พระพุทธเจ้า ทรงเป็นแบบอย่างของการอุทิศตน เพื่อมวลมนุษยชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นแบบอย่างของการอุทิศตนเพื่อชาติและพสกนิกร
“เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่เหล่าพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้นยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศทั้งปวง หลักสาระสำคัญแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย คือ ทศพิธราชธรรม ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพกาล”
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอันเป็นองค์ประกอบแห่งรัฐ และเป็นสถาบันทรงความยุติธรรม
ยังมีความเข้าใจผิด ของผู้ที่มักจะกล่าวอ้างว่า จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มักจะเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ “อยู่เหนือการเมือง” ไม่ควรลงมาแปดเปื้อนกับการเมือง ซึ่งคงเข้าใจว่าการเมืองเป็นของสกปรก แน่นอนที่สุด การเมืองของระบอบเผด็จการไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม มันเป็นของสกปรก แล้วจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นนั้นหรือ
ความเป็นมานักปราชญ์ได้อธิบายว่า “คณะราษฎร” เป็นผู้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ในมาตรา 11 “พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิด หรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง” ซึ่งหมายความเล่นการเมืองไม่ได้ เป็น ส.ส. ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ปฏิบัติงานการเมืองไม่ได้
สำหรับพระมหากษัตริย์นั้น ย่อมไม่เล่นการเมืองอยู่แล้ว และบรมวงศานุวงศ์ย่อมไม่หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และตามความเป็นจริง และหลักวิชารัฐศาสตร์ “พระมหากษัตริย์ คือประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง พระมหากษัตริย์จึงไม่ได้อยู่เหนือการเมือง แต่อยู่เหนือการปกครอง” และสถาบันใดก็ตามที่ใช้อำนาจอธิปไตย ย่อมเป็นสถาบันที่อยู่ในการเมือง ไม่ได้อยู่เหนือการเมือง หรืออยู่นอกการเมือง พิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยใจเป็นธรรมให้เกิดปัญญาด้วยเถิด
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ทราบกันแล้วว่า “เป็นสถาบันแห่งธรรม” สถาบันแห่งธรรมย่อมมีความชอบธรรมอันยิ่งยวดที่จะเข้ามาควบคุมดูแลแก้ไขการเมืองให้เป็นธรรม จะเป็นปัจจัยให้ปวงชนในชาติถือธรรมเป็นใหญ่ เพื่อประโยชน์แห่งชาติและปวงชนร่วมกัน
ฉะนั้น นักวิชาการ นักการเมือง บางท่าน ทั้งพูดและเขียนว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองนั้นคงจะไม่ถูกต้องเป็นมิจฉาทิฐิ ทั้งเป็นการบั่นทอนพระราชอำนาจและพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันประมุขแห่งรัฐหรือของประเทศอีกด้วย
บางคน บางสำนักบอกว่า พระมหากษัตริย์เป็นกลางทางการเมือง ก็ไม่น่าจะถูกต้อง ในท่ามกลางระบอบการเมืองมิจฉาทิฐิ จึงเต็มไปด้วยพรรคการเมืองมิจฉาทิฐิ รัฐบาลมิจฉาทิฐิ ดังนี้แล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ จะเป็นกลางทางการเมืองได้อย่างไร
จะพบว่า ความเป็นกลางนั้น เป็นกลางระหว่างอะไรก็ได้ เช่น เป็นกลางระหว่างความถูกกับความผิดก็ได้ แต่ “ทรงความยุติธรรม”ย่อมอยู่ฝ่ายถูกเสมอไป
ในอีกความหมายหนึ่ง คำว่า “กลาง” ซึ่งมีแต่ส่วนดีไม่มีส่วนเสีย คือทางสายกลางหรือทางปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ตรงกับมัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติสายกลาง ประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาทิฐิ... เป็นต้น คือเมื่อมีความเห็นถูกต้อง จะเป็นปัจจัยให้คิดถูกต้อง เมื่อคิดถูกจะเป็นปัจจัยให้พูดถูกต้อง ทำถูกต้อง มีอาชีพถูกต้อง มีความเพียรถูก มีสติและสมาธิถูกต้อง เป็นลำดับไป
ฉะนั้นขอยืนยันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นสถาบันทรงความยุติธรรมทางการเมืองของชาติ จึงเป็นสถาบันที่อยู่ฝ่ายถูกเสมอไป และ สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่เหนือการเมือง เพราะเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตยสูงสุด ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องโดยธรรมและทรงความยุติธรรมต่อปวงชนภายในชาติ
และในท่ามกลางวิกฤตของประเทศชาติ ไม่เห็นทางว่าจะมีใครแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ในสภาพการณ์เช่นนี้ เมื่อไม่มีสถาบันใด หรือสถาบันทางการเมืองซึ่งดำเนินไปตามระบอบการเมืองปัจจุบัน มิอาจจะใช้ความสามารถแก้เหตุวิกฤตชาติให้ผ่านพ้นไปได้ แม้ว่าบุคลากรหลายท่านในคณะรัฐบาลจะพยามยามและมีเจตนาที่ดีก็ตาม
ในอดีตประเทศที่พระมหากษัตริย์ทรงนำการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติโดยการสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจซึ่งเป็นของพระองค์อยู่เดิมให้แก่ประชาชน
ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำเร็จ การสร้างประชาธิปไตยก็สำเร็จ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจไม่สำเร็จไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม การสร้างประชาธิปไตยย่อมล้มเหลว ต่างก็เห็นชัดแล้วว่าล้มเหลวอย่างซ้ำซ้อน ซ้ำซาก นับแต่ 2475 เป็นต้นมา
และในสภาพการณ์ปัจจุบันการแก้ปัญหาเหตุวิกฤตของชาติและเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศชาติให้ตกไปได้นั้น มีวิธีเดียว คือวิธีการที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาหลักการปกครอง(Principle of Government) แบบธรรมาธิปไตยขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ยกร่างแต่รัฐธรรมนูญ คือ อันเป็นเพียงวิธีการปกครอง (Methods of Government) ได้แก่ หมวด และมาตราต่างๆ
ในอดีตวิธีการสร้างประชาธิปไตยในประเทศเอกราชในเอเชียนั้น แตกต่างกันกับในประเทศยุโรป ซึ่งมีคณะพรรค ประชาชน ลุกขึ้นช่วงชิงอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาเป็นของตน แต่ในประเทศเอเชียที่เป็นเอกราชการสร้างประชาธิปไตยเป็นพระราชกรณียกิจ ตัวอย่าง คือ พระจักรพรรดิมัตสุฮิโตแห่งญี่ปุ่น ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมอบอำนาจให้ประชาชนสำเร็จ การสร้างประชาธิปไตยในญี่ปุ่นจึงสำเร็จ จนกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว
แต่ในประเทศจีน ภารกิจของพระเจ้ากว่างสูกลับล้มเหลว ต่อมาแม้ว่าพรรคก๊กมินตั๋ง (พรรคประชาชน) จะได้อำนาจ แต่ในท้ายที่สุดก็มิอาจสร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ เพราะสร้างการปกครองระบอบเผด็จการระบบประธานาธิบดีขึ้น จนกระทั่งถูกพรรคคอมมิวนิสต์ ยึดอำนาจเปลี่ยนประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ไปจนบัดนี้
พระมหากษัตริย์ไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสร้างประชาธิปไตยมาพร้อมๆ กับพระจักรพรรดิญี่ปุ่น โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการเปลี่ยนแปลงสร้างประชาธิปไตยเป็นลำดับมา ซึ่งสืบทอดโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และกำลังใกล้จะสำเร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
โดยพระองค์ทรงกำหนดจะมอบอำนาจให้แก่ประชาชนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2475 แต่ถูกยึดอำนาจชิงอำนาจไปสร้างระบอบปริมิตาญาสิทธิราช ขึ้นในแผ่นดิน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ต่อมาผู้ไม่รู้จริง ผู้ประจบประแจงใช้อำนาจรัฐบิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย คือการนำมิจฉาทิฐิฝังหัวคนไทยผู้เป็นทาสทางความคิดจนยากที่จะแก้ไข คือ “ให้เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญคือระบอบประชาธิปไตย” การยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือการสร้างระบอบประชาธิปไตย เป็นความโง่เขลาเบาปัญญายิ่งนัก เรื่อยมาจนบัดนี้ และแล้วรัฐบาลชุดนี้ ก็ตกอยู่ในแนวทางนรก (Hell ways) เช่นเดิม
เมื่อพระมหากษัตริย์ไทยไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจสร้างการปกครองแบบประชาธิปไตยแท้ได้สำเร็จ ด้วยเกิดอุปสรรคดังกล่าวแล้ว และจะไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะสร้างให้สำเร็จได้ออกจากวิธีการเดิมที่ องค์พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาการหลักการปกครองปกครองโดยธรรมเป็นเบื้องต้น อันที่จริงการสร้างหลักการปกครองโดยธรรม เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องขี้ผง แต่ปล่อยให้ทำผิดแล้วถึง 75 ปี
จะไปหวังอะไรกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าถกเถียงกันแต่เรื่องวิธีการปกครอง เช่น จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ โดยไม่คิดถึงหลักการปกครองเลยแม้แต่น้อย ขนาด ทักษิณ มีแต่เรื่องของกู เพื่อกูและพวกพ้อง และ พวกฆาตกรคิดแบ่งแยก 3 จังหวัดภาคใต้ รัฐบาลยังทำอะไรไม่ได้เลย...
จึงมีวิธีการเดียว ที่จะแก้ปัญหาเหตุวิกฤตของชาติอันเป็นเหตุแห่งวิกฤตทั้งปวง เพื่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างยั่งยืน ก็คือการที่ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาการปกครองแบบธรรมาธิปไตย โดยมีหลักธรรมเป็นหลักการปกครอง เป็นระบอบการเมืองที่ก้าวหน้ากว่าระบอบอื่นใดในโลก และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวไทย ดังคำกล่าวที่ว่า “ทศพิธราชธรรมของพระมหากษัตริย์ สู่การสร้างสรรค์รัฐธรรมาธิปไตยแห่งชาติและปวงชน”
ทั้งจะเป็นปัจจัยให้บรรลุพระราชภารกิจพระมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และบรรลุพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ “..ข้าพเจ้าสมัครใจจะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป...” และเพื่อบรรลุพระปฐมบรมราชโองการ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นจริงอย่างมีรูปธรรมทางการเมืองไทยเสียที
ฉะนั้น ถ้าประชาชนทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกัน สิ่งที่ประชาชนต้องการระบอบการเมืองโดยธรรม ก็จะเกิดขึ้น จึงกลับมาสู่ความถูกต้องดังเดิม ที่สถาบันหลักของชาติอันทรงธรรม อันเป็นแก่นแท้ของชาติ จะได้มีภารกิจอันยิ่งยวดชอบธรรมอันยิ่งที่จะสถาปนาระบอบการเมืองที่เป็นธรรมแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ อย่างยั่งยืนสืบไป หรือจะให้มิจฉาทิฐิดำเนินต่อไปก็ตามใจ
ผลสำฤทธิ์จากการสถาปนาหลักการปกครองธรรมาธิปไตย นอกจากเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืนแก่ราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังจะก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนภายในชาติ และจะเป็นเหตุให้แผ่กระจายสู่การสร้างสันติภาพโลกถาวรต่อไป
“เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในหมู่เหล่าพสกนิกรชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยนั้นยิ่งใหญ่ด้วยพระบรมเดชานุภาพ และพระบารมีเหนือสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศทั้งปวง หลักสาระสำคัญแห่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย คือ ทศพิธราชธรรม ซึ่งสืบทอดมาแต่บรรพกาล”
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันอันเป็นองค์ประกอบแห่งรัฐ และเป็นสถาบันทรงความยุติธรรม
ยังมีความเข้าใจผิด ของผู้ที่มักจะกล่าวอ้างว่า จงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มักจะเข้าใจว่าพระมหากษัตริย์ “อยู่เหนือการเมือง” ไม่ควรลงมาแปดเปื้อนกับการเมือง ซึ่งคงเข้าใจว่าการเมืองเป็นของสกปรก แน่นอนที่สุด การเมืองของระบอบเผด็จการไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม มันเป็นของสกปรก แล้วจะปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรมเช่นนั้นหรือ
ความเป็นมานักปราชญ์ได้อธิบายว่า “คณะราษฎร” เป็นผู้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ในมาตรา 11 “พระบรมวงศานุวงศ์ตั้งแต่ชั้นหม่อมเจ้าขึ้นไปโดยกำเนิด หรือโดยแต่งตั้งก็ตาม ย่อมดำรงอยู่ในฐานะเหนือการเมือง” ซึ่งหมายความเล่นการเมืองไม่ได้ เป็น ส.ส. ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ปฏิบัติงานการเมืองไม่ได้
สำหรับพระมหากษัตริย์นั้น ย่อมไม่เล่นการเมืองอยู่แล้ว และบรมวงศานุวงศ์ย่อมไม่หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และตามความเป็นจริง และหลักวิชารัฐศาสตร์ “พระมหากษัตริย์ คือประมุขแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง พระมหากษัตริย์จึงไม่ได้อยู่เหนือการเมือง แต่อยู่เหนือการปกครอง” และสถาบันใดก็ตามที่ใช้อำนาจอธิปไตย ย่อมเป็นสถาบันที่อยู่ในการเมือง ไม่ได้อยู่เหนือการเมือง หรืออยู่นอกการเมือง พิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยใจเป็นธรรมให้เกิดปัญญาด้วยเถิด
สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่ทราบกันแล้วว่า “เป็นสถาบันแห่งธรรม” สถาบันแห่งธรรมย่อมมีความชอบธรรมอันยิ่งยวดที่จะเข้ามาควบคุมดูแลแก้ไขการเมืองให้เป็นธรรม จะเป็นปัจจัยให้ปวงชนในชาติถือธรรมเป็นใหญ่ เพื่อประโยชน์แห่งชาติและปวงชนร่วมกัน
ฉะนั้น นักวิชาการ นักการเมือง บางท่าน ทั้งพูดและเขียนว่า พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองนั้นคงจะไม่ถูกต้องเป็นมิจฉาทิฐิ ทั้งเป็นการบั่นทอนพระราชอำนาจและพระบรมเดชานุภาพสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นสถาบันประมุขแห่งรัฐหรือของประเทศอีกด้วย
บางคน บางสำนักบอกว่า พระมหากษัตริย์เป็นกลางทางการเมือง ก็ไม่น่าจะถูกต้อง ในท่ามกลางระบอบการเมืองมิจฉาทิฐิ จึงเต็มไปด้วยพรรคการเมืองมิจฉาทิฐิ รัฐบาลมิจฉาทิฐิ ดังนี้แล้ว สถาบันพระมหากษัตริย์ จะเป็นกลางทางการเมืองได้อย่างไร
จะพบว่า ความเป็นกลางนั้น เป็นกลางระหว่างอะไรก็ได้ เช่น เป็นกลางระหว่างความถูกกับความผิดก็ได้ แต่ “ทรงความยุติธรรม”ย่อมอยู่ฝ่ายถูกเสมอไป
ในอีกความหมายหนึ่ง คำว่า “กลาง” ซึ่งมีแต่ส่วนดีไม่มีส่วนเสีย คือทางสายกลางหรือทางปฏิบัติอันเป็นทางสายกลาง ตรงกับมัชฌิมาปฏิปทา คือ การปฏิบัติสายกลาง ประกอบด้วยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ สัมมาทิฐิ... เป็นต้น คือเมื่อมีความเห็นถูกต้อง จะเป็นปัจจัยให้คิดถูกต้อง เมื่อคิดถูกจะเป็นปัจจัยให้พูดถูกต้อง ทำถูกต้อง มีอาชีพถูกต้อง มีความเพียรถูก มีสติและสมาธิถูกต้อง เป็นลำดับไป
ฉะนั้นขอยืนยันว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จึงไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นสถาบันทรงความยุติธรรมทางการเมืองของชาติ จึงเป็นสถาบันที่อยู่ฝ่ายถูกเสมอไป และ สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่อยู่เหนือการเมือง เพราะเป็นสถาบันที่ใช้อำนาจอธิปไตยสูงสุด ให้เป็นไปในทางที่ถูกต้องโดยธรรมและทรงความยุติธรรมต่อปวงชนภายในชาติ
และในท่ามกลางวิกฤตของประเทศชาติ ไม่เห็นทางว่าจะมีใครแก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ในสภาพการณ์เช่นนี้ เมื่อไม่มีสถาบันใด หรือสถาบันทางการเมืองซึ่งดำเนินไปตามระบอบการเมืองปัจจุบัน มิอาจจะใช้ความสามารถแก้เหตุวิกฤตชาติให้ผ่านพ้นไปได้ แม้ว่าบุคลากรหลายท่านในคณะรัฐบาลจะพยามยามและมีเจตนาที่ดีก็ตาม
ในอดีตประเทศที่พระมหากษัตริย์ทรงนำการแก้ปัญหาวิกฤตของชาติโดยการสถาปนาการปกครองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ โดยพระมหากษัตริย์ทรงมอบอำนาจซึ่งเป็นของพระองค์อยู่เดิมให้แก่ประชาชน
ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำเร็จ การสร้างประชาธิปไตยก็สำเร็จ แต่ถ้าพระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจไม่สำเร็จไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ก็ตาม การสร้างประชาธิปไตยย่อมล้มเหลว ต่างก็เห็นชัดแล้วว่าล้มเหลวอย่างซ้ำซ้อน ซ้ำซาก นับแต่ 2475 เป็นต้นมา
และในสภาพการณ์ปัจจุบันการแก้ปัญหาเหตุวิกฤตของชาติและเป็นการแก้ปัญหาพื้นฐานของประเทศชาติให้ตกไปได้นั้น มีวิธีเดียว คือวิธีการที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาหลักการปกครอง(Principle of Government) แบบธรรมาธิปไตยขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ปล่อยให้ยกร่างแต่รัฐธรรมนูญ คือ อันเป็นเพียงวิธีการปกครอง (Methods of Government) ได้แก่ หมวด และมาตราต่างๆ
ในอดีตวิธีการสร้างประชาธิปไตยในประเทศเอกราชในเอเชียนั้น แตกต่างกันกับในประเทศยุโรป ซึ่งมีคณะพรรค ประชาชน ลุกขึ้นช่วงชิงอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาเป็นของตน แต่ในประเทศเอเชียที่เป็นเอกราชการสร้างประชาธิปไตยเป็นพระราชกรณียกิจ ตัวอย่าง คือ พระจักรพรรดิมัตสุฮิโตแห่งญี่ปุ่น ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมอบอำนาจให้ประชาชนสำเร็จ การสร้างประชาธิปไตยในญี่ปุ่นจึงสำเร็จ จนกลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยและพัฒนาแล้ว
แต่ในประเทศจีน ภารกิจของพระเจ้ากว่างสูกลับล้มเหลว ต่อมาแม้ว่าพรรคก๊กมินตั๋ง (พรรคประชาชน) จะได้อำนาจ แต่ในท้ายที่สุดก็มิอาจสร้างประชาธิปไตยได้สำเร็จ เพราะสร้างการปกครองระบอบเผด็จการระบบประธานาธิบดีขึ้น จนกระทั่งถูกพรรคคอมมิวนิสต์ ยึดอำนาจเปลี่ยนประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ไปจนบัดนี้
พระมหากษัตริย์ไทย ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสร้างประชาธิปไตยมาพร้อมๆ กับพระจักรพรรดิญี่ปุ่น โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินการเปลี่ยนแปลงสร้างประชาธิปไตยเป็นลำดับมา ซึ่งสืบทอดโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และกำลังใกล้จะสำเร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7
โดยพระองค์ทรงกำหนดจะมอบอำนาจให้แก่ประชาชนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2475 แต่ถูกยึดอำนาจชิงอำนาจไปสร้างระบอบปริมิตาญาสิทธิราช ขึ้นในแผ่นดิน เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ต่อมาผู้ไม่รู้จริง ผู้ประจบประแจงใช้อำนาจรัฐบิดเบือน โฆษณาชวนเชื่อว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย คือการนำมิจฉาทิฐิฝังหัวคนไทยผู้เป็นทาสทางความคิดจนยากที่จะแก้ไข คือ “ให้เข้าใจว่ารัฐธรรมนูญคือระบอบประชาธิปไตย” การยกร่างรัฐธรรมนูญก็คือการสร้างระบอบประชาธิปไตย เป็นความโง่เขลาเบาปัญญายิ่งนัก เรื่อยมาจนบัดนี้ และแล้วรัฐบาลชุดนี้ ก็ตกอยู่ในแนวทางนรก (Hell ways) เช่นเดิม
เมื่อพระมหากษัตริย์ไทยไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจสร้างการปกครองแบบประชาธิปไตยแท้ได้สำเร็จ ด้วยเกิดอุปสรรคดังกล่าวแล้ว และจะไม่มีวิธีการอื่นใดที่จะสร้างให้สำเร็จได้ออกจากวิธีการเดิมที่ องค์พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาการหลักการปกครองปกครองโดยธรรมเป็นเบื้องต้น อันที่จริงการสร้างหลักการปกครองโดยธรรม เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นเรื่องขี้ผง แต่ปล่อยให้ทำผิดแล้วถึง 75 ปี
จะไปหวังอะไรกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าถกเถียงกันแต่เรื่องวิธีการปกครอง เช่น จะเอาอย่างนั้น จะเอาอย่างนี้ โดยไม่คิดถึงหลักการปกครองเลยแม้แต่น้อย ขนาด ทักษิณ มีแต่เรื่องของกู เพื่อกูและพวกพ้อง และ พวกฆาตกรคิดแบ่งแยก 3 จังหวัดภาคใต้ รัฐบาลยังทำอะไรไม่ได้เลย...
จึงมีวิธีการเดียว ที่จะแก้ปัญหาเหตุวิกฤตของชาติอันเป็นเหตุแห่งวิกฤตทั้งปวง เพื่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างยั่งยืน ก็คือการที่ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาการปกครองแบบธรรมาธิปไตย โดยมีหลักธรรมเป็นหลักการปกครอง เป็นระบอบการเมืองที่ก้าวหน้ากว่าระบอบอื่นใดในโลก และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวไทย ดังคำกล่าวที่ว่า “ทศพิธราชธรรมของพระมหากษัตริย์ สู่การสร้างสรรค์รัฐธรรมาธิปไตยแห่งชาติและปวงชน”
ทั้งจะเป็นปัจจัยให้บรรลุพระราชภารกิจพระมหากษัตริย์บรมราชจักรีวงศ์ รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และบรรลุพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ “..ข้าพเจ้าสมัครใจจะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป...” และเพื่อบรรลุพระปฐมบรมราชโองการ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ 9 “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นจริงอย่างมีรูปธรรมทางการเมืองไทยเสียที
ฉะนั้น ถ้าประชาชนทุกหมู่เหล่าพร้อมใจกัน สิ่งที่ประชาชนต้องการระบอบการเมืองโดยธรรม ก็จะเกิดขึ้น จึงกลับมาสู่ความถูกต้องดังเดิม ที่สถาบันหลักของชาติอันทรงธรรม อันเป็นแก่นแท้ของชาติ จะได้มีภารกิจอันยิ่งยวดชอบธรรมอันยิ่งที่จะสถาปนาระบอบการเมืองที่เป็นธรรมแก่พสกนิกรทุกหมู่เหล่า เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ อย่างยั่งยืนสืบไป หรือจะให้มิจฉาทิฐิดำเนินต่อไปก็ตามใจ
ผลสำฤทธิ์จากการสถาปนาหลักการปกครองธรรมาธิปไตย นอกจากเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่อย่างยั่งยืนแก่ราชอาณาจักรไทยแล้ว ยังจะก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นเป็นแบบอย่างของการอยู่ร่วมกันโดยไม่เบียดเบียนภายในชาติ และจะเป็นเหตุให้แผ่กระจายสู่การสร้างสันติภาพโลกถาวรต่อไป


