xs
xsm
sm
md
lg

แปลกใจไปทำไม ที่บอลไทยแพ้

เผยแพร่:   โดย: พชร สมุทวณิช

เมื่อคืนวันอาทิตย์ผ่านมา ผมก็เหมือนกับคนไทยอีกหลายล้านคน ที่เฝ้าเชียร์นักฟุตบอลทีมชาติไทยอยู่หน้าจอทีวี เพื่อนอีกหลายคนของผมตะโกนเชียร์เสียงแหบเสียงแห้งอยู่บนอัฒจันทร์ ส่วนผมนั้นหาบัตรไม่ได้จึงต้องนั่งดูอยู่บ้านตามระเบียบ

ผลการแข่งขันก็คือ ทีมไทยแพ้สิงคโปร์ (สกอร์รวม)

สำหรับผมนั้น ผลการแข่งขันที่ออกมาดังนี้ ไม่น่าแปลกใจอะไรเลยครับ เสียใจหน่ะเสียใจ แต่ไม่แปลกใจ


มีอยู่สองประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผม สำหรับการแข่งขันระหว่างฟุตบอลทีมชาติไทยกับทีมชาติสิงคโปร์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น

ประเด็นแรก ก็คือ ผมอดสงสัยไม่ได้ ที่ก่อนแข่งขัน ผมมีโอกาสคุยกับใครต่อใคร ทำไมเกือบทุกคนต่างคิดว่าบอลไทยจะชนะสิงคโปร์ ไม่ได้แบบว่าเชียร์ให้ชนะในฐานะกองเชียร์นะครับ แต่เกือบทุกคนคิดแบบมั่นใจเหลือเกินว่า บอลไทยน่าจะชนะแหงๆ เพราะว่าเก่งกว่าทีมสิงคโปร์เยอะ ส่วนที่แพ้มาก่อนหน้าเพราะว่าโดนโกง

จะว่ามองโลกในแง่ร้ายตามคอนเซ็ปต์คอลัมน์ก็ได้ครับ สำหรับผมนั้นคิดอยู่ตั้งแต่ก่อนแข่งแล้วว่า โอกาสที่เราจะแพ้ทีมสิงคโปร์นั้นมีสูงมากทีเดียว

คิดอย่างนั้นจริงๆ ทั้งๆ ที่เตะกันในบ้านเราเนี่ยแหละ

ที่คิดอย่างนั้น เพราะมองด้วยข้อมูลพื้นฐานอย่างรอบด้านทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ผมไม่เห็นว่าทีมไทยของเรานั้น จะไปสู้ทีมสิงคโปร์ได้อย่างไร (อ๊ะๆ ถึงตรงนี้ อย่ามาเถียงกันเรื่องรักชาติไม่รักชาตินะครับ เรื่องนี้ผมสู้ตายจริงๆ ด้วย)

ทีมไทยตอนนี้ จะพูดไปแล้ว ไอ้เรื่องความสามารถในเชิงคุณภาพคนเรียงรายตัวนั้น ถือว่ายอดเยี่ยม ไม่ว่านักเตะ ไม่ว่าสตาฟโคช แต่ที่ห่วยที่สุดนั้นคือสิ่งสำคัญที่สุด นั่นก็คือ เรื่องของโครงสร้าง เรื่องของระบบ เรื่องนี้นั้น ของเรา...ห่วยแตก

ภายใต้ระบบห่วยๆ อย่างนี้ ทีมไทยเราคงความสามารถระดับนี้ได้นั้น ถือว่าสุดยอด ผมถึงได้บอกว่าเรื่องคุณภาพคนของเรานั้น ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร

ส่วนเรื่องระบบ เรื่องของโครงสร้างของวงการฟุตบอลโดยรวมนั้น อย่าได้ไปเทียบกับสิงคโปร์เด็ดขาด ของเราห่างกว่าเขาเยอะ ไม่ต้องถึงขั้นสิงคโปร์หรอกครับ แค่เวียดนามเอง ตอนนี้ก็พัฒนาไปกว่าเราเยอะแล้ว

ฟุตบอลอาชีพและระบบโครงสร้างของวงการฟุตบอลของเรานั้น ถือว่าไม่เคยพัฒนามาร่วมสิบยี่สิบปีแล้ว เทียบกับเอสลีกของสิงคโปร์ ที่มีพัฒนาการอย่างรวดเร็วในรอบสิบปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มัวฝันลมๆ แล้งๆ โหยหาความรุ่งเรืองสมัยอดีตเก่าๆ ของเรา ก็ขอให้มองไปที่โลกแห่งความจริงเถอะครับว่า หากยังเป็นอย่างนี้ต่อไป อีกปีสองปี ทีมฟุตบอลที่เคยเป็นทีมอ่อนชั้นเล็กๆ ที่ไม่เคยเทียบเราได้เลยอย่างสิงคโปร์ จะก้าวล้ำนำหน้าทีมชาติไทยไปเรื่อยๆ


เมื่อสิบกว่าปีก่อน สมัยผมตามเชียร์ทีมธนาคารกสิกรไทยในฟุตบอลถ้วย ก. ทั้งนี้ก็เพราะสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับไอ้ง้วน (สุรชัย จตุรภัทรพงศ์) กับไอ้เตี้ย (สะสม พบประเสริฐ) สมัยนั้นก็ อ.หรั่ง ชาญวิทย์ ผลชีวิน คนนี้แหละที่เป็นหัวหน้าสตาฟโคชให้กับธนาคารกสิกรไทยในยุคนั้น ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ นอกจากตามเชียร์ในสนามแล้ว ยังชอบตามไปฉลองกับทีมกสิกรฯ เวลาแข่งเสร็จ จนสนิทกับนักเตะยุคนั้นอีกหลายต่อหลายคน

ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้ สิ่งที่ผมเห็นก็คือ ระบบและโครงสร้างโดยรวมของฟุตบอลบ้านเราไปไม่เคยถึงไหน ฟุตบอลอาชีพที่เป็นระบบอย่างจริงจังไม่เคยเกิดขึ้นเสียที นักฟุตบอลเมืองไทยส่วนใหญ่นั้น ไม่เคยยึดอาชีพนักฟุตบอลเป็นอาชีพอย่างจริงจังได้ เรากลับต้องไปพึ่งพิงลีกและระบบโครงสร้างฟุตบอลของประเทศอื่น โดยเฉพาะสิงคโปร์

อย่างเพื่อนสนิทผม ไอ้ง้วน สุรชัย ก็ไปปักหลักค้าแข้งอยู่กับโฮม ยูไนเต็ดของเอสลีก ฟังข่าวจากเพื่อนถึงระบบของที่โน่นก็นึกสะท้อนใจกับระบบของบ้านเรา ไอ้ง้วนตอนนี้ หลังจากเลิกค้าแข้งแล้ว ก็รับหน้าที่เป็นหนึ่งในสตาฟโคชของโฮม ยูไนเต็ด ที่สิงคโปร์ ภายใต้ระบบโครงสร้างที่มีประสิทธิภาพและสวัสดิการที่ดีเยี่ยม ตอนนี้เวลาคุยกับเพื่อน มันได้แต่บ่นว่าอยากกลับมาสู่วงการฟุตบอลอาชีพที่เมืองไทย ผมก็ได้แต่บอกมันไปว่า กว่ามันจะได้กลับมาคงเป็นชาติหน้าตอนบ่ายๆ

สถานการณ์ปัจจุบันของวงการฟุตบอลอาชีพของไทยตอนนี้ก็คือ ใครเก่งและมีโอกาสดี ก็จะหาทางไปเล่นในลีกสิงคโปร์ หรือแม้แต่เวียดนาม ซึ่งมีระบบและโครงสร้างที่ดีกว่าบ้านเรา

ที่น่ามหัศจรรย์กว่านั้นก็คือ ผู้บริหารวงการฟุตบอลเมืองไทยยังคงเป็นหน้าเดิมๆ งอกรากอยู่กันมาเป็นสิบๆ ปี ฟุตบอลเมืองไทยไม่เคยพัฒนา แต่ก็ไม่เคยมีใครออกมาไล่ ทั้งสื่อทั้งแฟนบอลบ้านเราทั้งหลาย ไม่รู้ว่าใจดีเกินไปหรือมัวแต่มองโลกในแง่ดีก็ไม่ทราบได้

สังเกตดูสิครับ ในช่วงหลัง นักกีฬาอาชีพสายที่พัฒนาขึ้นจนก้าวสู่ระดับอินเตอร์ อย่างกอล์ฟ และเทนนิสนั้น บางคนบอกว่า เราเล่นอะไรแบบตัวคนเดียวเก่งกว่าเล่นอะไรเป็นทีม จริงๆ อาจไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ แต่เพราะว่า นักกีฬาที่มีความสามารถเฉพาะตัวเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพิงกับระบบและโครงสร้างกีฬาต่างๆ เหล่านั้นในประเทศต่างหาก แต่กอล์ฟกับเทนนิสนั้น เราสามารถเข้าสู่ระบบโครงสร้างอินเตอร์ได้เลย มีความสามารถก็ขอสปอนเซอร์การบินไทยสักเจ้า ขอสินค้าอีกสักเจ้าสองเจ้า จากนั้นก็ออกเดินสายตามทัวร์นาเมนท์ต่างๆ ที่มีอยู่แล้วในระดับอินเตอร์ได้เลย ต่างจากฟุตบอลที่ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะต้องอาศัยระบบและโครงสร้างพื้นฐานของตัวเองในแต่ละประเทศ

ส่วนแฟนๆ ก็เชียร์ผ่านทางทีวีผ่านดาวเทียมช่องกีฬาซึ่งถ่ายทอดเกือบทุกทัวร์นาเมนท์อยู่แล้ว วันดีคืนดีก็มีจัดแข่งในบ้านเราให้มีโอกาสตามไปเชียร์สดๆ ได้บ้าง ซึ่งอันนี้โครงสร้างในประเทศไม่ได้ทำอะไรมากนะครับ แต่พึ่งพิงอานิสงส์ของนักกีฬาเองที่ไปดังระดับอินเตอร์ด้วยตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว แทนที่นักกีฬาจะพึ่งพิงโครงสร้างในประเทศกลับเป็นตรงกันข้าม

ถึงตอนนี้ พอพูดถึงเรื่องแฟนกีฬา หรือองค์ประกอบสำคัญในการสนับสนุนระบบและโครงสร้างฟุตบอลอาชีพของไทย ก็อยากจะเข้าไปถึงประเด็นที่สองที่ตอนต้นผมบอกว่ามีเรื่องน่าสนใจอยู่สองประเด็น

ในความเชื่อของผม ผมเชื่อว่า ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าสนามไปเชียร์ฟุตบอลไทยเตะกับสิงคโปร์ในวันนั้นไม่เคยเข้าไปดูบอลมาก่อน หรืออาจจะเคยบ้างแต่ก็น่าจะเป็นพวก “ดูบอลสามปีหน” แบบว่าดูเฉพาะแมตช์การแข่งขันที่มีเรื่องฮือฮาเป็นพิเศษ

วันนั้นที่คนเต็มสนามก็เพราะกระแสจิตสำนึกรักชาติชวนไปดูบอลหล่ะครับ

ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะไปต่อว่าอะไรหรอกครับ แต่จะบอกว่า ปัจจุบันนั้น ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มแฟนบอลในวงการฟุตบอลเมืองไทย ในฐานะที่เป็นกลุ่มสนับสนุนที่สำคัญในการค้ำจุนระบบและโครงสร้าง ว่าจะแข็งแรง และก้าวหน้าไปได้มากน้อยแค่ไหนนั้น แฟนกลุ่มนี้มีอยู่จำนวนน้อยมาก เรียกได้ว่ามีไม่พอที่จะเอื้อการพัฒนาโครงสร้างโดยรวม

หากจะแบ่งกลุ่มแฟนบอลเป็นกลุ่มง่ายๆ ออกได้เป็นสองกลุ่ม ก็คือระดับแฟนบอลสโมสร และระดับแฟนบอลทีมชาติ ในระดับแฟนบอลที่ติดตามเชียร์ทีมชาตินั้น แม้จะมีอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าน้อยมาก พูดได้ว่าในปัจจุบันนั้นมีจำนวนที่ยังห่างไกลกับการค้ำจุนโครงสร้างของวงการฟุตบอลอาชีพของไทย ส่วนในระดับสโมสรนั้น นั่นยิ่งแล้วใหญ่ แต่ตรงนี้จะโทษคนดูฝ่ายเดียวก็ไม่ได้ เพราะหลายคน (อย่างผมเป็นต้น) ได้พยายามแล้ว

ทั้งสองประเด็นนี้ ทั้งเรื่องระบบและโครงสร้างฟุตบอลอาชีพที่ไม่มีประสิทธิภาพ และจำนวนแฟนบอลที่เข้าไปเชียร์วันนั้นที่เป็นภาพลวงตา เป็นสภาพความจริงที่หนีไม่พ้นกับเรื่องที่ว่า ไม่เพียงแค่แมตช์ที่เราแพ้สิงคโปร์ในวันนั้น แต่ในอนาคตนับต่อจากนี้ทีมฟุตบอลไทยเราคงจะล้าหลังเพื่อนบ้านต่อไปเรื่อยๆ หากยังไม่มีการพัฒนาในเรื่องดังกล่าวให้ดีขึ้น

อย่าไปโหยหาและฝันลมๆ แล้งๆ ถึงอดีตอันยิ่งใหญ่ของทีมฟุตบอลชาติไทยอีกต่อไปเลยครับ
กำลังโหลดความคิดเห็น...