ประเด็นข้อเท็จจริงของ “เขายายเที่ยง” ตำบลคลองไผ่ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีบ้านพักและที่ดินของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นเป้าหมายใหญ่ของความพยายามจะให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีก็มีการกระทำที่ส่อว่าผิด เป็นการลดความน่าเชื่อถือลงมา ซึ่งผู้ออกโรงในเรื่องนี้จะเป็นฝ่ายกฎหมายของพรรคไทยรักไทยที่ชี้อะไรออกมา ก็เป็นข้อกฎหมาย ระบุความผิดและความไม่ชอบธรรมเสียทั้งนั้น
ส่วนรายงานพิเศษนี้ คือข้อเท็จจริงที่ได้เห็นมาในวันนี้ รวมทั้งชี้ให้เห็นความเป็นมาของที่ดินแถบนี้ ซึ่งต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง ทั้งๆ ที่ครอบครองกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ซึ่งในวันนี้ พวกเขาก็ถือครองที่ดินอันเป็นมรดกตกทอดด้วยมือเปล่า โดยที่อยู่ในข้อผ่อนปรนการแก้ปัญหาของรัฐว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยมีผู้ประสบปัญหานี้ประมาณ 5 พันครอบครัว ที่อยู่มาก่อนและมีปัญหาก่อน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้ซึ่งไปมีที่ดิน 20 ไร่อยู่ในที่ดิน 2 แสนไร่ที่ชาวบ้านมีปัญหากันอยู่มาก่อน โดยเฉพาะที่ดินในเขตที่กรมราชทัณฑ์ถือว่าเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ซึ่งคลุม 5 ตำบลในอำเภอสีคิ้ว คือ ตำบลคลองไผ่ ตำบลหนองน้ำใส ตำบลลาดบัวขาว ตำบลดอนเมือง และตำบลหนองหญ้าขาว นับตั้งแต่ นายนิยม คงคาสาร มาเป็นผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่คนแรก การกันเขตที่ดิน ซึ่งว่าเป็นที่ดินของกรมราชทัณฑ์ ก็มีความรุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง ตามนโยบายของผู้บัญชาการเรือนจำ ที่ได้รับแนวทางมาจากกระทรวงมหาดไทย เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “คน” กับ “คุก” ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเรื่องที่ดินราชพัสดุ ที่ให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล การเผชิญหน้าระหว่าง “คนกับคุก” ที่คลองไผ่ จึงได้ลดลง
มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับที่ดิน ก็ต้องไปที่ราชพัสดุจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งชาวบ้านเองก็มีความพอใจในระดับหนึ่ง คือ
ที่ดินอันเป็นข้อพิพาทกับ “หลวงสร้างทุกข์ทวยราษฎร์” นั้น ได้เปรียบฐานะจากการเป็นที่ดินอันเกี่ยวข้องกับป่าสงวนแห่งชาติเขาเตียง เขายายเที่ยง เขาเลื่อนลั่น ไปแล้ว คือ เมื่อไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ก็ไม่มีข้อหาว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน บริเวณที่ว่านั้น พ้นจากการอ้างว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ส่วนที่ว่าเป็นเขตป่าลุ่มน้ำโซน 1A นั้น ก็ไม่ต้องพูดถึงกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และบริเวณนั้นก็ไม่เคยเป็นลุ่มน้ำโซน 1A อันเป็นต้นน้ำลำธารมาก่อน
ในที่ดินอันเป็นข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับทางการนี้ ถือครองกันมาอย่างมือเปล่า ภายใต้การอ้างสิทธิ์ทางกฎหมายของหน่วยราชการมาเป็นสิบๆ ปี และชาวบ้านก็อ้างสิทธิ์ครอบครองว่ามีเหนือกว่าทางราชการทุกด้าน คืออยู่มาก่อน ครอบครองทำกินมีบ้านเรือนมาก่อน พ.ศ. 2485 ที่เคยมีมติ ครม. ว่า ถ้าหากมีการครอบครองก่อน พ.ศ. 2485 ก็ให้คืนแก่ราษฎรไป แต่ก็ยังไม่ได้มีการกระทำเช่นนั้น เพราะทางกรมราชทัณฑ์ก็อ้างสิทธิ์เหมือนกันว่า ถ้าหากไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ก็ถือว่าเป็นที่ถือครอง และทางกรมราชทัณฑ์ก็ถือครองมาเป็นเวลานานแล้วเช่นเดียวกัน ประเด็นจึงมาอยู่ที่ตรงนี้ คือ ไม่ใช่ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ลุ่มน้ำ 1A แล้ว แต่เป็นการต่อสู้กันแบบอ้างสิทธิ์ระหว่างกรมราชทัณฑ์กับชาวบ้าน คือระหว่างคนกับคุกนั่นเอง
กรมราชทัณฑ์พยายามที่จะคลุมพื้นที่ 2 แสนไร่ ที่ประกาศไว้ให้หมด การจะออกเอกสารสิทธิ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็น น.ส. 3 น.ส. 3 ก. หรือโฉนดก็จะคัดค้านกับเจ้าพนักงานที่ดินทั้งหมดทุกรายไป
ตรงไหนที่มีลักษณะเป็นคุก เป็นเรือนจำโดยแท้จริง คือมีกำแพงคุกเป็นเขตก็เป็นเรือนจำหรือคุกไป ตรงไหนเป็นที่ว่างอยู่ก็แสดงเขตว่าเป็นของกรมราชทัณฑ์ และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้ที่ดินหลังเขาพริกเป็นเขตเกษตรกรรมราชทัณฑ์ ใช้เนื้อที่เป็นพันไร่ โดยที่บริเวณนั้นมีเอกชนได้ไปขอเช่าที่ดินจากกรมราชทัณฑ์ทำสวนองุ่นอยู่ประมาณ 200 ไร่ การที่มีผู้ไปขอเช่า และกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ให้เช่า ก็เท่ากับเป็นการยอมรับสิทธิ์ของกรมราชทัณฑ์ โดยการเช่าที่ดินที่ว่านี้ ทำกันก่อนที่หน้าที่การดูแลที่ดินทั้งหลายจะเป็นหน้าที่ของกรมธนารักษ์
เพราะว่าที่ดินมีปัญหายืดเยื้อกันมา ชาวบ้านผู้ถือครองที่ดินก็เกิดความเอือมระอาไม่รู้ว่าเมื่อใดจะถูกไล่ที่ จึงพยายามที่จะปล่อยที่ดินอันมีปัญหาไม่รู้จบนี้ออกไป ด้วยการขายให้กับผู้ที่ต้องการซื้อทั้งแปลงเล็กแปลงใหญ่ โดยเฉพาะที่ดินซึ่งอยู่บนเขายายเที่ยง ในส่วนที่เป็นหิน เป็นดินทราย ดินลูกรัง ที่ทำกินไม่ได้ผล ก็ยินดีจะขาย แต่ยังรักษาในส่วนที่ทำมาหากินได้ไว้ เพราะว่ารอมาตั้งแต่รุ่นพ่อก็ยังไม่ได้เอกสารสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้องเสียที
แต่เดิมนั้น ที่ดินบริเวณนี้จะออกเอกสารใดๆ เกี่ยวกับที่ดินไม่ได้เลย เพราะทางการไม่ยอมทำอะไรให้ทั้งสิ้น แม้กระทั่งการทำใบภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีที่ดิน (ภบท. 5) เพิ่งจะให้ทำใบ ภบท. 5 ได้เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ โดยต้องไปเสียภาษีที่ดินที่ว่าการอำเภอ แต่ต่อมาก็เสียภาษีที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้โดยเสียภาษีเป็นรายปี
สำหรับการทำใบ ภทบ. 5 นั้น ก็มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ
โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านเจ้าของท้องที่ต้องเป็นผู้รับรองในการ “นำสำรวจ” ซึ่งผู้ครอบครองที่ดิน เป็นผู้นำสำรวจว่ามีที่ดินเนื้อที่เท่าใด กว้างยาวเท่าใด ที่ดินติดกับที่ดินข้างเคียงของใคร
ที่สำคัญคือ การทำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่นี้ กำนันผู้ใหญ่บ้าน จะไม่ออกใบนำสำรวจให้กับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะไม่มีการครอบครองที่ดินในลักษณะนี้เป็นอันขาด ที่ดินใดมีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ก็เท่ากับว่าไม่เป็นที่สาธารณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะสำหรับชุมชนใช้ร่วมกัน หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และในการขอยื่นเสียภาษีดังกล่าว แบบฟอร์มของทางราชการยังระบุถึงการได้มาของที่ดิน ว่าได้มาโดยการครอบครอง ถากถางก่อนสร้าง เป็นมรดกหรือว่าเป็นที่ดินซึ่งได้ซื้อขายกันมาจากผู้ใด โดยถือว่าการเปลี่ยนสิทธิ์ครอบครองด้วยการซื้อขายนั้นเป็นเป็นความถูกต้องที่ทางราชการยอมรับได้
ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าที่ดินซึ่งว่ามีปัญหานี้ ถ้าหากว่า เมื่อจะขอยื่นออกโฉนดที่ดินก็มีการให้ออกโฉนดให้ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ส่งช่างแผนที่มาทำการรังวัดออกโฉนด เมื่อไม่มีผู้คัดค้าน เช่น ที่ดินของ วัดคลองไผ่ วัดเขาจันทร์งาม วัดเขายายเที่ยงเหนือ วัดเขายายเที่ยงใต้ ซึ่งเป็นวัดที่มีพระอุโบสถได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา รวมทั้ง สุเหร่าดารุ้ลอะมีน ก็ล้วนแต่ได้รับการออกโฉนดเป็นเอกสารสิทธิ์ทั้งสิ้น แต่ที่ดินของชาวบ้านนั้น มีการคัดค้านไว้ จึงต้องถือแต่ใบ ภบท. 5 ทุกแปลง รวมทั้งแปลงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ดังนั้น จะเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวพ้นจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ รวมทั้งการเป็นลุ่มน้ำ 1A ไม่ได้อยู่ในฐานะดังกล่าวแล้ว แต่มาอยู่อีกฐานะหนึ่ง คือยอมรับสิทธิ์การครอบครองออกใบ ภบท. 5 ให้ได้ เพราะถ้าหากว่าเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ หรือลุ่มน้ำ 1A จะออกโฉนดไม่ได้เลย
“รายงานพิเศษ” ชุดนี้, จะมีในฉบับวันพรุ่งนี้เป็นรายงานสุดท้าย ที่จะให้จบสิ้นกระบวนความของความเป็นจริงทั้งหมดที่ “เขายายเที่ยง” ดังที่ได้บอกไว้แล้วว่า ความจริงทั้งหมดก็อยู่ที่นั่น ไม่ได้มีใครย้ายเขายายเที่ยงไปไว้ที่ไหน
บรรยายภาพ
ศูนย์ส่งเสริมชุมชนตำบลคลองไผ่ บนเขายายเที่ยง
ส่วนรายงานพิเศษนี้ คือข้อเท็จจริงที่ได้เห็นมาในวันนี้ รวมทั้งชี้ให้เห็นความเป็นมาของที่ดินแถบนี้ ซึ่งต้องเผชิญกับอะไรมาบ้าง ทั้งๆ ที่ครอบครองกันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ซึ่งในวันนี้ พวกเขาก็ถือครองที่ดินอันเป็นมรดกตกทอดด้วยมือเปล่า โดยที่อยู่ในข้อผ่อนปรนการแก้ปัญหาของรัฐว่าจะทำอย่างไรต่อไป โดยมีผู้ประสบปัญหานี้ประมาณ 5 พันครอบครัว ที่อยู่มาก่อนและมีปัญหาก่อน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผู้ซึ่งไปมีที่ดิน 20 ไร่อยู่ในที่ดิน 2 แสนไร่ที่ชาวบ้านมีปัญหากันอยู่มาก่อน โดยเฉพาะที่ดินในเขตที่กรมราชทัณฑ์ถือว่าเป็นผู้ใช้ประโยชน์ ซึ่งคลุม 5 ตำบลในอำเภอสีคิ้ว คือ ตำบลคลองไผ่ ตำบลหนองน้ำใส ตำบลลาดบัวขาว ตำบลดอนเมือง และตำบลหนองหญ้าขาว นับตั้งแต่ นายนิยม คงคาสาร มาเป็นผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองไผ่คนแรก การกันเขตที่ดิน ซึ่งว่าเป็นที่ดินของกรมราชทัณฑ์ ก็มีความรุนแรงมากบ้างน้อยบ้าง ตามนโยบายของผู้บัญชาการเรือนจำ ที่ได้รับแนวทางมาจากกระทรวงมหาดไทย เป็นการต่อสู้กันระหว่าง “คน” กับ “คุก” ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งสมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเรื่องที่ดินราชพัสดุ ที่ให้กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลังเป็นผู้ดูแล การเผชิญหน้าระหว่าง “คนกับคุก” ที่คลองไผ่ จึงได้ลดลง
มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับที่ดิน ก็ต้องไปที่ราชพัสดุจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งชาวบ้านเองก็มีความพอใจในระดับหนึ่ง คือ
ที่ดินอันเป็นข้อพิพาทกับ “หลวงสร้างทุกข์ทวยราษฎร์” นั้น ได้เปรียบฐานะจากการเป็นที่ดินอันเกี่ยวข้องกับป่าสงวนแห่งชาติเขาเตียง เขายายเที่ยง เขาเลื่อนลั่น ไปแล้ว คือ เมื่อไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ก็ไม่มีข้อหาว่าบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน บริเวณที่ว่านั้น พ้นจากการอ้างว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว ส่วนที่ว่าเป็นเขตป่าลุ่มน้ำโซน 1A นั้น ก็ไม่ต้องพูดถึงกัน เพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และบริเวณนั้นก็ไม่เคยเป็นลุ่มน้ำโซน 1A อันเป็นต้นน้ำลำธารมาก่อน
ในที่ดินอันเป็นข้อพิพาทระหว่างชาวบ้านกับทางการนี้ ถือครองกันมาอย่างมือเปล่า ภายใต้การอ้างสิทธิ์ทางกฎหมายของหน่วยราชการมาเป็นสิบๆ ปี และชาวบ้านก็อ้างสิทธิ์ครอบครองว่ามีเหนือกว่าทางราชการทุกด้าน คืออยู่มาก่อน ครอบครองทำกินมีบ้านเรือนมาก่อน พ.ศ. 2485 ที่เคยมีมติ ครม. ว่า ถ้าหากมีการครอบครองก่อน พ.ศ. 2485 ก็ให้คืนแก่ราษฎรไป แต่ก็ยังไม่ได้มีการกระทำเช่นนั้น เพราะทางกรมราชทัณฑ์ก็อ้างสิทธิ์เหมือนกันว่า ถ้าหากไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ก็ถือว่าเป็นที่ถือครอง และทางกรมราชทัณฑ์ก็ถือครองมาเป็นเวลานานแล้วเช่นเดียวกัน ประเด็นจึงมาอยู่ที่ตรงนี้ คือ ไม่ใช่ที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ หรือพื้นที่ลุ่มน้ำ 1A แล้ว แต่เป็นการต่อสู้กันแบบอ้างสิทธิ์ระหว่างกรมราชทัณฑ์กับชาวบ้าน คือระหว่างคนกับคุกนั่นเอง
กรมราชทัณฑ์พยายามที่จะคลุมพื้นที่ 2 แสนไร่ ที่ประกาศไว้ให้หมด การจะออกเอกสารสิทธิ์ใดๆ ไม่ว่าจะเป็น น.ส. 3 น.ส. 3 ก. หรือโฉนดก็จะคัดค้านกับเจ้าพนักงานที่ดินทั้งหมดทุกรายไป
ตรงไหนที่มีลักษณะเป็นคุก เป็นเรือนจำโดยแท้จริง คือมีกำแพงคุกเป็นเขตก็เป็นเรือนจำหรือคุกไป ตรงไหนเป็นที่ว่างอยู่ก็แสดงเขตว่าเป็นของกรมราชทัณฑ์ และเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ได้ใช้ที่ดินหลังเขาพริกเป็นเขตเกษตรกรรมราชทัณฑ์ ใช้เนื้อที่เป็นพันไร่ โดยที่บริเวณนั้นมีเอกชนได้ไปขอเช่าที่ดินจากกรมราชทัณฑ์ทำสวนองุ่นอยู่ประมาณ 200 ไร่ การที่มีผู้ไปขอเช่า และกรมราชทัณฑ์เป็นผู้ให้เช่า ก็เท่ากับเป็นการยอมรับสิทธิ์ของกรมราชทัณฑ์ โดยการเช่าที่ดินที่ว่านี้ ทำกันก่อนที่หน้าที่การดูแลที่ดินทั้งหลายจะเป็นหน้าที่ของกรมธนารักษ์
เพราะว่าที่ดินมีปัญหายืดเยื้อกันมา ชาวบ้านผู้ถือครองที่ดินก็เกิดความเอือมระอาไม่รู้ว่าเมื่อใดจะถูกไล่ที่ จึงพยายามที่จะปล่อยที่ดินอันมีปัญหาไม่รู้จบนี้ออกไป ด้วยการขายให้กับผู้ที่ต้องการซื้อทั้งแปลงเล็กแปลงใหญ่ โดยเฉพาะที่ดินซึ่งอยู่บนเขายายเที่ยง ในส่วนที่เป็นหิน เป็นดินทราย ดินลูกรัง ที่ทำกินไม่ได้ผล ก็ยินดีจะขาย แต่ยังรักษาในส่วนที่ทำมาหากินได้ไว้ เพราะว่ารอมาตั้งแต่รุ่นพ่อก็ยังไม่ได้เอกสารสิทธิ์ในที่ดินอย่างถูกต้องเสียที
แต่เดิมนั้น ที่ดินบริเวณนี้จะออกเอกสารใดๆ เกี่ยวกับที่ดินไม่ได้เลย เพราะทางการไม่ยอมทำอะไรให้ทั้งสิ้น แม้กระทั่งการทำใบภาษีบำรุงท้องที่ หรือภาษีที่ดิน (ภบท. 5) เพิ่งจะให้ทำใบ ภบท. 5 ได้เมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ โดยต้องไปเสียภาษีที่ดินที่ว่าการอำเภอ แต่ต่อมาก็เสียภาษีที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ได้โดยเสียภาษีเป็นรายปี
สำหรับการทำใบ ภทบ. 5 นั้น ก็มีกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ
โดยกำนันผู้ใหญ่บ้านเจ้าของท้องที่ต้องเป็นผู้รับรองในการ “นำสำรวจ” ซึ่งผู้ครอบครองที่ดิน เป็นผู้นำสำรวจว่ามีที่ดินเนื้อที่เท่าใด กว้างยาวเท่าใด ที่ดินติดกับที่ดินข้างเคียงของใคร
ที่สำคัญคือ การทำใบเสียภาษีบำรุงท้องที่นี้ กำนันผู้ใหญ่บ้าน จะไม่ออกใบนำสำรวจให้กับที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะไม่มีการครอบครองที่ดินในลักษณะนี้เป็นอันขาด ที่ดินใดมีการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ก็เท่ากับว่าไม่เป็นที่สาธารณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นที่สาธารณะสำหรับชุมชนใช้ร่วมกัน หรือเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และในการขอยื่นเสียภาษีดังกล่าว แบบฟอร์มของทางราชการยังระบุถึงการได้มาของที่ดิน ว่าได้มาโดยการครอบครอง ถากถางก่อนสร้าง เป็นมรดกหรือว่าเป็นที่ดินซึ่งได้ซื้อขายกันมาจากผู้ใด โดยถือว่าการเปลี่ยนสิทธิ์ครอบครองด้วยการซื้อขายนั้นเป็นเป็นความถูกต้องที่ทางราชการยอมรับได้
ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าที่ดินซึ่งว่ามีปัญหานี้ ถ้าหากว่า เมื่อจะขอยื่นออกโฉนดที่ดินก็มีการให้ออกโฉนดให้ โดยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ส่งช่างแผนที่มาทำการรังวัดออกโฉนด เมื่อไม่มีผู้คัดค้าน เช่น ที่ดินของ วัดคลองไผ่ วัดเขาจันทร์งาม วัดเขายายเที่ยงเหนือ วัดเขายายเที่ยงใต้ ซึ่งเป็นวัดที่มีพระอุโบสถได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา รวมทั้ง สุเหร่าดารุ้ลอะมีน ก็ล้วนแต่ได้รับการออกโฉนดเป็นเอกสารสิทธิ์ทั้งสิ้น แต่ที่ดินของชาวบ้านนั้น มีการคัดค้านไว้ จึงต้องถือแต่ใบ ภบท. 5 ทุกแปลง รวมทั้งแปลงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ดังนั้น จะเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวพ้นจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติ รวมทั้งการเป็นลุ่มน้ำ 1A ไม่ได้อยู่ในฐานะดังกล่าวแล้ว แต่มาอยู่อีกฐานะหนึ่ง คือยอมรับสิทธิ์การครอบครองออกใบ ภบท. 5 ให้ได้ เพราะถ้าหากว่าเป็นที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ หรือลุ่มน้ำ 1A จะออกโฉนดไม่ได้เลย
“รายงานพิเศษ” ชุดนี้, จะมีในฉบับวันพรุ่งนี้เป็นรายงานสุดท้าย ที่จะให้จบสิ้นกระบวนความของความเป็นจริงทั้งหมดที่ “เขายายเที่ยง” ดังที่ได้บอกไว้แล้วว่า ความจริงทั้งหมดก็อยู่ที่นั่น ไม่ได้มีใครย้ายเขายายเที่ยงไปไว้ที่ไหน
บรรยายภาพ
ศูนย์ส่งเสริมชุมชนตำบลคลองไผ่ บนเขายายเที่ยง


