xs
xsm
sm
md
lg

โรจนะฯสยายปีกรุกโรงไฟฟ้าลาว-IPP มั่นใจFTAไทย-ญี่ปุ่นกระตุ้นนิคมฯโต

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปีนี้ไม่ดีเมื่อเทียบจากปี 2549 เนื่องจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทั้งภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจสหรัฐชะลอตัวลง โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสหรัฐฯไปยังต่างประเทศแทน ส่งผลให้ค่าเงินในภูมิภาคนี้แข็งตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

นิคมอุตสาหกรรมถือเป็นประตูหน้าด่านที่จะรับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ จะเห็นได้จากตัวเลขยอดขายนิคมฯในปีที่แล้วปรับตัวลดลงจากปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมือง

บมจ.สวนอุตสาหกรรมโรจนะเป็นหนึ่งในผู้นำในธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทย ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างตระกูลวินิชบุตรและกลุ่มซูมิโตโม ประเทศญี่ปุ่น โดยบริหารสวนอุตสาหกรรมอยู่ 2แห่งที่จังหวัดระยองและอยุธยา รวมทั้งมีการทำนิคมอุตสาหกรรมฉางโจวในสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนในจีนด้วย รวมทั้งมีการทำธุรกิจเพื่อซัปพอร์ตการขายที่ดิน อาทิโรงไฟฟ้า เป็นต้น

ล่าสุด บมจ. สวนอุตสาหกรรมโรจนะ ยังสนใจลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ 261 เมกะวัตต์ในสปป.ลาว มูลค่า 470 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีการลงนามเอ็มโอยูความร่วมมือพัฒนาโครงการกับกลุ่มคันไซ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และรัฐบาลลาว เพื่อร่วมลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำ(น้ำเงี้ยบ1)ที่สปป.ลาว

"ผู้จัดการรายวัน" สัมภาษณ์ นายจิระพงษ์ วินิชบุตร กรรมการผู้จัดการ บมจ. สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เกี่ยวกับที่มาในการตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าว รวมทั้งแผนการดำเนินธุรกิจสวนอุตสาหกรรมในอนาคต ภายหลังรัฐบาลลงนามสัญญาเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่น

ทำไมจึงตัดสินใจเข้าร่วมทุนโรงไฟฟ้าน้ำเงี้ยบ 1ที่สปป.ลาว

สาเหตุที่เข้าไปร่วมทุนในโครงการดังกล่าว เนื่องจากเป็นโครงการที่ดี มีความมั่นคง และผู้ร่วมทุนมีประสบการณ์ด้านธุรกิจไฟฟ้ามานาน โดยบริษัทฯได้มีการร่วมทุนกับกลุ่มคันไซฯ ตั้งบริษัท โรจนะพาวเวอร์ ที่ทำธุรกิจไฟฟ้าป้อนในสวนอุตสาหกรรมโรจนะอยู่แล้ว ซึ่งกลุ่มคันไซเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้า รวมทั้งเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมีผู้ร่วมทุนอย่างรัฐบาลลาว และกฟผ. ซึ่งไฟฟ้าที่ผลิตได้จะเข้ามาจำหน่ายในไทย ทำให้โครงการมีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้คาดว่าจะสรุปผลได้ปลายปี 2550 หลังจากนั้นจะดำเนินการก่อสร้าง และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเพื่อป้อนขายให้กฟผ.ในปี 2557 คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 400-450 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการกู้เงินจากธนาคารเพื่อความร่วมมือแห่งประเทศญี่ปุ่น(เจบิก) ในสัดส่วนหนี้สินต่อทุน 3:1 เท่า ซึ่งบริษัทฯจะใช้เงินลงทุนในโครงการนี้ประมาณ 700-800 ล้านบาท

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ-น้ำเงี้ยบ 1 สัดส่วนผู้ร่วมทุนประกอบไปด้วยกลุ่มคันไซ 40 % การไฟฟ้า สปป.ลาว 20% กฟผ. 25% และสวนอุตสาหกรรมโรจนะ 15%

นอกเหนือจากโครงการโรงไฟฟ้าในลาวแล้ว สนใจเข้าร่วมประมูลไอพีพีหรือไม่

ขณะนี้บริษัทฯได้มีการเจรจากับพันธมิตรร่วมทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยมีความสนใจเข้าร่วมประมูลโครงการรับซื้อไฟฟ้าไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ (ไอพีพี) ครั้งใหม่นี้ แต่คงต้องรอนโยบายรัฐ และเงื่อนไขต่างๆในหนังสือชี้ชวนก่อน ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรประมาณ 3-4 ราย โดยสนใจจะสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ขนาดกำลังการผลิต 700-1,400 เมกะวัตต์ ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะที่อยุธยา หรือระยอง

สำหรับสัดส่วนการถือหุ้นในโครงการไอพีพีนั้น บริษัทฯยังไม่ได้กำหนดชัดเจนขึ้นอยู่กับขนาดของโรงไฟฟ้าที่จะเข้าร่วมประมูล หากประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ สัดส่วนการถือหุ้นของโรจนะจะน้อยลง

สำหรับสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้านั้นจะอยู่ในสวนอุตสาหกรรมโรจนะทั้งอยุธยาและระยอง ซึ่งมีความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าแผนการรับซื้อไฟฟ้าไอพีพีจะรับซื้อบริเวณใด

การลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า การลงทุนจากญี่ปุ่นในไทยช่วงนี้ยังเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อาจจะลดลงบ้างในกลุ่มนักลงทุนของชาติอื่นๆ ซึ่งการลงนามข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีไทยและนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปี 2551 เนื่องจากต้องรอให้ญี่ปุ่นนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาก่อน

การลงทุนJTEPAครั้งนี้ ทำให้ไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งก่อนหน้านี้ นักลงทุนญี่ปุ่นหันไปลงทุนใน 2ประเทศดังกล่าวมากขึ้น ซึ่งเมื่อไทยเซ็นสัญญาเป็นที่เรียบร้อยเชื่อว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทยเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากนักลงทุนญี่ปุ่นชอบเมืองไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

อานิสงส์ที่ได้จากการลงนามเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นต่อธุรกิจนิคมสาหกรรมไทย

เชื่อว่าแนวโน้มนิคมอุตสาหกรรมจะปรับตัวดีขึ้นในปีหน้าเช่นเดียวกัน สืบเนื่อง1.สถานการณ์การเมืองไทยเริ่มชัดเจนขึ้น ภายหลังจากได้กำหนดวันเลือกตั้งในเดือนธันวาคมนี้ ทำให้มั่นใจว่ามีรัฐบาลใหม่ที่ได้จากการเลือกตั้ง ก็น่าจะสร้างความเชื่อมั่นในสายต่างชาติเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมือง 2. การลงนามสัญญาเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นจะทำให้ไทยไม่เสียเปรียบคู่แข่งอย่างมาเลเซียและเวียดนาม 3. อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งรัฐบาลจะออกมาตรการเพื่ออัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาในครึ่งปีหลัง2550 ด้วย

ดังนั้น แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2551 น่าจะสดใสมากกว่าปีนี้ ซึ่งนิคมฯจะได้รับอานิสงส์จากการลงนามสัญญาเอฟทีเอไทย-ญี่ปุ่นด้วย

โรจนะฯตั้งเป้ายอดขายที่ดินปีนี้อย่างไร

ปีที่ 2549 ยอดขายที่ดินของสวนอุตสาหกรรมโรจนะประมาณ 600 ไร่ ปีนี้บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายที่ดินไว้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากช่วงต้นปีจะรับรู้ยอดขายที่ดินจากปีที่แล้วส่วนหนึ่ง โดยไตรมาสแรกของปี 2550 การขายที่ดินไปได้ด้วยดี คาดว่าจะอยู่ที่ 200 กว่าไร่ เนื่องจากลูกค้าเดิมอย่างไทคอนฯ ซึ่งเป็นบริษัททำโรงงานให้เช่าเข้ามาซื้อพื้นที่เพิ่มเติม รวมทั้งมีลูกค้าเดิมมีการขยายกำลังการผลิตเพิ่มด้วย

นอกจากนี้ บริษัทร่วมทุนอย่างโรจนะ เพาเวอร์ยังมีการขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า โดยมีกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 267 เมกะวัตต์ภายในปี 2551 รวมทั้งอยู่ระหว่างการศึกษาการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รอบนิคมฯด้วย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกลางปีนี้

สำหรับนิคมฯฉางโจว ประเทศจีน ในปีนี้บริษัทไม่ได้ตั้งเป้าหมายอดขายที่ดินไว้ เพราะต้องการมุ่งทำการตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากการแข่งขันนิคมฯในจีนรุนแรง และมีจำนวนมาก ทำให้ลูกค้าต้องอาศัยเวลาในการตัดสินใจลงทุน

ส่วนนิคมฯอื่นของไทยที่ประสบปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาทำให้ยอดขายพื้นที่หดตัวลงนั้น ประเด็นนี้บริษัทฯไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยมานานและผ่านหลายรัฐบาลทำให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมืองของไทยเป็นอย่างดี ต่างจากนักลงทุนใหม่จากยุโรปและสหรัฐฯ

ม็อบที่เกิดขึ้นเพื่อไล่รัฐบาลชุดนี้จะส่งผลกระทบอย่างไร

ในระบอบประชาธิปไตยการชุมนุมของประชาชน (ม็อบ)เนื่องจากไม่เห็นด้วยในระบอบการเมืองเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกาและกฎหมาย ซึ่งทุกประเทศก็มีม็อบกันทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ประเทศไทย เพียงแต่ที่ผ่านมา ไทยไม่ค่อยมีประสบการณ์เกี่ยวกับม็อบมากนัก ทำให้เกิดวิตกกังวล แต่เชื่อว่าสายตาชาวต่างชาติถือเป็นเรื่องปกติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย