คำว่า “เฮง” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 บัญญัติเอาไว้ในหน้าที่ 1, 406 ว่าเป็นภาษาพูดมาจากภาษาจีน เป็นคำวิเศษณ์ มีความหมายว่า โชคดี, เคราะห์ดี
ที่น่าสนใจก็มีอีกคำหนึ่งที่อยู่ในพจนานุกรมฉบับเดียวกันแต่อยู่ในหน้าที่ 375นั่นคือคำว่า “ซวย” ว่าเป็นภาษาพูดมาจากภาษาจีน เป็นคำวิเศษณ์เหมือนกันมีความหมายว่า เคราะห์ร้าย, อับโชค
คำว่า “เฮง” และคำว่า “ซวย” จึงเป็นศัพท์ที่มีความน่าสนใจ เพราะมีความหมายที่อยู่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง และไม่น่าที่จะอยู่รวมกันได้จริงๆ
แต่ก็แปลกเพราะ “เฮงซวย” กลายเป็นศัพท์ที่สามารถรวมตัวกันได้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ระบุเอาไว้ว่า “เฮงซวย” เป็นภาษาพูดมาจากภาษาจีนเป็นคำวิเศษณ์เหมือนกัน มีความหมายว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้, คุณภาพต่ำ, ไม่ดี
“เฮง” และ “ซวย” แทนที่จะมีความหมาย “เชิงบวก” และ “เชิงลบ” ที่เมื่อรวมกันแล้วน่าจะ “เป็นกลาง” หรือ “ศูนย์” เพราะเป็นทั้งคำโชคดีและโชคร้ายมารวมกัน กลับกลายเป็นมีความหมายในเชิงลบว่าไม่ดี คุณภาพต่ำ เพราะ “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้”!
ดังนั้นคำว่า “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” เราก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะหาคำแทนคำนี้ด้วยคำว่า “เฮงซวย”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ยกตัวอย่างอีก 3 คำ เพื่อทำให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ของเฮงซวย เรื่องเฮงซวย คนเฮงซวย
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐมนตรีคนใด คณะรัฐมนตรีคณะใด หรือนายกรัฐมนตรีท่านใดเป็นไม้หลักปักเลน “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” ก็คงจะไม่ผิดนักถ้าเราจะเรียกแทนลักษณะดังกล่าวนั้นด้วยคำว่า “เฮงซวย” เช่น “รัฐมนตรีเฮงซวย”, “คณะรัฐมนตรีเฮงซวย” หรือ “นายกรัฐมนตรีเฮงซวย” เป็นต้น
จะว่าไปแล้วในช่วงเวลาเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาเราเห็น “เรื่องที่เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” และเห็น “คนที่เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” อยู่เป็นประจำ
ตัวอย่างที่ถือว่าเป็นกรณีศึกษาล่าสุดต่อการ “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” ก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชุดปัจจุบันต่อ กรณี ไอทีวี
ข้าราชการอย่างปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการให้สถานีโทรทัศน์ด้วยคลื่นยูเอชเอฟออกอากาศต่อเนื่องกันอย่างเต็มความสามารถ ทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อเอาใจ “เจ้านาย” ที่สั่งการทุกอย่างด้วย “วาจา” จนยอมแม้กระทั่งเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงต่อการกระทำผิดต่อกฎหมายไปเป็นที่เรียบร้อย
หลังเวลา 0.01 น. ของวันที่ 8 มีนาคม 2550 เรื่อยมาจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ที่กลุ่มพนักงานและผู้ผลิตรายการให้กับไอทีวี อาศัยกฎหมายข้อไหนที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากคลื่นความถี่ของชาติ และใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของรัฐโดยที่ไม่ได้มีสัญญาใดๆ กับภาครัฐเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มแล้ว และยังไม่มีใครตอบได้ว่าความผิดเหล่านี้จะหยุดลงเมื่อใด
แต่ที่แน่ๆ คือถ้ามีความผิดก็กระทำสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว!
คงไม่ต้องมาอ้างกันว่าจะใช้งบประมาณของรัฐมาจ่ายให้กับพนักงานไอทีวีหรือไม่ เพราะเรื่องนี้สำคัญตรงที่ว่าวันนี้ปล่อยให้มีการออกอากาศ มีการโฆษณา มีการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของรัฐ และมีการแสวงหารายได้เหล่านี้ไปให้กับผู้ผลิตรายการและพนักงานโดยที่ไม่ได้มีสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นกับภาครัฐ
ไม่ต้องมาอ้างว่าศาลปกครองกลางคุ้มครองอยู่ เพราะอันที่จริงแล้วการคุ้มครองของศาลปกครองกลางนั้นเป็นเพียงการให้จอสว่าง ไม่ได้บอกว่าต้องให้พนักงานไอทีวีและผู้ผลิตรายการของไอทีวีเท่านั้นที่จะได้ออกอากาศ และศาลปกครองกลางก็ไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ทำผิดกฎหมายได้
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่เคยออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องเป็นราวว่าผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้บอกเลิกสัญญากับ ไอทีวีและหยุดออกอากาศ, ย้ายของอุปกรณ์ออกจากตึกชินวัตร 3 เพื่อตัดตอนไม่ให้เสียรูปคดี ตลอดจนให้พนักงานเรียกร้องค่าเสียหายเอาเองจากบริษัท และให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายกับไอทีวีต่อไป
ถึงขนาดที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีออกมาพูดขออภัยต่อพนักงานที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้และต้องทำตามกฎหมาย
พอเกิดอาการกลับลำปล่อยให้พนักงานไอทีวีเข้าไปทำงานที่ตึกชินคอร์ปอย่างต่อเนื่อง ก็เลยไม่รู้ใครเป็นคนเขียนมติคณะรัฐมนตรีในภายหลังให้เป็นคนละเรื่องกับที่คุณหญิงทิพาวดีมาแถลงข่าวก่อนหน้าที่ โดยมติคณะรัฐมนตรีได้ประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ว่า:
1. “รับทราบ” ผลการดำเนินงานและอุปสรรค ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ
2. ให้คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับไปประสานกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ดำเนินการเรื่องนี้ “เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย”ทั้งนี้ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยว่า หากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยูเอชเอฟ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นี่คือวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด เหยียบหิมะไร้เงา ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “อนุมัติ” ให้ทำอย่างไรนอกจากคำว่า “รับทราบ” และ “ให้ดำเนินการเรื่องนี้เป็นไปโดยถูกกฎหมาย” ซึ่งนี่คือความ “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” ของที่ประชุมในคณะรัฐมนตรี
“เคราะห์ร้าย” และ “ความอับโชค” หรือมีความหมายในพจนานุกรมว่า “ความซวย” จึงย่อมตกอยู่กับผู้ปฏิบัติงานอย่าง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้ปฏิบัติเดินหน้าตามคำสั่ง “วาจา” อย่างไม่สนใจกฎหมายและไม่ลืมหูลืมตา
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมาได้มีกลุ่มคนจากสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัดที่นำโดย นายการุณ ใสงาม, ทันตแพทย์ศุภผล เอี่ยมเมธาวี, และนายวีระ สมความคิด ได้ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษกับ คตส. ต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีและพวกว่ามีกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับต่อกรณีการอุ้มพนักงานไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และมีการปฏิบัติที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2535 ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 และยังกระทำความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีกด้วย
ข้าราชการอย่างปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คงต้องเล็งเห็น “เคราะห์ร้าย” และ “ความอับโชค” หรือ “ความซวย” ที่รออยู่เบื้องหน้าเป็นแน่ เพราะต่างก็ได้ให้สัมภาษณ์ตรงกันว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ยกเว้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และจะขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการที่จะไม่นำเงินจากรายได้ที่เกิดขึ้นกลับกระทรวงการคลัง
ปรากฏว่าเมื่อวันอังคารที่ 13 มีนาคม 2550 คณะรัฐมนตรีใช้วิธีไม่สนใจ และไม่ปรากฏวาระการแก้ปัญหาให้กับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ปล่อยให้มีการออกอากาศและมีการแสวงหาผลประโยชน์จากคลื่นความถี่ของชาติโดยไม่มีสัญญาใดๆ กับภาครัฐ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับเฉไฉนำเสนอเป็นวาระ “เพื่อทราบ” ว่าจะจัดตั้งเป็นองค์กรพิเศษที่เรียกว่า Special Delivery Unit ที่มีการบริหารที่คล่องตัวอยู่ภายใต้กรมประชาสัมพันธ์อยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐ.........ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน
งานนี้มีเสียงกระซิบจาก ครม.ว่า “ความซวย” กำลังตกไปที่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เต็มๆ เพราะได้ปล่อยลอยแพคนที่กระทำความผิดต่อกฎหมายให้เป็นไปตามยถากรรมแล้ว
สำหรับท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ก็อย่าเพิ่งหมดหวังและนึกว่าต้องถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเดียวดายเพราะความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ยังคงอยู่ และครอบคลุมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่ยอมสั่งการใดๆ ทั้งที่ความผิดเหล่านี้เกิดขึ้นเห็นกันโดยทั่วไปในที่สาธารณะ....งานนี้จึงมีเพื่อนร่วมชะตากรรมแล้ว
ถ้าปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ยังมีความฉลาดพอก็ควรจะต้องรีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็วที่สุดก่อนที่ความผิดจะสะสมทบไปมากขึ้นทุกวัน
ส่วนพนักงาน ไอทีวี และผู้ผลิตรายการหากยังมีความละอายและมีสปิริตเหลือกันอยู่บ้าง ก็ควรจะเห็นแก่คนที่เขาตั้งใจช่วยเหลือตัวเองที่ต้องมาเสี่ยงกับคุกตารางอยู่ตอนนี้ และประกาศถอนตัวออกไปเสียจากการไปแสวงหาผลประโยชน์จากคลื่นยูเอชเอฟที่เป็นของชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายกันอยู่เวลานี้
ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีว่า ให้รีบถอนตัวเสียวันนี้ก่อนที่จะมีใครนึกขึ้นได้ว่า น่าจะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไปฟ้องและแจ้งความขยายผลไปถึง “ผู้ผลิตรายการและพนักงานไอทีวี”!!!!
ที่น่าสนใจก็มีอีกคำหนึ่งที่อยู่ในพจนานุกรมฉบับเดียวกันแต่อยู่ในหน้าที่ 375นั่นคือคำว่า “ซวย” ว่าเป็นภาษาพูดมาจากภาษาจีน เป็นคำวิเศษณ์เหมือนกันมีความหมายว่า เคราะห์ร้าย, อับโชค
คำว่า “เฮง” และคำว่า “ซวย” จึงเป็นศัพท์ที่มีความน่าสนใจ เพราะมีความหมายที่อยู่ตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง และไม่น่าที่จะอยู่รวมกันได้จริงๆ
แต่ก็แปลกเพราะ “เฮงซวย” กลายเป็นศัพท์ที่สามารถรวมตัวกันได้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานก็ได้ระบุเอาไว้ว่า “เฮงซวย” เป็นภาษาพูดมาจากภาษาจีนเป็นคำวิเศษณ์เหมือนกัน มีความหมายว่า เอาแน่นอนอะไรไม่ได้, คุณภาพต่ำ, ไม่ดี
“เฮง” และ “ซวย” แทนที่จะมีความหมาย “เชิงบวก” และ “เชิงลบ” ที่เมื่อรวมกันแล้วน่าจะ “เป็นกลาง” หรือ “ศูนย์” เพราะเป็นทั้งคำโชคดีและโชคร้ายมารวมกัน กลับกลายเป็นมีความหมายในเชิงลบว่าไม่ดี คุณภาพต่ำ เพราะ “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้”!
ดังนั้นคำว่า “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” เราก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะหาคำแทนคำนี้ด้วยคำว่า “เฮงซวย”
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ยกตัวอย่างอีก 3 คำ เพื่อทำให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ของเฮงซวย เรื่องเฮงซวย คนเฮงซวย
ถ้าจะให้เข้าใจง่ายขึ้นไปอีก ยกตัวอย่างเช่น ถ้ารัฐมนตรีคนใด คณะรัฐมนตรีคณะใด หรือนายกรัฐมนตรีท่านใดเป็นไม้หลักปักเลน “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” ก็คงจะไม่ผิดนักถ้าเราจะเรียกแทนลักษณะดังกล่าวนั้นด้วยคำว่า “เฮงซวย” เช่น “รัฐมนตรีเฮงซวย”, “คณะรัฐมนตรีเฮงซวย” หรือ “นายกรัฐมนตรีเฮงซวย” เป็นต้น
จะว่าไปแล้วในช่วงเวลาเกือบ 6 เดือนที่ผ่านมาเราเห็น “เรื่องที่เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” และเห็น “คนที่เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” อยู่เป็นประจำ
ตัวอย่างที่ถือว่าเป็นกรณีศึกษาล่าสุดต่อการ “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” ก็คือการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชุดปัจจุบันต่อ กรณี ไอทีวี
ข้าราชการอย่างปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ดำเนินการให้สถานีโทรทัศน์ด้วยคลื่นยูเอชเอฟออกอากาศต่อเนื่องกันอย่างเต็มความสามารถ ทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อเอาใจ “เจ้านาย” ที่สั่งการทุกอย่างด้วย “วาจา” จนยอมแม้กระทั่งเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงต่อการกระทำผิดต่อกฎหมายไปเป็นที่เรียบร้อย
หลังเวลา 0.01 น. ของวันที่ 8 มีนาคม 2550 เรื่อยมาจนถึงเวลานี้ก็ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ที่กลุ่มพนักงานและผู้ผลิตรายการให้กับไอทีวี อาศัยกฎหมายข้อไหนที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จากคลื่นความถี่ของชาติ และใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของรัฐโดยที่ไม่ได้มีสัญญาใดๆ กับภาครัฐเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มแล้ว และยังไม่มีใครตอบได้ว่าความผิดเหล่านี้จะหยุดลงเมื่อใด
แต่ที่แน่ๆ คือถ้ามีความผิดก็กระทำสำเร็จไปเรียบร้อยแล้ว!
คงไม่ต้องมาอ้างกันว่าจะใช้งบประมาณของรัฐมาจ่ายให้กับพนักงานไอทีวีหรือไม่ เพราะเรื่องนี้สำคัญตรงที่ว่าวันนี้ปล่อยให้มีการออกอากาศ มีการโฆษณา มีการใช้เครื่องมืออุปกรณ์ของรัฐ และมีการแสวงหารายได้เหล่านี้ไปให้กับผู้ผลิตรายการและพนักงานโดยที่ไม่ได้มีสัญญาใดๆ ทั้งสิ้นกับภาครัฐ
ไม่ต้องมาอ้างว่าศาลปกครองกลางคุ้มครองอยู่ เพราะอันที่จริงแล้วการคุ้มครองของศาลปกครองกลางนั้นเป็นเพียงการให้จอสว่าง ไม่ได้บอกว่าต้องให้พนักงานไอทีวีและผู้ผลิตรายการของไอทีวีเท่านั้นที่จะได้ออกอากาศ และศาลปกครองกลางก็ไม่ได้มีคำสั่งคุ้มครองให้ทำผิดกฎหมายได้
คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่เคยออกมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นเรื่องเป็นราวว่าผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ให้บอกเลิกสัญญากับ ไอทีวีและหยุดออกอากาศ, ย้ายของอุปกรณ์ออกจากตึกชินวัตร 3 เพื่อตัดตอนไม่ให้เสียรูปคดี ตลอดจนให้พนักงานเรียกร้องค่าเสียหายเอาเองจากบริษัท และให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายกับไอทีวีต่อไป
ถึงขนาดที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีออกมาพูดขออภัยต่อพนักงานที่ไม่สามารถช่วยเหลือได้และต้องทำตามกฎหมาย
พอเกิดอาการกลับลำปล่อยให้พนักงานไอทีวีเข้าไปทำงานที่ตึกชินคอร์ปอย่างต่อเนื่อง ก็เลยไม่รู้ใครเป็นคนเขียนมติคณะรัฐมนตรีในภายหลังให้เป็นคนละเรื่องกับที่คุณหญิงทิพาวดีมาแถลงข่าวก่อนหน้าที่ โดยมติคณะรัฐมนตรีได้ประชุมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2550 ว่า:
1. “รับทราบ” ผลการดำเนินงานและอุปสรรค ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ
2. ให้คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับไปประสานกับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ดำเนินการเรื่องนี้ “เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย”ทั้งนี้ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาด้วยว่า หากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะมอบหมายกรมประชาสัมพันธ์เป็นผู้ดำเนินกิจการสถานีวิทยุโทรทัศน์ระบบ ยูเอชเอฟ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
นี่คือวิชาตัวเบาขั้นสูงสุด เหยียบหิมะไร้เงา ไม่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “อนุมัติ” ให้ทำอย่างไรนอกจากคำว่า “รับทราบ” และ “ให้ดำเนินการเรื่องนี้เป็นไปโดยถูกกฎหมาย” ซึ่งนี่คือความ “เอาแน่นอนอะไรไม่ได้” ของที่ประชุมในคณะรัฐมนตรี
“เคราะห์ร้าย” และ “ความอับโชค” หรือมีความหมายในพจนานุกรมว่า “ความซวย” จึงย่อมตกอยู่กับผู้ปฏิบัติงานอย่าง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ได้ปฏิบัติเดินหน้าตามคำสั่ง “วาจา” อย่างไม่สนใจกฎหมายและไม่ลืมหูลืมตา
วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมาได้มีกลุ่มคนจากสมัชชาประชาชนภาคอีสาน 19 จังหวัดที่นำโดย นายการุณ ใสงาม, ทันตแพทย์ศุภผล เอี่ยมเมธาวี, และนายวีระ สมความคิด ได้ยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษกับ คตส. ต่อกรณีที่นายกรัฐมนตรีและพวกว่ามีกระทำผิดกฎหมายหลายฉบับต่อกรณีการอุ้มพนักงานไอทีวี ไม่ว่าจะเป็นการไม่ปฏิบัติตามต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 และมีการปฏิบัติที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2535 ไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 และยังกระทำความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 อีกด้วย
ข้าราชการอย่างปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ คงต้องเล็งเห็น “เคราะห์ร้าย” และ “ความอับโชค” หรือ “ความซวย” ที่รออยู่เบื้องหน้าเป็นแน่ เพราะต่างก็ได้ให้สัมภาษณ์ตรงกันว่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ยกเว้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และจะขอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในการที่จะไม่นำเงินจากรายได้ที่เกิดขึ้นกลับกระทรวงการคลัง
ปรากฏว่าเมื่อวันอังคารที่ 13 มีนาคม 2550 คณะรัฐมนตรีใช้วิธีไม่สนใจ และไม่ปรากฏวาระการแก้ปัญหาให้กับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ที่ปล่อยให้มีการออกอากาศและมีการแสวงหาผลประโยชน์จากคลื่นความถี่ของชาติโดยไม่มีสัญญาใดๆ กับภาครัฐ
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกลับเฉไฉนำเสนอเป็นวาระ “เพื่อทราบ” ว่าจะจัดตั้งเป็นองค์กรพิเศษที่เรียกว่า Special Delivery Unit ที่มีการบริหารที่คล่องตัวอยู่ภายใต้กรมประชาสัมพันธ์อยู่ภายใต้การครอบงำของรัฐ.........ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน
งานนี้มีเสียงกระซิบจาก ครม.ว่า “ความซวย” กำลังตกไปที่ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เต็มๆ เพราะได้ปล่อยลอยแพคนที่กระทำความผิดต่อกฎหมายให้เป็นไปตามยถากรรมแล้ว
สำหรับท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ก็อย่าเพิ่งหมดหวังและนึกว่าต้องถูกทอดทิ้งให้โดดเดี่ยวเดียวดายเพราะความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ยังคงอยู่ และครอบคลุมถึงผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ไม่ยอมสั่งการใดๆ ทั้งที่ความผิดเหล่านี้เกิดขึ้นเห็นกันโดยทั่วไปในที่สาธารณะ....งานนี้จึงมีเพื่อนร่วมชะตากรรมแล้ว
ถ้าปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรืออธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ยังมีความฉลาดพอก็ควรจะต้องรีบดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยเร็วที่สุดก่อนที่ความผิดจะสะสมทบไปมากขึ้นทุกวัน
ส่วนพนักงาน ไอทีวี และผู้ผลิตรายการหากยังมีความละอายและมีสปิริตเหลือกันอยู่บ้าง ก็ควรจะเห็นแก่คนที่เขาตั้งใจช่วยเหลือตัวเองที่ต้องมาเสี่ยงกับคุกตารางอยู่ตอนนี้ และประกาศถอนตัวออกไปเสียจากการไปแสวงหาผลประโยชน์จากคลื่นยูเอชเอฟที่เป็นของชาติโดยมิชอบด้วยกฎหมายกันอยู่เวลานี้
ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีว่า ให้รีบถอนตัวเสียวันนี้ก่อนที่จะมีใครนึกขึ้นได้ว่า น่าจะต้องร้องทุกข์กล่าวโทษหรือไปฟ้องและแจ้งความขยายผลไปถึง “ผู้ผลิตรายการและพนักงานไอทีวี”!!!!


