ผู้จัดการรายวัน - ตัวแทนเครือข่ายเหล้าชุมชนจังหวัดตรัง ฟ้อง "ไทยเบฟฯ-นทีชัย" กีดกันการค้าแบบเสรี และใช้อำนาจเหนือตลาด ระบุมีการสั่งห้ามร้านค้าซื้อของชุมชน ขู่ไม่ขายสินค้าให้ พร้อมเตรียมเอกสารร้อง กกร. ให้ออกคำสั่งให้ 2 บริษัทยกเลิกการใช้อำนาจเหนือตลาด ร่อนจดหมายถึงตลาดหุ้นสิงคโปร์พิจารณาธรรมภิบาลบริษัทจดทะเบียน วอนรัฐพิจารณาอัตราจัดเก็บภาษีเหล้าชุมชน-รายใหญ่ในอัตราที่ต่างกัน
นายเจริญ ศรนารายณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายผู้ผลิตเหล้าชุมชน ตำบลนาหมื่นสี จังหวัดตรัง กล่าวว่า ความเดือดร้อนของผู้ประกอบเหล้าชุมชนทั่วประเทศจากการทำการค้าของบริษัท นทีชัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในเรื่องการกระทำที่เข้าข่ายการกีดกันการค้าและใช้อำนาจเหนือตลาด โดยใช้วิธีไม่ให้ร้านค้าปลีกในพื้นที่รับเหล้าจากเครือข่ายไปขาย ซึ่งหากร้านใดไม่ดำเนินการตามจะไม่ขายสินค้าให้จำหน่าย ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมทำให้สมาชิกหลายรายต้องยกเลิกกิจการไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ตนได้มอบหมายให้นายธนุ สุขบำเพิง ทนายความยื่นฟ้องบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และบริษัท นทีชัย จำกัด จำเลยที่ 2 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 2 ล้านบาท
"ตอนนี้กระบวนการในการฟ้องร้องเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปคือการส่งหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ กกร.และตลาดหุ้นสิงคโปร์"นายเจริญกล่าว
นอกจากนี้ จะดำเนินการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้พิจารณาออกคำสั่งให้บริษัททั้ง 2 แห่ง ยกเลิกการกระทำที่มีอำนาจเหนือตลาด เพื่อกีดกันทางการค้าต่อวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตเหล้าชุมชน รวมถถึงการยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งบมจ.ไทบเบฟเวอเรจ จดทะเบียนอยู่เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบการบริหารกิจการภายใต้หลักธรรมภิบาล
สำหรับการดำเนินงานเพื่อเรียกร้องต่อภาครัฐ วิสาหกิจชุมชน เครือข่ายผู้ผลิตเหล้าชุมชนจะขอให้รัฐพิจารณาถึงอัตราการจัดเก็บภาษี ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจเหล้าชุมชนกับบริษัทเหล้าขาวรายใหญ่ว่าไม่ควรที่จัดให้มีการเก็บอัตราเดียวกัน เพราะความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนของการผลิต ซึ่งหากมีการจัดเก็บในระดับที่เท่ากันจะเท่ากับส่งเสริมให้บริษัทเหล้ารายใหญ่ทำลายธุรกิจของบริษัทเหล้าชุมชน
นายเจริญ กล่าวอีกว่า ธุรกิจเหล้าชุมชนในปัจจุบันหลังการเข้าทำตลาดแบบปิดกั้นการทำธุรกิจอย่างเสรีส่งผลกระทบที่รุนแรงมากต่อผู้ประกอบการจากอดีตเคยมีผู้ประกอบการหลายหมื่นรายปัจจุบันมีผู้ประกอบการเหล้าชุมชนเหลือไม่ถึงพันราย โดยยอดขายสินค้าในช่วงที่ผ่านมาลดลงมากกว่า 80%
ทั้งนี้ ในช่วงที่ธุรกิจเหล้าชุมชนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมีส่วนแบ่งการตลาด หรือมาร์เกตแชร์ในธุรกิจแอลกอฮอล์ประมาณ 10% ของธุรกิจรวมแต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างมากซึ่งหากยังไม่มีการดำเนินการใดๆจะส่งผลกระทบจนทำให้ผู้ประกอบการทั้งประเทศต้องปิดตัวอย่างแน่นอน
"การปิดกั้นของผู้ค้ารายใหญ่ทำให้ผู้ประกอบรายย่อยตายเกือบหมด เราขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้ผู้ประกอบการในหลายจังหวัดปิดตัวไปมาก ในจังหวัดตรังจากเดิมเคยมีผู้ประกอบการมากกว่า 30 รายตอนนี้เหลือแค่ 3 ราย ขณะที่บางจังหวัดไม่เปลือผู้ประกอบบการเลย โดยเหล้าชุมชนแม้จะเหลืออยู่บ้านแต่สาโทปัจจุบันไม่เหลือแล้ว"นายเจริญกล่าว
นายธนุ สุขบำเพิง ทนาย กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องการยื่นหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะดำเนินการโดยร้องเรียนผ่านเว็ปไซต์ของตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ไม่เกิน 2-3 วัน ซึ่งคำร้องนี้แม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการใดๆได้มากแต่กลุ่มผู้ร้องเรียนหวังเพียงว่าหน่วยงานอย่างตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะเข้าไปพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติของบริษัทที่จดทะเบียนบ้างโดยเฉพาะในเรื่องบรรษัทภิบาล
นายเจริญ ศรนารายณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายผู้ผลิตเหล้าชุมชน ตำบลนาหมื่นสี จังหวัดตรัง กล่าวว่า ความเดือดร้อนของผู้ประกอบเหล้าชุมชนทั่วประเทศจากการทำการค้าของบริษัท นทีชัย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในเรื่องการกระทำที่เข้าข่ายการกีดกันการค้าและใช้อำนาจเหนือตลาด โดยใช้วิธีไม่ให้ร้านค้าปลีกในพื้นที่รับเหล้าจากเครือข่ายไปขาย ซึ่งหากร้านใดไม่ดำเนินการตามจะไม่ขายสินค้าให้จำหน่าย ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมทำให้สมาชิกหลายรายต้องยกเลิกกิจการไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ตนได้มอบหมายให้นายธนุ สุขบำเพิง ทนายความยื่นฟ้องบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และบริษัท นทีชัย จำกัด จำเลยที่ 2 ต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 2 ล้านบาท
"ตอนนี้กระบวนการในการฟ้องร้องเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปคือการส่งหนังสือร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งประกอบด้วย ภาครัฐ กกร.และตลาดหุ้นสิงคโปร์"นายเจริญกล่าว
นอกจากนี้ จะดำเนินการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อให้พิจารณาออกคำสั่งให้บริษัททั้ง 2 แห่ง ยกเลิกการกระทำที่มีอำนาจเหนือตลาด เพื่อกีดกันทางการค้าต่อวิสาหกิจชุมชน ผู้ผลิตเหล้าชุมชน รวมถถึงการยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ซึ่งบมจ.ไทบเบฟเวอเรจ จดทะเบียนอยู่เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบการบริหารกิจการภายใต้หลักธรรมภิบาล
สำหรับการดำเนินงานเพื่อเรียกร้องต่อภาครัฐ วิสาหกิจชุมชน เครือข่ายผู้ผลิตเหล้าชุมชนจะขอให้รัฐพิจารณาถึงอัตราการจัดเก็บภาษี ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจเหล้าชุมชนกับบริษัทเหล้าขาวรายใหญ่ว่าไม่ควรที่จัดให้มีการเก็บอัตราเดียวกัน เพราะความเสียเปรียบในเรื่องต้นทุนของการผลิต ซึ่งหากมีการจัดเก็บในระดับที่เท่ากันจะเท่ากับส่งเสริมให้บริษัทเหล้ารายใหญ่ทำลายธุรกิจของบริษัทเหล้าชุมชน
นายเจริญ กล่าวอีกว่า ธุรกิจเหล้าชุมชนในปัจจุบันหลังการเข้าทำตลาดแบบปิดกั้นการทำธุรกิจอย่างเสรีส่งผลกระทบที่รุนแรงมากต่อผู้ประกอบการจากอดีตเคยมีผู้ประกอบการหลายหมื่นรายปัจจุบันมีผู้ประกอบการเหล้าชุมชนเหลือไม่ถึงพันราย โดยยอดขายสินค้าในช่วงที่ผ่านมาลดลงมากกว่า 80%
ทั้งนี้ ในช่วงที่ธุรกิจเหล้าชุมชนได้รับความสนใจจากผู้บริโภคมีส่วนแบ่งการตลาด หรือมาร์เกตแชร์ในธุรกิจแอลกอฮอล์ประมาณ 10% ของธุรกิจรวมแต่ปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวลดลงอย่างมากซึ่งหากยังไม่มีการดำเนินการใดๆจะส่งผลกระทบจนทำให้ผู้ประกอบการทั้งประเทศต้องปิดตัวอย่างแน่นอน
"การปิดกั้นของผู้ค้ารายใหญ่ทำให้ผู้ประกอบรายย่อยตายเกือบหมด เราขอวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้ผู้ประกอบการในหลายจังหวัดปิดตัวไปมาก ในจังหวัดตรังจากเดิมเคยมีผู้ประกอบการมากกว่า 30 รายตอนนี้เหลือแค่ 3 ราย ขณะที่บางจังหวัดไม่เปลือผู้ประกอบบการเลย โดยเหล้าชุมชนแม้จะเหลืออยู่บ้านแต่สาโทปัจจุบันไม่เหลือแล้ว"นายเจริญกล่าว
นายธนุ สุขบำเพิง ทนาย กล่าวว่า การดำเนินการในเรื่องการยื่นหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะดำเนินการโดยร้องเรียนผ่านเว็ปไซต์ของตลาดหุ้นสิงคโปร์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ไม่เกิน 2-3 วัน ซึ่งคำร้องนี้แม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการใดๆได้มากแต่กลุ่มผู้ร้องเรียนหวังเพียงว่าหน่วยงานอย่างตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์จะเข้าไปพิจารณาในเรื่องคุณสมบัติของบริษัทที่จดทะเบียนบ้างโดยเฉพาะในเรื่องบรรษัทภิบาล


