิกลพิการ เคารพกราบไหว้แม้กระทั่งจอมปลวก ต้นไม้ มูลดิน ก้อนหิน ฯลฯ

ในสภาพของสังคมที่คนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ในระบบการปกครองบริหาร ในระบบอุปถัมภ์ ก็จะนำไปสู่การฝากชีวิตไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่ามีอำนาจเหนือธรรมชาติ และจากจุดนี้ก็จะนำไปสู่การโหยหาผู้นำที่มีบุญญาธิการ (charismatic leader) อันเป็นผู้อุปถัมภ์ในระบบการปกครองบริหารทั้งหมด สังคมที่คนโหยหาผู้นำบุญญาธิการเป็นสังคมที่คนกำลังหมดที่พึ่งทางใจ หมดหวังในชีวิตและในอนาคต สภาวะดังกล่าวนี้ง่ายต่อการนำไปสู่ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรง การไร้ความคิดที่มีเหตุมีผล และมีแนวโน้มที่จะยึดตัวบุคคลที่ฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอและความปั่นป่วนในสังคมสร้างตนเองให้เป็นผู้นำบุญญาธิการขึ้นมา เช่น ผู้มีบุญหรือผีบุญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 และที่ชัดที่สุดคือการปรากฏตัวของ อดอลฟ์ ฮิตเลอร์, เลนิน, เหมา เจ๋อตุง

ผู้นำบุญญาธิการจึงเป็นหนึ่งในสามอำนาจทางการเมืองที่แม็กซ์ เวเบอร์ ได้กล่าวไว้ แม็กซ์ เวเบอร์ ได้พูดถึงอำนาจ (authority) แต่ในที่นี้จะขอเปลี่ยนเป็นผู้นำ หรือ leadership แทน อันได้แก่ ผู้นำโดยประเพณี (traditional leadership) ผู้นำตามกฎหมายและความมีเหตุผล (legal-rational leadership) และผู้นำบุญญาธิการ (charismatic leadership) จุดอ่อนของผู้นำบุญญาธิการก็คือ ไม่สามารถจะถ่ายทอดความเชื่อและศรัทธาที่ประชาชนมีต่อตนให้กับผู้สืบทอดอำนาจได้ ดังนั้น ภารกิจเบื้องต้นจะต้องเร่งให้การเป็นผู้นำทางการเมืองนั้นกลับไปสู่ส่วนที่สองคือ แบบกฎหมายและความมีเหตุผลให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นตัวผู้นำเองอาจจะประสบชะตากรรมถูกประชาชนรุมทำร้ายเพราะความผิดหวัง ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในบังกลาเทศ เมื่อนายมูจีฟบินกลับมาจากลอนดอนเพื่อมาเป็นผู้นำประเทศที่เกิดใหม่ที่เพิ่งแยกตัวออกจากปากีสถาน นายมูจีฟได้รับเสียงโห่ต้อนรับอย่างกึกก้องเมื่อเหยียบมาตุภูมิ แต่ผลสุดท้ายนายมูจีฟถูกสังหารพร้อมครอบครัว อันมีผลบางส่วนจากความล้มเหลวในการแก้ปัญหา

เมื่อใดก็ตามที่ผืนใยแห่งการเมือง สังคม เศรษฐกิจและจิตวิทยาของประชาชน เปราะบางและขาดวิ่น จะกลายเป็นสภาวะที่น่าห่วงใยยิ่ง สภาพที่บรรยายมานั้นเกิดขึ้นเมื่อกรุงแตกปี 2310 ทำให้ศูนย์กลางแห่งอำนาจ การปกครองบริหาร ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ระเบียบสังคม ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนแตกสลายลง สภาพที่กล่าวมานี้เป็นสภาพที่น่าหวั่นเกรงและวังเวงเป็นอย่างยิ่งในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นสังคมใด