"สุรยุทธ์"ไม่สนแม้ว"แม้ว"จ้อผ่านสื่อนอก ชี้ยิ่งพูดยิ่งเข้าตัว ฝากบอกให้ยอมรับช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน หลังเลือกตั้งกลับไทยเหมาะสมสุด ส่วนคำสัญญาล้างมือการเมืองเชื่อไม่ได้ พูดอย่าง ทำอย่าง จวก"แม้ว"แค่นักการเมืองธรรมดา บริหารประเทศเอาประโยชน์เข้าตัว ปรามน้องๆคมช.อย่าริเล่นการเมืองตอนแก่ ส่วนสนามบินสุวรรณภูมิปิด-ไม่ปิด ประเด็นรอง เรื่องหลักคือความปลอดภัยของผู้โดยสาร
เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 13 ก.พ. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษออกอากาศสด ผ่านสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนท์ ทีวี โดยมีนายเทพชัย หย่อง เป็นพิธีกรซักถาม เริ่มด้วยประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโจมตีทั้งรัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รบกวนความรู้สึกของตนเลย และตนคิดว่าเป็นการดียิ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์มากๆ ประชาชนจะได้ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดอย่างไร สิ่งที่พูดมานั้นมีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่ไม่ได้พูดบ้าง พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวด้วยว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ ดูรายการนี้อยู่ก็อยากจะบอกว่า สิ่งที่เราอยากจะเห็นคือ การเปลี่ยนผ่านจากช่วงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบริหารงานที่อาจจะมองดูว่าสดสวย แต่จริงๆแล้ว มันก็มีปัญหาในเรื่องการใช้อำนาจ และเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งดูค่อนข้างมีปัญหา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดว่าพูดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างตรงไปตรงมาว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านแล้ว หากพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาในเมืองไทย ก็ขอให้ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านนี้ได้ผ่านไปเสียก่อนน่าจะเป็นช่วงที่ดี คิดว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลแล้วน่าจะเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่ง ตนได้เคยให้ข้อคิดเห็นตั้งแต่ตอนต้นว่า หากพูดกันถึงความเหมาะสมแล้วช่วงนั้นเป็นช่วงเหมาะที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพ.ต.ท.ทักษิณ เองว่าจะกลับเข้ามาในช่วงไหนอย่างไร
ส่วนที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะกลับมาให้มาคุยเงื่อนไขกัน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ซึ่งเงื่อนไขที่วางไว้อันดับแรกคือ ต้องถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนว่ากลับมาแล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นของตนเองคนเดียว แต่เป็นความเห็นของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)และกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านด้วย
**คำสัญญาเชื่อไม่ได้ พูดอย่างทำอย่าง
เมื่อถามว่าที่พ.ต.ท.ทักษิณ บอกกับสื่อต่างชาติที่บอกว่าพอแล้ว ล้างมือทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เป็นตลอดไปนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เราจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีพฤติกรรมที่มองแล้วมีลักษณะพูดอย่างทำอย่างอยู่ในบางส่วน
ส่วนการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการที่จะพยายามที่จะทำให้ภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในด้านของต่างประเทศนั้นเป็นที่เข้าใจ ยอมรับ จากมุมมองและข้อมูลส่วนหนึ่ง นั่นเป็นส่วนที่ตนคิดว่า เป็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ มีความมุ่งหมายให้เป็นอย่างนั้น แต่ภายในประเทศมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากจะให้ตนมองสองส่วนนี้ประกอบกัน ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเมืองภายในของเรา อาจจะกระทบต่อความคิดเห็นของบุคคลในต่างประเทศ ของเจ้าหน้าที่รัฐบาลและประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่าเขาคงมีข้อมูลพอเพียงที่จะพิจารณาประกอบกับการใช้สื่อต่างๆเป็นประโยชน์ คงไม่มีใครฟังสื่อและเชื่อทั้งหมด
พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ในสายตาของตนเองว่า เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาคนหนึ่ง ที่มองดูว่าทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและมีประโยชน์บางส่วนเข้ากับส่วนตัว ซึ่งแน่นอนในส่วนของนักการเมืองจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในแผนงานตลอดเวลา ไม่มากก็น้อย ตนเรียนได้อย่างนี้ว่า ในฐานะนักการเมืองก็ต้องมองว่าอะไรที่จะเป็นผลประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ อะไรที่จะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว แต่การที่จะเป็นนักการเมืองที่ดีหมายถึงมองที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ตรงนี้เป็นการตัดสินว่านักการเมือง แต่ละคนเขาจะทำเพื่ออะไรมากกว่าอะไร
**การันตีคมช.ไม่คิดสืบทอดอำนาจ
พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวถึง กระแสข่าวว่า คมช.บางคนเริ่มมีวาระทางการเมือง กำลังทำอะไรหลายอย่างปูทางเพื่อสืบทอดอำนาจ ว่า ได้มีการคุยกัน และทุกคนบอกกับตนว่าไม่คิดจะสืบทอด คิดที่จะทำให้การเมืองของเรามีความมั่นคง พรรคการเมืองที่อาจจะมีการแยกตัวมาจากพรรคการเมืองเก่าๆ เป็นเรื่องของพรรคการเมืองโดยทั่วๆ ไป ซึ่งนักการเมืองนั้นตนคิดว่าในอดีตที่ผ่านมาเขามีการปรับตัว มีทางออก ทางเลือกด้านไหน เขาก็จะไป ตนคิดว่านักการเมืองจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองตลอดเวลา ตนได้คุยกับเลขาฯคมช. รองประธานคมช. ก็ไม่เห็นมีใครบอกว่าจะไปต่อสาย ไปทำงานร่วมกับนักการเมือง ยังไม่มี ทุกคนบอกว่ายังไม่เตรียมการ เพราะทุกคนบอกว่ายังไม่มีทุน
"ผมคิดว่าทหารเป็นนักการเมืองในบั้นปลายชีวิตดูแล้วประสบความสำเร็จยาก ซึ่งไม่ใช่คำเตือน เป็นบทเรียนที่ทุกคนสามารถจะดูได้" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า มองบทบาททหารในอนาคตอย่างไร เพราะมีหลายคนเกรงว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาสำเร็จและประชาชนให้การต้อนรับอย่างดี อาจจะทำให้ทหารยึดเป็นภารกิจในการออกมาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างที่ทำมา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันอยู่ที่ส่วนประกอบหลายๆอย่าง นักการเมืองเองควรมีการปรับปรุงหรือพิจารณาหรือไม่ ถ้าหากว่าเรามีระบบการเมืองที่มั่นคง มีนักการเมืองที่มีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะมันไม่มีข้ออ้าง ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นข้ออ้าง เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว โอกาสที่จะเกิดการที่จะปะทะกันระหว่างกลุ่มคนที่สนับสนุนและคัดค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ มันก็เกิดขึ้นแล้วประปราย ถ้าปล่อยไปเช่นนั้นมันก็จะทวีความรุนแรงขึ้น เป็นเรื่องที่ตนคิดว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องทหาร เป็นเรื่องสถานการณ์ ซึ่งประกอบด้วยหลายฝ่าย ซึ่งคนที่มองจากต่างประเทศบอกกับตนว่ามันเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านเรา และคิดว่ามันเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ถ้านักการเมืองของไทยมีธรรมาภิบาล ปัญหาหนี้ไม่เกิดขึ้น
ส่วนโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหมือน 19 ก.ย.ยังมีอีกหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่นักการเมือง ประชาชน อยู่ที่เราจะมีลักษณะการทำงานการเมืองของเรา ทหารเป็นส่วนน้อย และไม่ได้ทำให้ปัญหาเกิดขึ้น เหตุเกิดจากอะไร ผลที่ออกมาเราไม่ย้อนไปดูเหตุ ถ้าแก้ตรงนั้นมันจะถูกกว่า
เมื่อถามว่า ยอมรับกลายๆว่าต้องทำ และอนาคตถ้ามันจะเกิดขึ้นอีก พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถเดาอนาคตได้ และ 19 ก.ย.ถ้าเราปล่อยสถานการณ์เป็นไปเช่นนั้นโอกาสปะทะกันสูงมาก ถ้าวันที่ 20 ก.ย.ขบวนผู้ต่อต้านและคัดค้านอาจจะปะทะ ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาจากต่างประเทศ เป็นปัญหาที่ทุกคนรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก
**แจงนโยบายค่าบาท
เมื่อถามว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ ดูเหมือนข่าวส่วนใหญ่สร้างความสับสน สร้างความตื่นตระหนกพอสมควร ถ้าย้อนกลับไปคือเรื่องต้องสำรองเงินทุน 30 ประเทศหากมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนอยู่หลายวัน การแก้พ.ร.บ.กิจการคนต่างด้าว และมาเรื่องสนามบินดอนเมืองที่จะทำให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ทั้งหมดถูกมองว่า เป็นนโยบายที่ทำให้เกิดความสับสน นายกฯ กล่าาว่า กรณีที่เราต้องรักษาค่าของเงินบาท เราก็ต้องดูว่าเป็นทางเลือกที่เราต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แล้วกระทบต่อการส่งออก และกลับมากระทบต่อราคาพืชผลการเกษตรไหม เราส่งออกไม่ได้ ราคาพืชผลการเกษตรตกลงแน่
ในระยะเวลาที่ผ่านมา หากเราเปรียบเทียบราคาพืชผลการเกษตรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง เราสามารถยืนยันได้ว่า ราคาพืชผลการเกษตรดีกว่า เราคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเกษตรกร พยายามที่จะรักษาเพื่อให้เกษตรดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ว่าผู้ที่ไม่พอใจ คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น แต่ว่าการตกลงของตลาดหุ้นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เงินมันไม่ได้หายไปไหน มันเป็นเพียงราคาบนจอของตลาดหุ้นเท่านั้นเอง
**"นอเมนี"ฟ่างเส้นสุดท้ายยึดอำนาจ
เมื่อถามว่า แสดงว่ามองว่า มาตรการเหล่านี้คุ้มค่าในระยะยาว พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตัวประธานดอยส์แบงก์ ของประเทศเยอรมัน มาพบผมก็บอกว่ามันก็เป็นอย่างนี้เสมอ เพราะในครั้งที่มาเลเซียเองประกาศที่จะไม่ดำเนินการตามไอเอ็มเอฟ ทั่วโลก็ประณามมาเลเซียหมด แล้วผลเป็นอย่างไร มาเลเซียเขายืนอยู่ได้ เศรษฐกิจเขามั่นคง ทุกคนต่างก็มาชมมาเลเซียว่า เขาตัดสินใจถูก มันก็อยู่ที่ตรงนี้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าเราสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของเราได้ ไม่แตกเป็นฟองสบู่อีก ผมว่า ตรงนี้ก็คือผลว่า สับสนหรือไม่สับสน ตอนช่วงเวลาแน่นอน ทุกคนจะมองว่า ไม่มีอะไรแน่นอน แล้วแต่จะมองจากมุมไหน ถ้ามองในมุมส่งออกก็มองว่ามันดี ถ้ามองจากผู้เล่นหุ้นไม่ดีแน่ นี้ก็เป็นการที่จะรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน เช่นเดียวกันในเรื่องของ ร่างพ.ร.บ. การลงทุนของต่างด้าว
"ถ้าเรามองย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่า ปัญหาที่เราพยายามจะแก้ไข ก็คือ ปัญหาเรื่องนอเมนี ความเกี่ยวพันของการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาก็เกิดจากฟ่างเส้นสุดท้าย ก็คือปัญหาเรื่องนอเมนี ปัญหาตรงนี้คือเราต้องการแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การลงทุนของบริษัทต่างชาติมันชัดเจนขึ้น นั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แน่นอนว่า มันจะต้องทำให้เกิดความสับสน ความลังเล แต่เราก็พยายามอธิบาย ทำความเข้าใจว่า มันไม่ได้เป็นความพยายามของเราที่จะทำจนกระทั้งไม่มีผู้ลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศก็ยังคงอยู่ ไม่มีใครถอนออกไป” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ทั้ง 2 เรื่องที่พูดถึง กลายเป็นการนำมาเปรียบเทียบกับระบอบทักษิณ ว่า สมัยนั้นเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนต่างชาติเต็มที่ ต่างกับรัฐบาลปัจจุบันที่ปิดประตูตาย ตรงกันข้ามกัน นายกฯ ย้อนว่า แล้วผลเป็นอย่างไร รัฐบาลคุณทักษิณคนก็ออกมาเดินประท้วงกัน ถ้าเผื่อเราทำแล้วมีเสถียรภาพ ไม่มีปัญหากับคนส่วนใหญ่ ทางไหนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ากัน
**"สุวรรณภูมิ"ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ
สำหรับเรื่องสนามบินดอนเมืองที่ประกาศให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ที่ขณะนี้ยังคงสับสนว่า วัตถุประสงค์คืออะไรกันแน่ และเรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิ ใครเป็นคนตัดสินใจดูแล ปิดหรือไม่ปิด ซ่อมหรือไม่ซ่อมอย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ความรับผิดชอบโดยรวมอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ในการที่จะพิจารณาในเรื่องต่างๆ แน่นอนว่า มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการท่าอากาศยานกรุงเทพเอง ไม่ว่าทางคณะกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ก็มีคณะกรรมการย่อยๆ เข้ามาดูแล สิ่งนั้นก็ขอให้แยกแยะ ว่านั้นก็เป็นการที่เราเปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้
ในส่วนของรัฐบาลเอง ได้ชี้แจงในเรื่องของการนำสนามบินดอนเมืองมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหนึ่ง การใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองไม่ได้หมายความว่า จะย้ายทุกอย่างที่สนามบินสุวรรณภูมิมาใช้สนามบินดอนเมือง เรายืนอยู่บนความสมัครใจของสายการบินที่จะกลับมาบินที่ดอนเมือง โดยเฉพาะในส่วนการบินภายในประเทศ แต่คิดว่ามันมีโอกาสที่จะใช้การบินต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทการบินที่คิดค่าใช้จ่ายต่ำ นั้นก็เป็นส่วนที่จะเป็นทางเลือก เราเปิดไว้ตรงนี้
ส่วนที่สองที่คิดไว้คือ ถ้าสนามบินสุวรรณภูมิจำเป็นต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซม โดยเฉพาะรันเวย์ เราจะได้มีสนามบินสำรองที่จะได้นำเที่ยวบินไปใช้ที่ดอนเมืองชั่วคราว ในช่วงที่มีการซ่อม ก็เป็นทางออก ซึ่งต้องคิดไว้ล่วงหน้าและต้องมีการเตรียมการ เพราะว่าสนามบินดอนเมืองต้องใช้เวลา 45 วัน กว่าที่จะกลับมาทำงานได้ใหม่ ดังนั้นการที่จะบอกว่ากลับมาวันพรุ่งนี้มันเป็นไปไม่ได้ มองภาพตรงนี้แล้วโอเค คุณไปเตรียมการไว้ก่อน
นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องของความประหยัดในส่วนสุวรรณภูมิ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มองได้ว่า เราสามารถที่จะยืดเวลาที่จะสร้างส่วนที่สองของสนามบินสุวรรณภูมิได้อีกระยะหนึ่ง ดูว่า การซ่อมแซมแล้ว ส่วนสำคัญคือ เรื่องของรันเวย์ ถ้าหากว่าสร้างส่วนที่สองขยายต่อไปอีก เราก็ต้องสร้างรันเวย์เพิ่มขึ้นอีก 2 รันเวย์ สิ่งเหล่านี้จะเหมาะสมแค่ไหนในด้านของเทคนิค ก็อยากที่พูดกันในปัจจุบันว่า ถ้าพื้นฐานเราไม่แน่นก็ถมไปอีก 5 หมื่นล้าน จะถมไปอีกไหม ก็เป็นคำตอบที่ทุกฝ่ายจะดูได้ว่าเหมาะสมกับเหตุผลไหม
ส่วนจะต้องปิดสุวรรณภูมิเพื่อซ่อมรันเวย์หรือไม่ ทางคณะกรรมการที่ตรวจสอบทางเทคนิคจะสรุปผลให้กระทรวงคมนาคมในวันที่ 14 ก.พ.หลังจากนั้น ทางกระทรวงคมนาคมก็จะพิจารณาว่า จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ได้เมื่อไร หากเข้า ครม.แล้วต้องตัดสินใจในภาพรวม เราก็จะตัดสินใจว่า จะทำอย่างไร และเชื่อว่า ทุกคนก็อยากให้ทำการซ่อมแซมโดยไม่ต้องปิดสุวรรณภูมิ ประเด็นสำคัญปิดหรือไม่ปิดเป็นประเด็นรอง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ถ้าเราทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผู้โดยสารมันจะเป็นความเสียหายที่มากกว่าเงิน ซึ่งเราอาจคิดว่ามันมาก แต่ผู้ที่ต้องเสียชีวิตประเมินค่าไม่ได้
เมื่อเวลา 20.30 น.วันที่ 13 ก.พ. พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษออกอากาศสด ผ่านสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนท์ ทีวี โดยมีนายเทพชัย หย่อง เป็นพิธีกรซักถาม เริ่มด้วยประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโจมตีทั้งรัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ซึ่งพล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้รบกวนความรู้สึกของตนเลย และตนคิดว่าเป็นการดียิ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์มากๆ ประชาชนจะได้ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คิดอย่างไร สิ่งที่พูดมานั้นมีความจริงอยู่มากน้อยเพียงใด มีสิ่งที่ไม่ได้พูดบ้าง พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวด้วยว่า หากพ.ต.ท.ทักษิณ ดูรายการนี้อยู่ก็อยากจะบอกว่า สิ่งที่เราอยากจะเห็นคือ การเปลี่ยนผ่านจากช่วงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบริหารงานที่อาจจะมองดูว่าสดสวย แต่จริงๆแล้ว มันก็มีปัญหาในเรื่องการใช้อำนาจ และเรื่องธรรมาภิบาล ซึ่งดูค่อนข้างมีปัญหา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คิดว่าพูดกับพ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างตรงไปตรงมาว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านแล้ว หากพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาในเมืองไทย ก็ขอให้ช่วงเวลาที่เปลี่ยนผ่านนี้ได้ผ่านไปเสียก่อนน่าจะเป็นช่วงที่ดี คิดว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลแล้วน่าจะเป็นห้วงเวลาที่เหมาะสม ซึ่ง ตนได้เคยให้ข้อคิดเห็นตั้งแต่ตอนต้นว่า หากพูดกันถึงความเหมาะสมแล้วช่วงนั้นเป็นช่วงเหมาะที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพ.ต.ท.ทักษิณ เองว่าจะกลับเข้ามาในช่วงไหนอย่างไร
ส่วนที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าหากพ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการจะกลับมาให้มาคุยเงื่อนไขกัน พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง ซึ่งเงื่อนไขที่วางไว้อันดับแรกคือ ต้องถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนว่ากลับมาแล้วจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองไหม เพราะปัญหานี้ไม่ได้เป็นของตนเองคนเดียว แต่เป็นความเห็นของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)และกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านต่อต้านด้วย
**คำสัญญาเชื่อไม่ได้ พูดอย่างทำอย่าง
เมื่อถามว่าที่พ.ต.ท.ทักษิณ บอกกับสื่อต่างชาติที่บอกว่าพอแล้ว ล้างมือทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เป็นตลอดไปนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เราจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะก่อนหน้านี้ ก็มีพฤติกรรมที่มองแล้วมีลักษณะพูดอย่างทำอย่างอยู่ในบางส่วน
ส่วนการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปว่าจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ เพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการที่จะพยายามที่จะทำให้ภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในด้านของต่างประเทศนั้นเป็นที่เข้าใจ ยอมรับ จากมุมมองและข้อมูลส่วนหนึ่ง นั่นเป็นส่วนที่ตนคิดว่า เป็นสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ มีความมุ่งหมายให้เป็นอย่างนั้น แต่ภายในประเทศมันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง หากจะให้ตนมองสองส่วนนี้ประกอบกัน ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อการเมืองภายในของเรา อาจจะกระทบต่อความคิดเห็นของบุคคลในต่างประเทศ ของเจ้าหน้าที่รัฐบาลและประเทศเพื่อนบ้าน คิดว่าเขาคงมีข้อมูลพอเพียงที่จะพิจารณาประกอบกับการใช้สื่อต่างๆเป็นประโยชน์ คงไม่มีใครฟังสื่อและเชื่อทั้งหมด
พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ในสายตาของตนเองว่า เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาคนหนึ่ง ที่มองดูว่าทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและมีประโยชน์บางส่วนเข้ากับส่วนตัว ซึ่งแน่นอนในส่วนของนักการเมืองจะมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในแผนงานตลอดเวลา ไม่มากก็น้อย ตนเรียนได้อย่างนี้ว่า ในฐานะนักการเมืองก็ต้องมองว่าอะไรที่จะเป็นผลประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่ อะไรที่จะเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว แต่การที่จะเป็นนักการเมืองที่ดีหมายถึงมองที่ผลประโยชน์ส่วนใหญ่มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ตรงนี้เป็นการตัดสินว่านักการเมือง แต่ละคนเขาจะทำเพื่ออะไรมากกว่าอะไร
**การันตีคมช.ไม่คิดสืบทอดอำนาจ
พล.อ.สุรยุทธ์ ยังกล่าวถึง กระแสข่าวว่า คมช.บางคนเริ่มมีวาระทางการเมือง กำลังทำอะไรหลายอย่างปูทางเพื่อสืบทอดอำนาจ ว่า ได้มีการคุยกัน และทุกคนบอกกับตนว่าไม่คิดจะสืบทอด คิดที่จะทำให้การเมืองของเรามีความมั่นคง พรรคการเมืองที่อาจจะมีการแยกตัวมาจากพรรคการเมืองเก่าๆ เป็นเรื่องของพรรคการเมืองโดยทั่วๆ ไป ซึ่งนักการเมืองนั้นตนคิดว่าในอดีตที่ผ่านมาเขามีการปรับตัว มีทางออก ทางเลือกด้านไหน เขาก็จะไป ตนคิดว่านักการเมืองจะต้องเป็นอย่างนั้น จะต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองตลอดเวลา ตนได้คุยกับเลขาฯคมช. รองประธานคมช. ก็ไม่เห็นมีใครบอกว่าจะไปต่อสาย ไปทำงานร่วมกับนักการเมือง ยังไม่มี ทุกคนบอกว่ายังไม่เตรียมการ เพราะทุกคนบอกว่ายังไม่มีทุน
"ผมคิดว่าทหารเป็นนักการเมืองในบั้นปลายชีวิตดูแล้วประสบความสำเร็จยาก ซึ่งไม่ใช่คำเตือน เป็นบทเรียนที่ทุกคนสามารถจะดูได้" พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า มองบทบาททหารในอนาคตอย่างไร เพราะมีหลายคนเกรงว่าการปฏิวัติที่ผ่านมาสำเร็จและประชาชนให้การต้อนรับอย่างดี อาจจะทำให้ทหารยึดเป็นภารกิจในการออกมาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างที่ทำมา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันอยู่ที่ส่วนประกอบหลายๆอย่าง นักการเมืองเองควรมีการปรับปรุงหรือพิจารณาหรือไม่ ถ้าหากว่าเรามีระบบการเมืองที่มั่นคง มีนักการเมืองที่มีคุณภาพ สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เพราะมันไม่มีข้ออ้าง ที่ผ่านมาไม่ได้เป็นข้ออ้าง เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว โอกาสที่จะเกิดการที่จะปะทะกันระหว่างกลุ่มคนที่สนับสนุนและคัดค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ มันก็เกิดขึ้นแล้วประปราย ถ้าปล่อยไปเช่นนั้นมันก็จะทวีความรุนแรงขึ้น เป็นเรื่องที่ตนคิดว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องทหาร เป็นเรื่องสถานการณ์ ซึ่งประกอบด้วยหลายฝ่าย ซึ่งคนที่มองจากต่างประเทศบอกกับตนว่ามันเป็นลักษณะเฉพาะของบ้านเรา และคิดว่ามันเป็นการแก้ปัญหาแบบไทยๆ ถ้านักการเมืองของไทยมีธรรมาภิบาล ปัญหาหนี้ไม่เกิดขึ้น
ส่วนโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหมือน 19 ก.ย.ยังมีอีกหรือไม่นั้น ก็อยู่ที่นักการเมือง ประชาชน อยู่ที่เราจะมีลักษณะการทำงานการเมืองของเรา ทหารเป็นส่วนน้อย และไม่ได้ทำให้ปัญหาเกิดขึ้น เหตุเกิดจากอะไร ผลที่ออกมาเราไม่ย้อนไปดูเหตุ ถ้าแก้ตรงนั้นมันจะถูกกว่า
เมื่อถามว่า ยอมรับกลายๆว่าต้องทำ และอนาคตถ้ามันจะเกิดขึ้นอีก พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่สามารถเดาอนาคตได้ และ 19 ก.ย.ถ้าเราปล่อยสถานการณ์เป็นไปเช่นนั้นโอกาสปะทะกันสูงมาก ถ้าวันที่ 20 ก.ย.ขบวนผู้ต่อต้านและคัดค้านอาจจะปะทะ ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาจากต่างประเทศ เป็นปัญหาที่ทุกคนรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้สูงมาก
**แจงนโยบายค่าบาท
เมื่อถามว่า ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย การบริหารประเทศ เศรษฐกิจ ดูเหมือนข่าวส่วนใหญ่สร้างความสับสน สร้างความตื่นตระหนกพอสมควร ถ้าย้อนกลับไปคือเรื่องต้องสำรองเงินทุน 30 ประเทศหากมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นปั่นป่วนอยู่หลายวัน การแก้พ.ร.บ.กิจการคนต่างด้าว และมาเรื่องสนามบินดอนเมืองที่จะทำให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ทั้งหมดถูกมองว่า เป็นนโยบายที่ทำให้เกิดความสับสน นายกฯ กล่าาว่า กรณีที่เราต้องรักษาค่าของเงินบาท เราก็ต้องดูว่าเป็นทางเลือกที่เราต้องพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น แล้วกระทบต่อการส่งออก และกลับมากระทบต่อราคาพืชผลการเกษตรไหม เราส่งออกไม่ได้ ราคาพืชผลการเกษตรตกลงแน่
ในระยะเวลาที่ผ่านมา หากเราเปรียบเทียบราคาพืชผลการเกษตรแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข้าว มันสำปะหลัง เราสามารถยืนยันได้ว่า ราคาพืชผลการเกษตรดีกว่า เราคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นเกษตรกร พยายามที่จะรักษาเพื่อให้เกษตรดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่ว่าผู้ที่ไม่พอใจ คือผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้น แต่ว่าการตกลงของตลาดหุ้นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆ เงินมันไม่ได้หายไปไหน มันเป็นเพียงราคาบนจอของตลาดหุ้นเท่านั้นเอง
**"นอเมนี"ฟ่างเส้นสุดท้ายยึดอำนาจ
เมื่อถามว่า แสดงว่ามองว่า มาตรการเหล่านี้คุ้มค่าในระยะยาว พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ตัวประธานดอยส์แบงก์ ของประเทศเยอรมัน มาพบผมก็บอกว่ามันก็เป็นอย่างนี้เสมอ เพราะในครั้งที่มาเลเซียเองประกาศที่จะไม่ดำเนินการตามไอเอ็มเอฟ ทั่วโลก็ประณามมาเลเซียหมด แล้วผลเป็นอย่างไร มาเลเซียเขายืนอยู่ได้ เศรษฐกิจเขามั่นคง ทุกคนต่างก็มาชมมาเลเซียว่า เขาตัดสินใจถูก มันก็อยู่ที่ตรงนี้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ถ้าเราสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของเราได้ ไม่แตกเป็นฟองสบู่อีก ผมว่า ตรงนี้ก็คือผลว่า สับสนหรือไม่สับสน ตอนช่วงเวลาแน่นอน ทุกคนจะมองว่า ไม่มีอะไรแน่นอน แล้วแต่จะมองจากมุมไหน ถ้ามองในมุมส่งออกก็มองว่ามันดี ถ้ามองจากผู้เล่นหุ้นไม่ดีแน่ นี้ก็เป็นการที่จะรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน เช่นเดียวกันในเรื่องของ ร่างพ.ร.บ. การลงทุนของต่างด้าว
"ถ้าเรามองย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่า ปัญหาที่เราพยายามจะแก้ไข ก็คือ ปัญหาเรื่องนอเมนี ความเกี่ยวพันของการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมาก็เกิดจากฟ่างเส้นสุดท้าย ก็คือปัญหาเรื่องนอเมนี ปัญหาตรงนี้คือเราต้องการแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพื่อให้การลงทุนของบริษัทต่างชาติมันชัดเจนขึ้น นั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แน่นอนว่า มันจะต้องทำให้เกิดความสับสน ความลังเล แต่เราก็พยายามอธิบาย ทำความเข้าใจว่า มันไม่ได้เป็นความพยายามของเราที่จะทำจนกระทั้งไม่มีผู้ลงทุนจากต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศก็ยังคงอยู่ ไม่มีใครถอนออกไป” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า ทั้ง 2 เรื่องที่พูดถึง กลายเป็นการนำมาเปรียบเทียบกับระบอบทักษิณ ว่า สมัยนั้นเปิดประตูต้อนรับนักลงทุนต่างชาติเต็มที่ ต่างกับรัฐบาลปัจจุบันที่ปิดประตูตาย ตรงกันข้ามกัน นายกฯ ย้อนว่า แล้วผลเป็นอย่างไร รัฐบาลคุณทักษิณคนก็ออกมาเดินประท้วงกัน ถ้าเผื่อเราทำแล้วมีเสถียรภาพ ไม่มีปัญหากับคนส่วนใหญ่ ทางไหนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ากัน
**"สุวรรณภูมิ"ทุกฝ่ายต้องร่วมรับผิดชอบ
สำหรับเรื่องสนามบินดอนเมืองที่ประกาศให้เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 2 ที่ขณะนี้ยังคงสับสนว่า วัตถุประสงค์คืออะไรกันแน่ และเรื่องของสนามบินสุวรรณภูมิ ใครเป็นคนตัดสินใจดูแล ปิดหรือไม่ปิด ซ่อมหรือไม่ซ่อมอย่างไร พล.อ.สุรยุทธ์ กล่าวว่า ความรับผิดชอบโดยรวมอยู่ที่กระทรวงคมนาคม ในการที่จะพิจารณาในเรื่องต่างๆ แน่นอนว่า มีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการท่าอากาศยานกรุงเทพเอง ไม่ว่าทางคณะกรรมาธิการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช.ก็มีคณะกรรมการย่อยๆ เข้ามาดูแล สิ่งนั้นก็ขอให้แยกแยะ ว่านั้นก็เป็นการที่เราเปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นของตัวเองได้
ในส่วนของรัฐบาลเอง ได้ชี้แจงในเรื่องของการนำสนามบินดอนเมืองมาใช้ประโยชน์อีกครั้งหนึ่ง การใช้ประโยชน์สนามบินดอนเมืองไม่ได้หมายความว่า จะย้ายทุกอย่างที่สนามบินสุวรรณภูมิมาใช้สนามบินดอนเมือง เรายืนอยู่บนความสมัครใจของสายการบินที่จะกลับมาบินที่ดอนเมือง โดยเฉพาะในส่วนการบินภายในประเทศ แต่คิดว่ามันมีโอกาสที่จะใช้การบินต่างประเทศด้วย โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทการบินที่คิดค่าใช้จ่ายต่ำ นั้นก็เป็นส่วนที่จะเป็นทางเลือก เราเปิดไว้ตรงนี้
ส่วนที่สองที่คิดไว้คือ ถ้าสนามบินสุวรรณภูมิจำเป็นต้องมีการปรับปรุงซ่อมแซม โดยเฉพาะรันเวย์ เราจะได้มีสนามบินสำรองที่จะได้นำเที่ยวบินไปใช้ที่ดอนเมืองชั่วคราว ในช่วงที่มีการซ่อม ก็เป็นทางออก ซึ่งต้องคิดไว้ล่วงหน้าและต้องมีการเตรียมการ เพราะว่าสนามบินดอนเมืองต้องใช้เวลา 45 วัน กว่าที่จะกลับมาทำงานได้ใหม่ ดังนั้นการที่จะบอกว่ากลับมาวันพรุ่งนี้มันเป็นไปไม่ได้ มองภาพตรงนี้แล้วโอเค คุณไปเตรียมการไว้ก่อน
นายกฯ กล่าวต่อว่า เรื่องของความประหยัดในส่วนสุวรรณภูมิ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มองได้ว่า เราสามารถที่จะยืดเวลาที่จะสร้างส่วนที่สองของสนามบินสุวรรณภูมิได้อีกระยะหนึ่ง ดูว่า การซ่อมแซมแล้ว ส่วนสำคัญคือ เรื่องของรันเวย์ ถ้าหากว่าสร้างส่วนที่สองขยายต่อไปอีก เราก็ต้องสร้างรันเวย์เพิ่มขึ้นอีก 2 รันเวย์ สิ่งเหล่านี้จะเหมาะสมแค่ไหนในด้านของเทคนิค ก็อยากที่พูดกันในปัจจุบันว่า ถ้าพื้นฐานเราไม่แน่นก็ถมไปอีก 5 หมื่นล้าน จะถมไปอีกไหม ก็เป็นคำตอบที่ทุกฝ่ายจะดูได้ว่าเหมาะสมกับเหตุผลไหม
ส่วนจะต้องปิดสุวรรณภูมิเพื่อซ่อมรันเวย์หรือไม่ ทางคณะกรรมการที่ตรวจสอบทางเทคนิคจะสรุปผลให้กระทรวงคมนาคมในวันที่ 14 ก.พ.หลังจากนั้น ทางกระทรวงคมนาคมก็จะพิจารณาว่า จะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.ได้เมื่อไร หากเข้า ครม.แล้วต้องตัดสินใจในภาพรวม เราก็จะตัดสินใจว่า จะทำอย่างไร และเชื่อว่า ทุกคนก็อยากให้ทำการซ่อมแซมโดยไม่ต้องปิดสุวรรณภูมิ ประเด็นสำคัญปิดหรือไม่ปิดเป็นประเด็นรอง ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความปลอดภัยของผู้โดยสาร ถ้าเราทำอะไรโดยไม่คำนึงถึงผู้โดยสารมันจะเป็นความเสียหายที่มากกว่าเงิน ซึ่งเราอาจคิดว่ามันมาก แต่ผู้ที่ต้องเสียชีวิตประเมินค่าไม่ได้


